บรรยากาศในห้องทำงานยามค่ำยังคงเงียบงัน แสงจากโคมไฟหัวโต๊ะสีเหลืองนวลส่องลงบนโต๊ะทำงานและพื้นหินอ่อนอย่างอึมครึม เงาร่างของเธอที่นั่งพิงผนังยังสั่นไหวเบา ๆ จากแรงสะอื้นที่เธอพยายามกลั้นเอาไว้
พริมาไม่เคยร้องไห้ในที่ทำงานมาก่อน เธอไม่เคยยอมให้ตัวเองอ่อนแอต่อหน้าใครโดยเฉพาะเขา
แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป ความกลัว ความกดดัน ความรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนไม่มีที่ไป
ทุกอย่างปะทุในอกอย่างไม่มีทางระบาย จนมันระเบิดออกมาเป็นน้ำตาที่เธอไม่อาจกลั้นได้อีก
เธอนั่งตัวสั่นพิงผนังเย็นเฉียบ มือทั้งสองข้างกำชายกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
น้ำตาไหลช้า ๆ อาบแก้มโดยที่เธอไม่ได้ปาด ไม่ได้สะอื้นดัง เพราะไม่อยากให้เขาได้ยิน
แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้บ่งบอกเธอว่าเขารู้แล้ว
อติวิชญ์ยืนมองเธอเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มทอดเงาลงบนตัวเธอที่ตัวเล็กกว่าหลายเท่า
เขาไม่ใช่คนที่แคร์น้ำตาใคร ที่ผ่านมา มีผู้หญิงมากมายเคยร้องไห้ให้เขาดู บางคนร้องเพราะถูกเท บ้างก็ร้องเพราะถูกล้อเล่นกับความรู้สึก บางคนร้องเพราะคิดว่าเขาจะรัก แต่ไม่เลย เขาไม่รู้สึกอะไรสักนิด
น้ำตาของผู้หญิงพวกนั้นสำหรับเขาเป็นแค่เครื่องประดับของความสัมพันธ์ชั่วคราว แต่น้ำตาของพริมามันต่างออกไป มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เพิ่มทวีคูณ
เสียงสะอื้นเบา ๆ ของเธอกระแทกเข้าหูเขาชัดเจนแม้ในความเงียบ
เหมือนกระทบลงตรงกลางอกของเขาอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร แต่อยู่ ๆ จังหวะการหายใจของเขาก็ชะงัก
“พริมา” เขาเรียกชื่อเธออย่างช้า ๆ เสียงแหบต่ำ เธอไม่ตอบ ไม่เงยหน้า ไม่มองเขา เพียงยกมือปิดปากแน่นกลั้นสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมา
เขาก้าวเข้ามาใกล้ ทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังของเขาดังสะท้อนกับพื้นหินอ่อนกดบรรยากาศให้แน่นขึ้น จนกระทั่งเขาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
“อย่าร้อง” เขาพูดเสียงเรียบ
“…” เธอไม่ตอบ
“ฉันบอกว่าอย่าร้องไง” เสียงเขาดังขึ้นอีกนิด
แต่แทนที่เธอจะหยุดร้อง น้ำตากลับไหลแรงขึ้นกว่าเดิม เธอหอบหายใจถี่เหมือนคนพยายามกลั้นทุกอย่างไว้แต่ไม่ไหวอีกแล้ว
“ฉันไม่ไหวแล้ว” เธอกระซิบเบา ๆ แต่ความหมายชัดเจนเป็นหินเผา
อติวิชญ์ไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้แบบนี้มาก่อน ผู้หญิงคนอื่นเขาจัดการได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะดื้อแค่ไหนก็มีทางบีบให้ยอม
แต่ตอนนี้เขายืนมองผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ตรงหน้า ที่น้ำตาของเธอกำลังทำลายกำแพงเหล็กในใจเขาทีละนิด
มันไม่ใช่แค่ความกลัว แต่มันคือความเจ็บที่ซ่อนอยู่ข้างในเธอจริง ๆ
เขาเดินช้าลง แต่ทุกก้าวกลับมีน้ำหนักทางใจ เขาหยุดลงตรงหน้า เงยหน้ามองเธอจากระดับสายตา ไม่สูง ไม่ต่ำ เป็นการเผชิญหน้าที่ต่างจากทุกครั้ง เขานั่งยอง ๆ ให้ระดับสายตาเท่ากันกับเธอ ปล่อยให้เวลาเงียบอยู่สักครู่ก่อนพูดว่า “อย่าร้องนะ อย่าทำแบบนี้”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นคำขอที่ไม่เคยหลุดจากริมฝีปากเขามาก่อน เธอสะอึกก่อนเงยหน้าขึ้น น้ำตายังไม่หยุดไหล แต่สายตาชนสายตาเป็นครั้งแรกนาน ๆ
เขาเห็นบางอย่างในนั้น ไม่ใช่แค่ความกลัว แต่เป็นความเจ็บลึกที่ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เดียว มันคือสะสมของความเหนื่อย ความท้อ และความรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดสิน ถูกทำให้เล็กลงภายใต้เงาของอำนาจ
“คุณรู้ไหม” เธอพูดเสียงแหบ “ว่ามันเจ็บที่ต้องอยู่ตรงนี้ ทั้งที่ฉันไม่อยากอยู่” คำพูดนั้นกระตุกความเงียบ
เขาเงียบนิ่ง ไม่พูดอะไร จังหวะการหายใจของเขาชะงักไปครู่หนึ่ง
“ฉันพยายามเข้มแข็ง พยายามไม่กลัวคุณ แต่คุณก็ยังพยายามบีบให้ฉันไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” คำพูดของเธอแทงเข้าใจกลางใจเขา
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงคนหนึ่งพูดใส่หน้าเขาแบบนี้ทั้งน้ำตา
“เธอไม่เหมือนคนอื่น” เขาพึมพำเบา ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เธอสะอึกเล็กน้อย “ใช่ ฉันไม่เหมือน เพราะฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณ” เธอกัดริมฝีปากแน่น ประโยคสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ถึงน้ำตาจะไหลแต่คำพูดไม่สั่นคลอน
อติวิชญ์ค่อย ๆ นั่งย่อลงตรงหน้าเธอ ให้ระดับสายตาอยู่ใกล้กัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลดตัวลงเพื่อมองเธอในระดับเดียวกัน ไม่ใช่กดเธอจากที่สูง
มือใหญ่ของเขายื่นมาอย่างช้า ๆ ไม่ได้บีบ ไม่ได้จับแรง เพียงแตะเบา ๆ ที่ข้อมือเธอ เหมือนคนที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
“เลิกกลัวฉันเถอะ” เขากระซิบเบา ๆ คำพูดนั้นฟังดูเป็นคำปลอบมากกว่าคำสั่ง เธอสบตาเขา น้ำตาเธอยังไหล แต่เสียงสั่นน้อยลงเล็กน้อย
“ฉันไม่ใช่ของคุณ” เธอย้ำเสียงสั่น
“ฉันรู้” เขาตอบทันที คำตอบเรียบแต่จริงจัง คราวนี้ไม่มีหยอกล้อ ไม่มีความเย่อหยิ่ง มันเป็นคำยอมรับที่หนักแน่นและอ่อนโยนในคราวเดียว
อติวิชญ์หลับตาชั่วขณะ สูดหายใจลึก นี่เป็นความรู้สึกที่เขาไม่คุ้นเคยเลย ความรู้สึกที่ไม่ได้มีแค่ความอยากครอบครอง แต่เป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่ใจเขาสั่นไหว
เธอไม่ได้ทำอะไรเลย เธอแค่ร้องไห้ตรงหน้าเขา แล้วโลกทั้งใบของเขาก็เหมือนเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
“ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับเธอ” เขากระซิบเสียงพร่า เผยมุมเปราะบาง ซึ่งแทบไม่เคยเปิดให้ใครเห็น
“ก็เลิกทำร้ายฉันสิ” เธอพูดเสียงอ่อน แต่หนักแน่น บางสิ่งในตัวเขารู้สึกเจ็บ ไม่ใช่เพราะเขาโดนทำร้าย แต่เพราะเขารู้ว่าคนตรงหน้าบอกความจริงโดยไม่ปรานี
อติวิชญ์ชะงัก เขาเคยคิดว่าเธอแค่ดื้อ แค่พยายามหนี เขาเลยต้องกดเธอไว้
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า การกระทำของเขาทั้งหมด สำหรับเธอมันคือ การทำร้าย
เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เข้ามาเพราะอยากได้ชื่อเสียงหรือเงิน ไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องการเขาเพื่อผลประโยชน์
เธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่เผลอเข้าไปในคืนหนึ่งของเขา และชีวิตทั้งชีวิตก็พังลงตั้งแต่นั้น
“เธอไม่เหมือนคนอื่นจริง ๆ” เขาคิด
“เธอร้องไห้เพราะฉันสินะ” เขาถามเสียงแผ่ว
“แล้วคุณคิดว่าใครล่ะ” เธอตอบทันที น้ำตายังไหลไม่หยุด
เขากัดฟันแน่น ความรู้สึกแปลก ๆ พุ่งขึ้นในอก เหมือนมีใครตบหน้าเขาแรง ๆ โดยไม่ต้องใช้มือ
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาเธออย่างลังเลนิ้วหัวแม่มือปาดหยดน้ำใสตรงหางตาอย่างเบามือที่สุดเท่าที่เขาเคยทำในชีวิตนี้
“อย่าร้อง…” เสียงเขาแตกต่างจากก่อน มันไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นปากคำที่มาจากหัวใจ “ฉันไม่ชอบเห็นเธอร้องไห้”
“คุณมันก็แค่ผู้ชายเห็นแก่ตัว” เธอตอบเสียงแผ่ว “ที่เคยได้ทุกอย่างง่าย ๆ จนไม่รู้ว่าการบังคับมันทำร้ายคนอื่นแค่ไหน”
เธอเอ่ยต่อขณะถอนหายใจลึก พยายามยอมรับว่าเธอไม่ต้องการสิ่งที่เขาเสนอ ไม่ต้องการครอบครอง
อติวิชญ์นิ่งไป เธอเห็นความขัดแย้งในดวงตาเขาความโลภ ความต้องการ และสิ่งที่เริ่มงอกขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดคือความสำนึกผิด เขาไม่ได้ตอบโต้ ไม่ได้แก้ตัว แต่เลือกนิ่งเพื่อปล่อยให้คำพูดของเธอทะลุผ่านอก
น้ำตาของเธอกำลังทำให้เขาแพ้ในแบบที่เขาไม่เข้าใจ
เธอสูดหายใจแรง กลั้นสะอื้น แล้วพูดต่อเบา ๆ
“คุณอยากให้ฉันยอมใช่ไหม อยากให้ฉันอยู่ข้างคุณโดยไม่มีเสียงปฏิเสธ”
เขาไม่ตอบ
“มันไม่มีวันเกิดขึ้น” เธอกล่าวชัดในน้ำเสียงที่แม้จะอ่อนแรง แต่หนักแน่น
อติวิชญ์มองเธอเงียบ ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขา ไม่ได้ กดข่มเธอทันที ไม่ได้ยัดเยียดความต้องการของตัวเองทันที
เขายืนนิ่ง มองน้ำตาของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็นเหมือนคนอื่น และนั่นเอง ที่ทำให้เธอตรึงเขาไว้โดยไม่รู้ตัว
เขายืนขึ้นช้า ๆ หันหลังให้เธอ ความเงียบกดทับทั้งห้อง
พริมาเองก็ไม่ขยับ เธอหอบหายใจเบา ๆ น้ำตายังไหลอยู่เงียบ ๆ
“ไปพักก่อนเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำในที่สุด เธอชะงักไม่คิดว่าเขาจะพูดแบบนั้น
เขาไม่หันมา แต่เสียงเขาเบาและแตกต่างจากทุกครั้ง
“ฉันไม่อยากเห็นเธอร้องอีก”
เธอลุกขึ้นช้า ๆ ยังไม่ไว้ใจอะไรทั้งสิ้น แต่ในหัวใจของเธอมันเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยเหมือนกัน
เพราะผู้ชายคนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง เล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น แต่เธอรู้
เขาเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างกับเธอแล้ว และสำหรับเธอ นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย
เพราะนักล่า ยิ่งรู้สึก ยิ่งไม่ยอมปล่อย