เสียงเบสหนัก ๆ ของเพลงจากคลับหรูใจกลางเมืองทะลุผ่านกระจกบานใหญ่ ดังก้องเป็นจังหวะที่นิ้วเท้ายกตามอย่างอัตโนมัติ ไฟสีแดงอมทองฉายสาดสะท้อนเป็นเงาเลื่อนไล้ไปทั่วห้อง ปะทะร่างคนจำนวนมากกำลังขยับกายไปตามจังหวะเพลง บางคนหัวเราะ บางคนพูดคุย กระนั้นก็มีมุมหนึ่ง มุมโซฟาวีไอพีชั้นสองที่ความเงียบเริ่มก่อตัวขึ้นราวพายุที่รอปะทุ
โต๊ะตรงกลางโซนวีไอพี มีชายหนุ่มในชุดสูทสีดำเนี้ยบเข้ารูปเน้นสรีระราวกับตัดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ นั่งเอนหลังพิงโซฟาหนัง ดวงตาคมทอประกายใต้แสงไฟ ด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่เต็มไปด้วยอำนาจ เขาคือ อิฐ อติวิชญ์ ผู้ชายที่คืนนี้ดื่มไม่ยั้งเหมือนตั้งใจจะเมาให้จมลงไปกับความว่างเปล่าในใจ
“เฮ้ยอิฐ มึงไหวปะวะ”
เสียงภัคดังลอดมาท่ามกลางความวุ่นวาย
“ไหวดิ…” อิฐตอบทั้งที่มือหนึ่งกำแก้ววิสกี้แน่นอย่างไม่ยอมปล่อย มืออีกข้างพาดไปบนไหล่บางของสาวในชุดรัดรูปเผยให้เห็นผิวขาวเนียนโชว์เรือนร่างอกอิ่มเป็นพวงพร้อมยั่วสายตาที่เบียดตัวเข้ามาชิดจนแทบจะนั่งตักอยู่แล้ว
“คืนนี้กูจะไม่กลับง่าย ๆ หรอก” เขาพูดพลางหัวเราะเสียงต่ำ สะกดสายตาหญิงสาวรอบโต๊ะได้ไม่ยาก
“คุณอิฐ ดื่มอีกไหมคะ”
“ฉันชงให้นะคะ”
“คืนนี้อย่าเพิ่งไปไหนเลย อยู่กับพวกเรานะ…”
เสียงหวานผู้หญิงรุมตอมไม่ขาดสาย หนุ่มนักธุรกิจยิ้มมุมปาก ราวกับราชาที่นั่งท่ามกลางเหล่านางสนม
เขาไม่ต้องพูดอะไร ผู้หญิงพวกนี้ก็พร้อมถอดหัวใจ…และปลดเสื้อผ้า เปลือยกายประเคนให้
แต่สายตาจริง ๆ ของเขาไม่ยิ้มตามการชื่นชมหรือความยั่วเย้า มันจ้องวางอยู่ที่มุมอื่น ไกลกว่าร่างที่กอดคอเขาอยู่เสียอีก
เพราะภาพของผู้หญิงใส่แว่น แววตาเย็นชา และน้ำเสียงเรียบนิ่งที่สวนทางกับเขาก่อนหน้า ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย
ภควัต เพื่อนคนสนิท โผล่มาในขัดความคิดในหัว ทำให้บรรยากาศที่เกือบจะกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับแสงและเสียง กลายบทสนทนาพอให้อติวิชญ์ได้ตอบโต้ เขาหัวเราะ มองผู้หญิงเหล่านั้นแล้วทำท่าเฉยชา พยายามซ่อนความเบื่อหน่ายไว้หลังท่าทีเจ้าเล่ห์แบบเดิม แต่ในส่วนลึกมีบางสิ่งไม่ยอมให้หัวใจอ่อนไหวตามจังหวะซ้ำซาก
เวลาล่วงเลยค่อนคืนเข้าสู่วันใหม่ แอลกอฮอล์เริ่มทำหน้าที่ของมัน ทำให้โลกภายนอกเริ่มพร่าเลือน เสียงคนรอบข้างเริ่มหายไปทีละชั้น เหลือเพียงความรู้สึกเคลือบแปลก ๆ ที่จับต้องไม่ได้
ปัง!
ทันใด แก้วที่ตั้งบนโต๊ะกระแทกพื้น เสียงดังปังสะดุ้งทำให้ภัครีบเงยหน้ามองเพื่อนกำลังฟุบตัวลงเล็กน้อยอย่างเป็นห่วง
“มึงเมาแล้วไอ้อิฐ” ภัคว่า
“กูแค่…กำลังสนุก” อิฐตอบเสียงพร่า
เขาพยายามลุกยืนแต่ร่างกายกลับโอนเอนไปข้างหน้าไม่ค่อยเป็นใจ สติพร่าเบลอจนเกือบจะเซล้มลงถ้าไม่มีคนคว้าทัน
“โว้…ไอ้อิฐ!” ภัครีบพุ่งเข้าไปประคอง
แต่เขาโบกมือปัดออก “ไม่ต้อง กูเดินเองได้”
ผู้หญิงรอบโต๊ะต่างยื่นมือมาเสนอพาเขากลับ บางคนแย่งจะพาไปส่ง บางคนหมายจะได้อะไรมากกว่านั้น นี่คือฉากฮอลลีวูดที่เขาคุ้นเคย แต่ก็เป็นฉากที่เขาเบื่อจนแทบจะละบทบาทนั้นทิ้ง
“ฉันขอพาเขากลับนะคะ”
เสียงผู้หญิงในกลุ่มพูดแทรกขึ้นทันที พร้อมคล้องแขนเกี่ยวเอวเขาแน่นราวกับจงใจ
“ไม่ได้” อีกคนรีบแทรกเข้ามาแย่ง “ฉันไปส่งเอง!”
“หึ…” อติวิชญ์หัวเราะในลำคอ
เขารู้ดีว่าพวกเธอไม่ได้อยากไปส่งอะไรทั้งนั้น แต่ทุกคนอยากขึ้นห้องกับเขาเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา
ขณะที่ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวหน้าทางออกของคลับ เสียงเรียบนิ่งแต่ชัดเจนกลับดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
“คุณอติวิชญ์!”
ทุกสิ่งหยุดชะงักเล็กน้อย สายตาทุกคู่ในห้องหันขวับตามเสียง แล้วสายตาเจ้านายหนุ่มก็ไปหยุดที่เธอ
พริมายืนอยู่ตรงนั้น ท่าทางเรียบ ๆ ใส่ชุดสูทเข้ารูปที่ยังคงติดตราสัญลักษณ์ของบริษัท ใบหน้าปราศจากการแต่งแต้มมากมาย แว่นตากรอบกลมบดบังตาเล็กน้อย ผมมัดเรียบร้อย เธอดูไม่เข้าพวกกับเงาไฟวาบวับและชุดราตรีที่พลิ้วไหวรอบตัว ไม่ได้เผยให้เห็นเรือนร่างเย้ายวนแบบผู้หญิงในคลับ แต่กลับ สะดุดตาเขาเพียงคนเดียว
“คุณ…มาทำอะไรที่นี่” เสียงเขาพร่า ย่างก้าวพร้อมพยุงร่างตัวเองเข้าใกล้คนตัวเล็ก ทั้งที่ขาแทบยืนไม่อยู่
“ดิฉันมาตามคุณกลับค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ น้ำเสียงหนักแน่นไม่สั่นเครือ แต่สีหน้ายังคงนิ่ง
“หึ ใครส่งเธอมา” เขายิ้มมุมปาก พลางขยับเข้าใกล้เธอ ทั้งที่ขาแทบทรุด
“ท่านประธานใหญ่ค่ะ” เธอตอบ “ท่านฝากให้ดิฉันดูแลคุณ”
คำตอบกระชากความสนใจของคนรอบตัว บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนจากความสนุกเป็นกระซิบและสายตาเสียดสี บางคนแปลกใจ บางคนหมั่นไส้
สาว ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาเริ่มไม่พอใจที่จู่ ๆ มีผู้หญิงแปลกหน้าโผล่มา
“นี่ใครน่ะ?”
“เลขาน่ะเหรอ?”
“ทำตัวจืดชืดแบบนั้น ใครจะไปเอา-”
“หุบปาก” อติวิชญ์พูดเสียงเย็นขัดขึ้น ทุกคนพร้อมใจเงียบทันที เพราะไม่มีใครกล้าเล่นกับคนที่มีอำนาจเท่าเขา
เลขาสาวก้าวเข้าไปใกล้ คล้องแขนเกี่ยวเอวเขาแน่นพอสมควรเพื่อประคอง
“กลับเถอะค่ะ คุณเมามากแล้ว” เธอพูดน้ำเสียงไม่อ่อนหวานแต่มีความเด็ดขาด ซึ่งทำให้คนเมาอึดอัดมากขึ้นกว่าเดิม
“ฉันไม่ได้เมา” เขาตอบ ทั้งที่ชัดเจนว่าก้าวขาแทบไม่ไหวยืนแทบไม่อยู่
“คุณแทบจะยืนไม่ไหวแล้วค่ะ” เธอสวนอย่างตรง ไปตรงมา คำพูดนี้เหมือนกรรไกรตัดหน้าความภาคภูมิใจเขา แต่เธอก็ไม่สน เธอแค่ทำหน้าที่
“แต่ฉันอยากอยู่กับเธอ…”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองทำให้พริมาชะงักไปทันที ใบหน้าเรียบเฉยสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วจับแขนเขาแน่นขึ้น
“กลับค่ะ”
อติวิชญ์ถูกลากออกจากคลับหรูโดยมีสายตานับสิบคู่มองตาม บางคนมองด้วยความอิจฉา บางคนมองด้วยความไม่เข้าใจว่าผู้หญิงใส่แว่นเรียบ ๆ คนนั้นเป็นใคร ถึงกล้าพา อติวิชญ์ อัศวกุล ออกไปกลางดึกแบบนี้ แต่เธอมีท่าทีแตกต่าง ไม่ได้ยั่วยวน ไม่ได้เป็นอาหวัง และไม่สนว่าโลกจะคิดอย่างไร
“เธอจะพาฉันไปไหน” เขาถามขณะเดินโงนเงน
“โรงแรมค่ะ”
“ฉันไม่อยากไปนอนคนเดียว”
“งั้นนอนพร้อมสติของคุณก่อนเถอะค่ะ” เธอตอบเสียงนิ่ง ทั้งที่มือเย็นเฉียบ
ในลานจอดรถที่เงียบสงบ พริมาผลักเขาให้นั่งในรถเบาะผู้โดยสารด้านหลังที่เตรียมไว้ พยายามดึงแขนให้มั่น แต่เขาคว้ามือเธอเหนียวแน่น กระซิบคำขอที่ไม่สมประกอบด้วยฤทธิ์ของเหล้า
“อย่าหนีฉัน” เสียงแหบ ๆ ใส่เธอใกล้จนลมหายใจปะทะกัน
“ฉันไม่หนี…แต่คุณต้องหยุดทำแบบนี้” เธอพูดเสียงเรียบแต่คม
“แบบไหน?”
“แบบที่คุณคิดว่าผู้หญิงทุกคน...เหมือนกันหมด” ประโยคตรง ๆ ที่ไม่มีการประนีประนอม เธอพูดเสียงเรียบแต่มีแววแข็งกร้าว ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ
เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าพูดแบบนี้กับเขายกเว้นเธอ
เขาไม่คุ้นเคยกับผู้หญิงที่กล้าพูดตรงใส่หน้าแบบนี้ โดยเฉพาะกับเขา คนที่มักคุมเกมอยู่ฝ่ายเดียว ท่าทางแข็งกร้าวของเธอเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิด และนั่นกลับยิ่งกระตุ้นความสนใจของเขามากขึ้น
รถแล่นไปโรงแรมหรูที่เป็นที่ประจำของเขา พนักงานค้อมศีรษะให้ด้วยความเคารพ โดยมีพริมาช่วยประคองเขาเข้าไปยังลิฟต์ส่วนตัวจนถึงห้องสวีตชั้นบนสุด
“เข้าห้องได้แล้วค่ะ” เธอพูดขณะพยายามดันเจ้านายหนุ่มเข้าไปในห้อง
แต่เขากลับคว้าแขนเธอไว้ ดึงเธอเข้าไปพร้อมกัน
“อย่า!” เธออุทานเบา ๆ เมื่อประตูปิดลง
แสงไฟในห้องสวีตสลัวนวลอุ่น กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาตีขึ้นแตะปลายจมูกทันที
ภายในเงียบสนิท มีเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นแรงจนได้ยินชัดในอกตัวเอง แต่กลับหนักหน่วงอย่างบอกไม่ถูก อติวิชญ์ดันเธอติดข้างผนังทั้งที่เธอพยายามถอยออก
“คุณอติวิชญ์ปล่อยค่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบพลางพยายามถอยหลัง แต่มือที่ดันแผ่นอกเขากลับสั่นไหว
“ทำไมต้องปล่อย” เขากระซิบใกล้ ๆ ใบหู พลางก้าวเข้าหา กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นตัวเขาทำให้บรรยากาศน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“เพราะคุณเมา” เธอยืนยัน
“แต่ฉันอยากอยู่กับเธอ” น้ำเสียงพร่าสะกดให้เธอหยุดชะงัก เธอรู้ว่าเขาเมา แต่สายตาที่มองมากลับจริงจังจนทำให้เธอหายใจติดขัด
ระยะห่างที่เคยมีหดสั้นลงเหลือเพียงคืบ มือของเขาจับข้อมือเธอเบา ๆ ดึงเข้าหาตัว ใบหน้าคมก้มลงจนปลายจมูกเฉียดข้างแก้ม ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างหูอย่างจงใจ กลิ่นไวน์และน้ำหอมจากเขาปะทะกับกลิ่นแป้งอ่อน ๆ ของเธอ ความอึดอัดของลมหายใจเหมือนความหนาแน่นของอากาศในห้องทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น
“เธอรู้ไหม…ฉันจำกลิ่นของเธอได้ตั้งแต่ตอนอยู่ในงานนั่นแล้ว” เขากระซิบ
“คุณพูดบ้าอะไร” เธอสะดุ้ง ก่อนพยายามผลักเขาออก แต่เขาไม่ถอย ไม่ใช่การบีบบังคับอย่างแรงจนทำร้าย แต่เป็นการใช้ความใกล้ชิดอย่างตั้งใจจนเธอรู้สึกเหมือนถูกกักไว้
คำพูดของเขาเปล่งออกมาราวการประกาศ ไม่ใช่แค่ความพึงพอใจชั่วขณะ แต่เป็นความสนใจที่นิ่งมากเกินไปสำหรับค่ำคืนที่ควรจะเป็นเรื่องผ่าน ๆ เขาพูดต่อด้วยเสียงพร่า
“ผู้หญิงพวกนั้นทั้งหมด…ไม่มีใครทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้” ประโยคนั้นเป็นทั้งคำสารภาพและการท้าทาย
พริมารู้ตัวว่าตอนนี้ในห้องมีเพียงสองเสียง เสียงหายใจของทั้งคู่และเสียงของหัวใจที่เต้นเร็วราวกับจะหลุดออกมา ความใกล้ชิดทำให้เธอทั้งหวาดกลัวและสับสน เธอรู้ว่าเขาเมา แต่สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของคนเมา มันหนักแน่นและจริงจังจนทำให้เธอสะดุ้ง
เขาพยายามทำให้เธอเข้าใจว่าค่ำคืนนี้มีความหมายกับเขามากกว่าที่เธอคิด แต่เธอเย็นชาตอบกลับว่าเธอเพียงทำหน้าที่พาเขากลับ
“คุณอติวิชญ์… ฉันแค่จะมาส่งคุณค่ะ”
“แต่ฉันอยากให้เธออยู่” เขาตอบตรง ๆ
เขากดเธอให้ถอยจนแผ่นหลังแนบกับผนัง เสียงหัวใจของทั้งคู่ดังระรัวชัดเจนในความเงียบ
แสงไฟสีส้มสลัวสะท้อนบนดวงตาคมเข้มที่มองเธอราวกับกำลังจะกลืนกิน
“อย่ามองฉันแบบนั้น” เธอกระซิบหวาดหวั่น
“แบบไหน…แบบที่อยากได้เธอทั้งตัว?” เขาตอบใกล้ชิดจนลมหายใจรดริมฝีปากเธอ
เธอหลับตาแน่น ทั้งหวาดหวั่นและไม่เข้าใจกับความรู้สึกที่แปลกประหลาดกำลังเกิดขึ้น
“คุณเมา…” เธอพูดอีกครั้ง
“แต่ใจฉันไม่ได้เมา” เขาตอบนิ่ง
เธออยากไปจากตรงนี้ แต่ก็แปลกใจที่ร่างกายไม่ยอมให้ถอยมากนัก ความใกล้ชิดของเขาเป็นเหมือนแรงดึงดูดที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน มือของเขาเลื่อนมาจับปลายคางเธอเบา ๆ ให้เงยหน้าขึ้นสบตา เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน เธอได้กลิ่นไวน์แรงปนกับกลิ่นกายของเขามันร้อน และตรึงเธอไว้กับผนังโดยไม่ต้องออกแรงมาก
“เธอไม่เหมือนใคร” เขาพูดเบา ๆ ราวกับยืนยันบางสิ่งกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเธอ ประโยคเรียบ ๆ นั้นกลับทำให้ความเงียบในห้องขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่ากลัว
พริมาไม่รู้ว่าอะไรผลักดันให้เธอไม่ถอยออก ทั้งที่เธอมีโอกาส เธอควรเดินหนีตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าห้องนี้
แต่หัวใจกลับไม่ฟังเหตุผล…
ริมฝีปากของเขาเฉียดข้างแก้มเธอเบา ๆ ก่อนจะหยุดลงใกล้มุมปาก เธอหายใจแรงจนเสียงดังในความเงียบ
เขาเมา…แต่สายตาที่มองมากลับจริงจัง
มันเหมือนผู้ชายที่พร้อมจะ ‘กลืน’ เธอทั้งตัว
ความตั้งใจของเขาและการตอบสนองของเธอผสมกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของค่ำคืนที่ไม่ควรเกิด
ก่อนที่การขืนใจใด ๆ จะพุ่งไปไกลกว่านั้น เธอเบือนหน้าออก ยืนยันคำพูดเดิมว่าเธอเพียงมาส่งเขา แล้วจะไป แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะเบา ๆ พลางโน้มตัวมาหาอีกจนเกิดความเงียบคลุ้งทั่วห้อง เสียงเพลงจากข้างนอกเหมือนระยะ ไกล แผ่ความวุ่นวายไว้เป็นฉากหลังของโมเมนต์ที่ทั้งสองคนต้องจดจำ
ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยคำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นของเขา
“คืนนี้…อย่าหนีไปไหนอีกนะ”
เธอเบนหน้า แต่ในใจกลับมีความขมปนหวั่น เพราะรู้ว่าต่อจากนี้ ชีวิตเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ค่ำคืนที่ไม่ควรเกิดเริ่มต้นขึ้นที่ประตูห้องสวีตนั้น และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทั้งสองยากจะถอนตัว อติวิชญ์ได้เจอสิ่งที่ท้าทายความคุ้นเคยของเขา ส่วนพริมาได้รสชาติของอำนาจที่กำลังจะทดสอบความเข้มแข็งของเธอไปพร้อมกัน