ตอนที่ 2 คืนนี้… อย่าหนีไปไหนอีกนะ

2332 Words
เสียงเบสหนัก ๆ ของเพลงจากคลับหรูใจกลางเมืองทะลุผ่านกระจกบานใหญ่ ดังก้องเป็นจังหวะที่นิ้วเท้ายกตามอย่างอัตโนมัติ ไฟสีแดงอมทองฉายสาดสะท้อนเป็นเงาเลื่อนไล้ไปทั่วห้อง ปะทะร่างคนจำนวนมากกำลังขยับกายไปตามจังหวะเพลง บางคนหัวเราะ บางคนพูดคุย กระนั้นก็มีมุมหนึ่ง มุมโซฟาวีไอพีชั้นสองที่ความเงียบเริ่มก่อตัวขึ้นราวพายุที่รอปะทุ โต๊ะตรงกลางโซนวีไอพี มีชายหนุ่มในชุดสูทสีดำเนี้ยบเข้ารูปเน้นสรีระราวกับตัดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ นั่งเอนหลังพิงโซฟาหนัง ดวงตาคมทอประกายใต้แสงไฟ ด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่เต็มไปด้วยอำนาจ เขาคือ อิฐ อติวิชญ์ ผู้ชายที่คืนนี้ดื่มไม่ยั้งเหมือนตั้งใจจะเมาให้จมลงไปกับความว่างเปล่าในใจ “เฮ้ยอิฐ มึงไหวปะวะ” เสียงภัคดังลอดมาท่ามกลางความวุ่นวาย “ไหวดิ…” อิฐตอบทั้งที่มือหนึ่งกำแก้ววิสกี้แน่นอย่างไม่ยอมปล่อย มืออีกข้างพาดไปบนไหล่บางของสาวในชุดรัดรูปเผยให้เห็นผิวขาวเนียนโชว์เรือนร่างอกอิ่มเป็นพวงพร้อมยั่วสายตาที่เบียดตัวเข้ามาชิดจนแทบจะนั่งตักอยู่แล้ว “คืนนี้กูจะไม่กลับง่าย ๆ หรอก” เขาพูดพลางหัวเราะเสียงต่ำ สะกดสายตาหญิงสาวรอบโต๊ะได้ไม่ยาก “คุณอิฐ ดื่มอีกไหมคะ” “ฉันชงให้นะคะ” “คืนนี้อย่าเพิ่งไปไหนเลย อยู่กับพวกเรานะ…” เสียงหวานผู้หญิงรุมตอมไม่ขาดสาย หนุ่มนักธุรกิจยิ้มมุมปาก ราวกับราชาที่นั่งท่ามกลางเหล่านางสนม เขาไม่ต้องพูดอะไร ผู้หญิงพวกนี้ก็พร้อมถอดหัวใจ…และปลดเสื้อผ้า เปลือยกายประเคนให้ แต่สายตาจริง ๆ ของเขาไม่ยิ้มตามการชื่นชมหรือความยั่วเย้า มันจ้องวางอยู่ที่มุมอื่น ไกลกว่าร่างที่กอดคอเขาอยู่เสียอีก เพราะภาพของผู้หญิงใส่แว่น แววตาเย็นชา และน้ำเสียงเรียบนิ่งที่สวนทางกับเขาก่อนหน้า ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย ภควัต เพื่อนคนสนิท โผล่มาในขัดความคิดในหัว ทำให้บรรยากาศที่เกือบจะกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับแสงและเสียง กลายบทสนทนาพอให้อติวิชญ์ได้ตอบโต้ เขาหัวเราะ มองผู้หญิงเหล่านั้นแล้วทำท่าเฉยชา พยายามซ่อนความเบื่อหน่ายไว้หลังท่าทีเจ้าเล่ห์แบบเดิม แต่ในส่วนลึกมีบางสิ่งไม่ยอมให้หัวใจอ่อนไหวตามจังหวะซ้ำซาก เวลาล่วงเลยค่อนคืนเข้าสู่วันใหม่ แอลกอฮอล์เริ่มทำหน้าที่ของมัน ทำให้โลกภายนอกเริ่มพร่าเลือน เสียงคนรอบข้างเริ่มหายไปทีละชั้น เหลือเพียงความรู้สึกเคลือบแปลก ๆ ที่จับต้องไม่ได้ ปัง! ทันใด แก้วที่ตั้งบนโต๊ะกระแทกพื้น เสียงดังปังสะดุ้งทำให้ภัครีบเงยหน้ามองเพื่อนกำลังฟุบตัวลงเล็กน้อยอย่างเป็นห่วง “มึงเมาแล้วไอ้อิฐ” ภัคว่า “กูแค่…กำลังสนุก” อิฐตอบเสียงพร่า เขาพยายามลุกยืนแต่ร่างกายกลับโอนเอนไปข้างหน้าไม่ค่อยเป็นใจ สติพร่าเบลอจนเกือบจะเซล้มลงถ้าไม่มีคนคว้าทัน “โว้…ไอ้อิฐ!” ภัครีบพุ่งเข้าไปประคอง แต่เขาโบกมือปัดออก “ไม่ต้อง กูเดินเองได้” ผู้หญิงรอบโต๊ะต่างยื่นมือมาเสนอพาเขากลับ บางคนแย่งจะพาไปส่ง บางคนหมายจะได้อะไรมากกว่านั้น นี่คือฉากฮอลลีวูดที่เขาคุ้นเคย แต่ก็เป็นฉากที่เขาเบื่อจนแทบจะละบทบาทนั้นทิ้ง “ฉันขอพาเขากลับนะคะ” เสียงผู้หญิงในกลุ่มพูดแทรกขึ้นทันที พร้อมคล้องแขนเกี่ยวเอวเขาแน่นราวกับจงใจ “ไม่ได้” อีกคนรีบแทรกเข้ามาแย่ง “ฉันไปส่งเอง!” “หึ…” อติวิชญ์หัวเราะในลำคอ เขารู้ดีว่าพวกเธอไม่ได้อยากไปส่งอะไรทั้งนั้น แต่ทุกคนอยากขึ้นห้องกับเขาเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา ขณะที่ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวหน้าทางออกของคลับ เสียงเรียบนิ่งแต่ชัดเจนกลับดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน “คุณอติวิชญ์!” ทุกสิ่งหยุดชะงักเล็กน้อย สายตาทุกคู่ในห้องหันขวับตามเสียง แล้วสายตาเจ้านายหนุ่มก็ไปหยุดที่เธอ พริมายืนอยู่ตรงนั้น ท่าทางเรียบ ๆ ใส่ชุดสูทเข้ารูปที่ยังคงติดตราสัญลักษณ์ของบริษัท ใบหน้าปราศจากการแต่งแต้มมากมาย แว่นตากรอบกลมบดบังตาเล็กน้อย ผมมัดเรียบร้อย เธอดูไม่เข้าพวกกับเงาไฟวาบวับและชุดราตรีที่พลิ้วไหวรอบตัว ไม่ได้เผยให้เห็นเรือนร่างเย้ายวนแบบผู้หญิงในคลับ แต่กลับ สะดุดตาเขาเพียงคนเดียว “คุณ…มาทำอะไรที่นี่” เสียงเขาพร่า ย่างก้าวพร้อมพยุงร่างตัวเองเข้าใกล้คนตัวเล็ก ทั้งที่ขาแทบยืนไม่อยู่ “ดิฉันมาตามคุณกลับค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ น้ำเสียงหนักแน่นไม่สั่นเครือ แต่สีหน้ายังคงนิ่ง “หึ ใครส่งเธอมา” เขายิ้มมุมปาก พลางขยับเข้าใกล้เธอ ทั้งที่ขาแทบทรุด “ท่านประธานใหญ่ค่ะ” เธอตอบ “ท่านฝากให้ดิฉันดูแลคุณ” คำตอบกระชากความสนใจของคนรอบตัว บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนจากความสนุกเป็นกระซิบและสายตาเสียดสี บางคนแปลกใจ บางคนหมั่นไส้ สาว ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาเริ่มไม่พอใจที่จู่ ๆ มีผู้หญิงแปลกหน้าโผล่มา “นี่ใครน่ะ?” “เลขาน่ะเหรอ?” “ทำตัวจืดชืดแบบนั้น ใครจะไปเอา-” “หุบปาก” อติวิชญ์พูดเสียงเย็นขัดขึ้น ทุกคนพร้อมใจเงียบทันที เพราะไม่มีใครกล้าเล่นกับคนที่มีอำนาจเท่าเขา เลขาสาวก้าวเข้าไปใกล้ คล้องแขนเกี่ยวเอวเขาแน่นพอสมควรเพื่อประคอง “กลับเถอะค่ะ คุณเมามากแล้ว” เธอพูดน้ำเสียงไม่อ่อนหวานแต่มีความเด็ดขาด ซึ่งทำให้คนเมาอึดอัดมากขึ้นกว่าเดิม “ฉันไม่ได้เมา” เขาตอบ ทั้งที่ชัดเจนว่าก้าวขาแทบไม่ไหวยืนแทบไม่อยู่ “คุณแทบจะยืนไม่ไหวแล้วค่ะ” เธอสวนอย่างตรง ไปตรงมา คำพูดนี้เหมือนกรรไกรตัดหน้าความภาคภูมิใจเขา แต่เธอก็ไม่สน เธอแค่ทำหน้าที่ “แต่ฉันอยากอยู่กับเธอ…” คำพูดที่พรั่งพรูออกมาโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองทำให้พริมาชะงักไปทันที ใบหน้าเรียบเฉยสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วจับแขนเขาแน่นขึ้น “กลับค่ะ” อติวิชญ์ถูกลากออกจากคลับหรูโดยมีสายตานับสิบคู่มองตาม บางคนมองด้วยความอิจฉา บางคนมองด้วยความไม่เข้าใจว่าผู้หญิงใส่แว่นเรียบ ๆ คนนั้นเป็นใคร ถึงกล้าพา อติวิชญ์ อัศวกุล ออกไปกลางดึกแบบนี้ แต่เธอมีท่าทีแตกต่าง ไม่ได้ยั่วยวน ไม่ได้เป็นอาหวัง และไม่สนว่าโลกจะคิดอย่างไร “เธอจะพาฉันไปไหน” เขาถามขณะเดินโงนเงน “โรงแรมค่ะ” “ฉันไม่อยากไปนอนคนเดียว” “งั้นนอนพร้อมสติของคุณก่อนเถอะค่ะ” เธอตอบเสียงนิ่ง ทั้งที่มือเย็นเฉียบ ในลานจอดรถที่เงียบสงบ พริมาผลักเขาให้นั่งในรถเบาะผู้โดยสารด้านหลังที่เตรียมไว้ พยายามดึงแขนให้มั่น แต่เขาคว้ามือเธอเหนียวแน่น กระซิบคำขอที่ไม่สมประกอบด้วยฤทธิ์ของเหล้า “อย่าหนีฉัน” เสียงแหบ ๆ ใส่เธอใกล้จนลมหายใจปะทะกัน “ฉันไม่หนี…แต่คุณต้องหยุดทำแบบนี้” เธอพูดเสียงเรียบแต่คม “แบบไหน?” “แบบที่คุณคิดว่าผู้หญิงทุกคน...เหมือนกันหมด” ประโยคตรง ๆ ที่ไม่มีการประนีประนอม เธอพูดเสียงเรียบแต่มีแววแข็งกร้าว ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าพูดแบบนี้กับเขายกเว้นเธอ เขาไม่คุ้นเคยกับผู้หญิงที่กล้าพูดตรงใส่หน้าแบบนี้ โดยเฉพาะกับเขา คนที่มักคุมเกมอยู่ฝ่ายเดียว ท่าทางแข็งกร้าวของเธอเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิด และนั่นกลับยิ่งกระตุ้นความสนใจของเขามากขึ้น รถแล่นไปโรงแรมหรูที่เป็นที่ประจำของเขา พนักงานค้อมศีรษะให้ด้วยความเคารพ โดยมีพริมาช่วยประคองเขาเข้าไปยังลิฟต์ส่วนตัวจนถึงห้องสวีตชั้นบนสุด “เข้าห้องได้แล้วค่ะ” เธอพูดขณะพยายามดันเจ้านายหนุ่มเข้าไปในห้อง แต่เขากลับคว้าแขนเธอไว้ ดึงเธอเข้าไปพร้อมกัน “อย่า!” เธออุทานเบา ๆ เมื่อประตูปิดลง แสงไฟในห้องสวีตสลัวนวลอุ่น กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาตีขึ้นแตะปลายจมูกทันที ภายในเงียบสนิท มีเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นแรงจนได้ยินชัดในอกตัวเอง แต่กลับหนักหน่วงอย่างบอกไม่ถูก อติวิชญ์ดันเธอติดข้างผนังทั้งที่เธอพยายามถอยออก “คุณอติวิชญ์ปล่อยค่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบพลางพยายามถอยหลัง แต่มือที่ดันแผ่นอกเขากลับสั่นไหว “ทำไมต้องปล่อย” เขากระซิบใกล้ ๆ ใบหู พลางก้าวเข้าหา กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นตัวเขาทำให้บรรยากาศน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก “เพราะคุณเมา” เธอยืนยัน “แต่ฉันอยากอยู่กับเธอ” น้ำเสียงพร่าสะกดให้เธอหยุดชะงัก เธอรู้ว่าเขาเมา แต่สายตาที่มองมากลับจริงจังจนทำให้เธอหายใจติดขัด ระยะห่างที่เคยมีหดสั้นลงเหลือเพียงคืบ มือของเขาจับข้อมือเธอเบา ๆ ดึงเข้าหาตัว ใบหน้าคมก้มลงจนปลายจมูกเฉียดข้างแก้ม ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างหูอย่างจงใจ กลิ่นไวน์และน้ำหอมจากเขาปะทะกับกลิ่นแป้งอ่อน ๆ ของเธอ ความอึดอัดของลมหายใจเหมือนความหนาแน่นของอากาศในห้องทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น “เธอรู้ไหม…ฉันจำกลิ่นของเธอได้ตั้งแต่ตอนอยู่ในงานนั่นแล้ว” เขากระซิบ “คุณพูดบ้าอะไร” เธอสะดุ้ง ก่อนพยายามผลักเขาออก แต่เขาไม่ถอย ไม่ใช่การบีบบังคับอย่างแรงจนทำร้าย แต่เป็นการใช้ความใกล้ชิดอย่างตั้งใจจนเธอรู้สึกเหมือนถูกกักไว้ คำพูดของเขาเปล่งออกมาราวการประกาศ ไม่ใช่แค่ความพึงพอใจชั่วขณะ แต่เป็นความสนใจที่นิ่งมากเกินไปสำหรับค่ำคืนที่ควรจะเป็นเรื่องผ่าน ๆ เขาพูดต่อด้วยเสียงพร่า “ผู้หญิงพวกนั้นทั้งหมด…ไม่มีใครทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้” ประโยคนั้นเป็นทั้งคำสารภาพและการท้าทาย พริมารู้ตัวว่าตอนนี้ในห้องมีเพียงสองเสียง เสียงหายใจของทั้งคู่และเสียงของหัวใจที่เต้นเร็วราวกับจะหลุดออกมา ความใกล้ชิดทำให้เธอทั้งหวาดกลัวและสับสน เธอรู้ว่าเขาเมา แต่สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของคนเมา มันหนักแน่นและจริงจังจนทำให้เธอสะดุ้ง เขาพยายามทำให้เธอเข้าใจว่าค่ำคืนนี้มีความหมายกับเขามากกว่าที่เธอคิด แต่เธอเย็นชาตอบกลับว่าเธอเพียงทำหน้าที่พาเขากลับ “คุณอติวิชญ์… ฉันแค่จะมาส่งคุณค่ะ” “แต่ฉันอยากให้เธออยู่” เขาตอบตรง ๆ เขากดเธอให้ถอยจนแผ่นหลังแนบกับผนัง เสียงหัวใจของทั้งคู่ดังระรัวชัดเจนในความเงียบ แสงไฟสีส้มสลัวสะท้อนบนดวงตาคมเข้มที่มองเธอราวกับกำลังจะกลืนกิน “อย่ามองฉันแบบนั้น” เธอกระซิบหวาดหวั่น “แบบไหน…แบบที่อยากได้เธอทั้งตัว?” เขาตอบใกล้ชิดจนลมหายใจรดริมฝีปากเธอ เธอหลับตาแน่น ทั้งหวาดหวั่นและไม่เข้าใจกับความรู้สึกที่แปลกประหลาดกำลังเกิดขึ้น “คุณเมา…” เธอพูดอีกครั้ง “แต่ใจฉันไม่ได้เมา” เขาตอบนิ่ง เธออยากไปจากตรงนี้ แต่ก็แปลกใจที่ร่างกายไม่ยอมให้ถอยมากนัก ความใกล้ชิดของเขาเป็นเหมือนแรงดึงดูดที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน มือของเขาเลื่อนมาจับปลายคางเธอเบา ๆ ให้เงยหน้าขึ้นสบตา เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน เธอได้กลิ่นไวน์แรงปนกับกลิ่นกายของเขามันร้อน และตรึงเธอไว้กับผนังโดยไม่ต้องออกแรงมาก “เธอไม่เหมือนใคร” เขาพูดเบา ๆ ราวกับยืนยันบางสิ่งกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเธอ ประโยคเรียบ ๆ นั้นกลับทำให้ความเงียบในห้องขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่ากลัว พริมาไม่รู้ว่าอะไรผลักดันให้เธอไม่ถอยออก ทั้งที่เธอมีโอกาส เธอควรเดินหนีตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าห้องนี้ แต่หัวใจกลับไม่ฟังเหตุผล… ริมฝีปากของเขาเฉียดข้างแก้มเธอเบา ๆ ก่อนจะหยุดลงใกล้มุมปาก เธอหายใจแรงจนเสียงดังในความเงียบ เขาเมา…แต่สายตาที่มองมากลับจริงจัง มันเหมือนผู้ชายที่พร้อมจะ ‘กลืน’ เธอทั้งตัว ความตั้งใจของเขาและการตอบสนองของเธอผสมกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของค่ำคืนที่ไม่ควรเกิด ก่อนที่การขืนใจใด ๆ จะพุ่งไปไกลกว่านั้น เธอเบือนหน้าออก ยืนยันคำพูดเดิมว่าเธอเพียงมาส่งเขา แล้วจะไป แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะเบา ๆ พลางโน้มตัวมาหาอีกจนเกิดความเงียบคลุ้งทั่วห้อง เสียงเพลงจากข้างนอกเหมือนระยะ ไกล แผ่ความวุ่นวายไว้เป็นฉากหลังของโมเมนต์ที่ทั้งสองคนต้องจดจำ ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยคำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นของเขา “คืนนี้…อย่าหนีไปไหนอีกนะ” เธอเบนหน้า แต่ในใจกลับมีความขมปนหวั่น เพราะรู้ว่าต่อจากนี้ ชีวิตเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ค่ำคืนที่ไม่ควรเกิดเริ่มต้นขึ้นที่ประตูห้องสวีตนั้น และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทั้งสองยากจะถอนตัว อติวิชญ์ได้เจอสิ่งที่ท้าทายความคุ้นเคยของเขา ส่วนพริมาได้รสชาติของอำนาจที่กำลังจะทดสอบความเข้มแข็งของเธอไปพร้อมกัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD