ครืด ครืด
เสียงเครื่องชงกาแฟกำลังทำงานส่งกลิ่นคาเฟอีนอ่อน ๆ ลอยอบอวล เสียงโทรศัพท์ กริ๊ง กริ๊ง ดังเป็นจังหวะคุ้นหู บรรยากาศออฟฟิศในตอนเช้านี้ดำเนินไปอย่างปกติ เป็นกิจวัตรประจำวัน แต่สำหรับพริมา ทุกอย่างถูกกรองผ่านความรู้สึกที่แตกต่างออกไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เท้าเธอก้าวผ่านประตู
เสียงจอแจซุบซิบกันของเหล่าชาวบ้านหนึ่งชาวบ้านสองที่ต้องเมาท์แลกเปลี่ยนข่าวสารในที่ทำงานเปรียบเหมือนคลื่นย่อม ๆ ซัดเข้ามา ช่วงสายมีเสียงเบา ๆ ของกลุ่มสาว ๆ ที่ยืนจับกลุ่มแล้วกระซิบกัน เหมือนเห็นอะไรน่าสนุก แต่มีบางคำสะดุดหัวใจจนต้องหยุดกึก
“ได้ข่าวหรือยัง”
“เมื่อเช้าคุณอติวิชญ์พาใครมาด้วยอะ”
“สวยมากเลยแก!”
“เห็นว่าควงออกมาจากรถ เหมือนแฟนเลย”
เสียงกระซิบเหล่านั้นลอยผ่านหูเธอเป็นระยะ และถึงแม้เธอจะพยายามไม่สนใจ แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้
เขาจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?
พริมาพยายามทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ภายในมีเสียงเตือนว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เธอกลั้นใจเดินผ่านโต๊ะคนอื่น ๆ แกล้งยิ้มตอบเมื่อมีคนทัก แต่ความรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกไม่ยอมหายไปเฉย ๆ และเมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของอติวิชญ์ สิ่งที่เธอกลัวที่สุดก็ปรากฏตรงหน้า
อติวิชญ์ยืนชิดหน้าต่าง ข้างกายมีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในชุดเดรสเข้ารูปสีแดงเข้ม ผมดัดลอนเรียงสวย แก้มขึ้นสีเมื่อเขาหยอกล้อกันด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน มือของเขาโอบเอวคอดเธออย่างสบาย ๆ ท่าทีที่ไม่ใช่แค่การควง แต่เป็นการแสดงให้คนเห็นว่ามีคนของเขา
ภาพนั้นเหมือนมีหมอกควันบาง ๆ พวยพุ่งเข้ามาในอกของพริมา หัวใจเหมือนถูกบีบรัดจนหายใจติดขัด เธอตัวแข็งค้าง เธอเม้มปากแน่น พยายามข่มทุกความรู้สึกลงให้มิด
“อย่ารู้สึก อย่าแสดงออก เขาไม่ใช่ของเรา”
แต่ไม่ว่าพยายามแค่ไหน ความรู้สึกเจ็บที่กลางอกกลับชัดขึ้นเรื่อย ๆ
“อ้าว นี่สินะ เลขาคนสำคัญของคุณ” หญิงสาวหันมามองเธออย่างจงใจ น้ำเสียงหวาน แต่แฝงบางอย่าง
อติวิชญ์เหลือบตามองแค่เสี้ยววินาที แต่แววตานั้นบอกชัดว่าเขาตั้งใจให้เธอเห็น
“ใช่” เขาตอบเรียบ ๆ “เลขาคนสำคัญของฉัน”
“ฉันชื่อ พิตต้า นะคะ” หญิงสาวคนนั้นยื่นมือมาทักทายพริมา
ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเยือกเย็นที่มากกว่าคำว่าเป็นมิตร
“พริมาค่ะ” พริมาพยายามรวบรวมสติตัวเอง ยื่นมือตอบรับทักทายสั้น ๆ มือเธอเย็นจัด ทั้งที่พยายามวางท่าทีปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เตรียมตารางนัดให้ฉันกับพิตต้า พรุ่งนี้ด้วย”
“ค่ะ” เธอตอบเบาแทบเป็นเสียงกระซิบ
“แล้วอีกอย่าง” เขาก้มหน้ามองหญิงสาวข้างกาย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่จงใจ “ช่วงนี้เธออาจเห็นฉันอยู่กับเธอคนนี้บ่อยหน่อยนะ” เขาเอ่ยน้ำเสียงเย็นเชียบ แต่แฝงเย้ยหยัน
คำพูดนั้นเหมือนเอามีดมากรีดซ้ำตรงกลางหัวใจ เธอกัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก ฝืนยิ้มจาง ๆ ทั้งที่ลมหายใจแทบไม่เหลือ
เลขาคนโปรดเก็บแฟ้มของตัวเองกอดไว้แน่น พยายามไม่แสดงอาการแต่เมื่อเหลือบมองไปเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขา เธอรู้ว่าเขาได้ตั้งใจแล้ว เขาไม่ได้หลงใหลรักแบบที่เธอหวัง เขากำลังทำให้เธอเจ็บ เพื่อทำให้เธอยอม
“ดิฉันไม่เกี่ยวค่ะ” เธอเอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะก้มหน้าเดินหลบออกจากห้อง
แต่ก่อนที่เธอจะเดินพ้นประตู…เสียงเขาก็ดังขึ้นข้างหลัง
“อย่าคิดจะหนีไปไหนล่ะ” น้ำเสียงเรียบและทุ้มต่ำ “อย่าลืมว่าเธออยู่ที่นี่ได้เพราะ ฉัน ให้เธออยู่”
เธอหยุดเท้าไปชั่วขณะ ความเจ็บที่พยายามกลืนไว้ไหลย้อนกลับขึ้นมาเป็นก้อนแข็ง ๆ ในลำคอ
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย เหมือนไม่มีความหมาย แต่สำหรับเธอ มันเหมือนตรึงเธอไว้กับโซ่ที่มองไม่เห็น
“เขาไม่ได้รัก เขาแค่ไม่ยอมให้เธอไป”
เดินหลุดจากห้องออกมาด้วยฝีเท้ารัว แต่เธอไม่รีบร้อนจะไปไหน เธอต้องใช้เวลาหายใจเข้าใจความเป็นจริง ชั่วขณะหนึ่งโลกภายนอกยังคงหมุนต่อ พนักงานคุยเรื่องงาน แต่เสียงในหัวเธอก้องไปด้วยหนึ่งคำถาม “เขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่?”
เวลาผ่านไปช้าอย่างทรมานในวันนั้น ระหว่างที่เธอนั่งทำงานอยู่ข้างในห้องเดียวกัน เธอได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหญิงสาวคนนั้นตลอด
ได้ยินเสียงเขาพูดกับอีกคนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบที่เขาไม่เคยใช้กับเธอเลย
“คุณอติวิชญ์~ พรุ่งนี้ไปดินเนอร์กันนะคะ”
“อืม” เขาตอบสั้น ๆ แต่เป็น “อืม” ที่อ่อนโยนน่าฟังกว่าทุกครั้ง
เสียงนั้นไม่ได้ดังก้อง แต่แค่ได้ยินก็พอแล้วที่จะบีบหัวใจเธอจนแทบขาด
“นี่สินะ โลกของเขา”
“ผู้หญิงมากมายที่เข้ามาและออกไป”
“เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่ยอมปล่อย แต่ไม่ใช่คนสำคัญ”
ความคิดนั้นแทงซ้ำเหมือนเข็มร้อยเล่มทิ่มกลางอก
แต่เธอก็ทำได้เพียง นั่งอยู่ตรงนั้น ปลายนิ้วจิกขอบโต๊ะแน่นจนเล็บเจบสีสวยแทบหัก
เย็นวันนั้น
หลังพิตต้าออกไปก่อน อติวิชญ์ก็เดินเข้ามา ร่างสูงใหญ่มาหยุดตรงหน้าโต๊ะของเธอ มองเธอเหมือนทุกครั้ง
“วันนี้เธอดูเงียบ” เขาพูดเสียงเรียบ
“ห็แค่ทำงานค่ะ” เธอตอบสั้น ไม่เงยหน้า ไม่อยากให้คนอื่นเห็นความเปราะบางนี้
“หึงเหรอ” เขาถามตรง ๆ พลางยักไหล่
คำถามนั้นเหมือนล้วงให้เธออ้าปาก
“ไม่มีสิทธิ์จะหึงค่ะ ฉันไม่ใช่-” เธอเงยหน้าขึ้นทันที
“ไม่ใช่ผู้หญิงของฉัน?” เขายิ้มมุมปาก
“งั้นเธอลืมไปแล้วเหรอ ว่าใครกันที่อยู่ในอ้อมแขนฉันคืนนั้น”
“เลิกพูดเรื่องนั้นซะทีเถอะ!” เธอขึ้นเสียง น้ำตารื้นโดยไม่รู้ตัว
เขาชะงักเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอระเบิดเสียงใส่เขาตรง ๆ
“คุณมันเห็นแก่ตัว” เธอพูดเสียงสั่น “คุณไม่ยอมให้ฉันไป แต่คุณกลับควงผู้หญิงอื่นโชว์ ฉันไม่เข้าใจว่าคุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่!”
เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ที่บ่งบอกถึงความพอใจ
“เธอเจ็บสินะ” เขาคิด
“ดีแล้ว”
“ฉันแค่ไม่อยากให้ใครมาเอาเธอไป” เขากระซิบเสียงพร่า
“แต่ฉันไม่ได้สัญญาว่าจะเป็นของเธอคนเดียว”
คำพูดนั้นเหมือนย้ำเตือนว่าเขาไม่เคยตั้งใจจะผูกมัดตัวเองจริง ๆ กับความรู้สึกของคนอื่น เขาแค่ต้องการควบคุม
“คุณนี่มัน...” เธอกัดฟันแน่น “เลวที่สุด!”
“อืม” เขายิ้มรับพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ฉันไม่เถียง”
เป็นการยอมรับแบบท้าทาย ทำให้ความคมในคำพูดของเขาแทงลึกยิ่งขึ้น
เขาก้มลงใกล้เธอจนลมหายใจร้อนของเขาปะทะข้างแก้ม
“เธอเจ็บใช่ไหมพริมา”
น้ำตาเธอเริ่มไหลเงียบ ๆ เธอพยายามเช็ดไม่ให้คนอื่นเห็น แต่เธอไม่ตอบ ได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์ไว้ เพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอรู้สึก
“อย่าพยายามปิดบังความรู้สึกนะ” เขากระซิบข้างหูที่ยังร้อนผ่าว
“ฉันเห็นหมดแล้ว เวลาที่เธอหึง”
“ฉันไม่ได้หึง!” เธอสะบัดเสียง
“แล้วทำไมถึงทำหน้าเหมือนอยู่จะระเบิด” เขาโน้มตัวลง ราวกับถามเพื่อน ไม่ใช่เจ้านาย
“ไม่ต้องโกหก เพราะความรู้สึกของเธอมันดังยิ่งกว่าคำพูด” เขากระตุกมุมปาก
นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจ ทำให้เธอรู้สึก
ไม่ใช่เพราะอยากรัก แต่เพราะอยากผูกเธอเอาไว้
“เธอไม่มีวันหนีฉันได้ ไม่ว่าในฐานะอะไร เธอก็ต้องอยู่ตรงนี้” เขากระซิบเสียงเบาใกล้หูเธอ
เขาเดินออกไปทันที ปล่อยเธอไว้กับความรู้สึกเหมือนถูกฉีกกลางใจ
เขากำลังเล่นเกม และเธอก็เริ่มเจ็บจากเกมนั้นแล้วจริง ๆ
เธอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแรง ๆ พยายามกลืนความรู้สึกขมในอกให้หายไป
แต่ยิ่งกลืน มันก็ยิ่งชัดเจน
เธอเริ่มรู้สึกกับผู้ชายที่เธอควรเกลียดที่สุด
คืนนั้นพริมานั่งทำงานจนดึก เช็ดน้ำตาเงียบ ๆ เธอทบทวนทุกประโยคที่เขาพูด ทุกการแสดงออกที่เขาใช้เพื่อควบคุมอารมณ์ของเธอ เธอรู้สึกเจ็บ ถึงจะเจ็บแต่ไม่ยอมแพ้ พริมาวางแผนในใจ เธอไม่ต้องการเพียงแค่ทน แต่ต้องการความปลอดภัย
เรื่องยังไม่จบ และความเจ็บยังสด แต่ครั้งนี้ความเจ็บไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อของเกมอีกต่อไป มันกลายเป็นเชื้อเพลิงให้พริมาก้าวต่อไป เพื่อให้ตัวเองปลอดภัยและให้ความเคารพกับตัวเองกลับคืนมา