เสียงฝนโปรยปรายยามค่ำคืนดังเบา ๆ เคล้ากับลมเย็นที่พัดกระทบกระจกบานใหญ่ของตึกบริษัท กลายเป็นฉากหลังที่กั้นโลกภายนอกไว้ ครึ่งหนึ่งของตึกแสงไฟถูกปิดลง พนักงานเดินออกจากตึกอย่างรีบร้อน ทิ้งความเงียบและแสงไฟสลัวไว้เฉพาะบนชั้นผู้บริหาร ทั้งชั้นแทบไม่มีใครหลงเหลือ
ในความเงียบ…มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ยังอยู่
อติวิชญ์ กับ พริมา
ภายในห้องประชุมเล็กติดกับห้องประธาน แสงไฟจากโคมเพดานสลัว ๆ ฉายเงาร่างสองร่างบนโต๊ะทำงานหรูสีเข้ม แฟ้มรายงานถูกกองไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ความเป็นระเบียบของเอกสารไม่อาจกลบความระส่ำในทรวงอกของผู้ที่ต้องทำงานอยู่ในนั้นได้ เธอก้มหน้าจัดเอกสารด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ เธอพยายามไม่สนใจเสียงฝน พยายามไม่สนใจความหนาวที่แทรกเข้ามา และพยายามไม่คิดถึงสายตาของเขาที่มองเธอมาทั้งวัน
“อย่าให้เขารู้ อย่าเผลอแสดงออก ทำเหมือนไม่ใช่เธอสิ”
เสียงในหัวที่เธอพร่ำบอกตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนท่องคาถา เพราะถ้าเขารู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนจากงานปกติเป็นการทรมานทางใจที่ไม่มีวันหยุด
อีกฟากหนึ่งของกระจก อติวิชญ์ยืนอยู่เงียบ ๆ หลังโต๊ะทำงาน เขาไม่เปิดไฟห้องให้สว่างเกินไป แสงที่เหลือจากหน้าต่างและโคมโต๊ะพอให้เห็นเงาของคนสองคนจากมุมสูง ดวงตาคมกริบจ้องผ่านบานกระจกใสเข้าไปยังร่างของเธอที่กำลังก้มหน้าอยู่ แล้วปล่อยให้การจ้องนั้นค่อย ๆ ซึมเข้ามาเหมือนหมอก ไม่รีบร้อน แต่แนบแน่นและไม่ยอมจาง
เขามองแทบครึ่งชั่วโมง ไม่เคลื่อนไหว ไม่พูด ไม่ขยับแค่มอง นอกจากบางครั้งปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบา ๆ เสียงที่แทบจะกลืนไปกับเสียงฝน แต่สำหรับเขาแล้วมันคือการนับวินาที เพื่อรอช่วงจังหวะให้ได้เห็นปฏิกิริยาของเธอ ความสงสัยของเขาไม่ใช่ความอยากรู้ธรรมดา แต่มันเป็นความแน่ใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวและต้องการพิสูจน์
กลิ่น... นั่นคือสิ่งที่ดึงเขากลับมาเสมอ ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาไม่เลือนหาย กลิ่นอ่อน ๆ ของแป้งเด็กผสมกับกลิ่นกายสะอาด กลิ่นนั้นคล้ายกับคืนนั้นเป๊ะ เสียงหายใจราวกับกระซิบอยู่ข้างหู รูปร่างเล็กพอดีอ้อมแขน
ทุกอย่างมันเดจาวูจนเกือบตอกย้ำว่า เธอคือคนเดียวกัน
เขาไม่ได้อยากแค่สงสัยอีกต่อไปแล้ว
คืนนี้…เขาจะรู้ให้ได้
เสียงเปิดประตูเบา ๆ ทำให้เธอสะดุ้ง มือจับแฟ้มแน่นขึ้น ฝีเท้าหนักแน่นแต่ช้า ๆ ดังใกล้เข้ามา ไม่ใช่เสียงรีบเร่ง แต่เป็นเสียงที่มีความตั้งใจ เจ้านายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องประชุมช้า ๆ ด้านหลังของเขาเหมือนภูเขาที่เธอไม่อาจมองข้าม
“ยังไม่กลับอีกเหรอ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบจนแทบไม่มีอารมณ์ แต่คำพูดนั้นมีแรงกดดันมากพอจะทำให้ประสาทเธอตื่นตัว
“งานยังไม่เสร็จค่ะ” เธอพยายามตอบด้วยเสียงเรียบ พยายามให้การหายใจเป็นปกติ ทั้งที่หัวใจดังกระแทก
“งั้นก็ดี ฉันก็ยังไม่อยากกลับเหมือนกัน”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีก จนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเขาแตะปลายจมูกเธอ ร่างสูงหยุดยืนอยู่ด้านหลัง
“...” เธอหยุดขยับมือทันที
“ทำไมตัวเธอถึงมีกลิ่นแบบนี้ทุกวัน” เขาถามเสียงเบา
“เพราะดิฉันใช้น้ำหอมกลิ่นเดิมมานานแล้วค่ะ” เธอพยายามตอบเสียงเรียบ แต่หัวใจแทบหลุดออกมาทุกครั้งที่เขาเข้ามาใกล้
“แต่ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยรู้สึกว่ากลิ่นมันแรงขนาดนี้...”
เขาก้มลงมาจนใบหน้าของเขาอยู่ระดับเดียวกับท้ายทอยเธอ พูดกระซิบชิดหลังหู ข้อความเปลี่ยนจากการตั้งคำถามเป็นการยืนยันแบบคมคาย
“นอกจากคืนนั้น”
เธอสะดุ้งจนเกือบปล่อยแฟ้มตก มือที่กำแน่นขาวเป็นริ้ว
“คุณอติวิชญ์” เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงแผ่ว แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่คำทักทาย มันเป็นการเรียกคนที่เข้ามาในชีวิตเธอแบบไม่คาดคิดแล้วเปลี่ยนโลกทั้งใบ
เขาไม่ตอบ แต่เลื่อนมือไปแตะขอบโต๊ะเบื้องหน้าที่เธอยืนพิงไว้ แขนสองข้างของเขากักพื้นที่รอบตัวเธอไว้โดยไม่แตะตัวตรง ๆ ทว่าแรงกดดันจากท่าทางนั้นมากพอที่ทำให้เธอหายใจติดขัด
“บอกฉันสิว่าไม่ใช่เธอ” เขากระซิบอีกครั้ง
คำถามเหมือนกับการบีบรัด เธอเม้มปากแน่น หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น ความร้อนผ่าววิ่งขึ้นมาที่แก้ม เสียงภายในคอยเตือนให้เธอรับผิดชอบคำพูด แต่ปากกลับสั่น
“พูดสิพริมา บอกฉันว่าผู้หญิงในคืนนั้นไม่ใช่เธอ”
น้ำเสียงของเขาเรียบ แต่แฝงแรงบีบคั้นจนเธอรู้ว่าเขาไม่ได้ถามเล่น
“คุณเข้าใจผิดแล้ว” เธอฝืนพูดเสียงแผ่ว แม้ในหัวจะมีเหตุผลเต็มไปหมด แต่คำพูดมันแผ่วจนเหมือนยอมแพ้
“เหรอ?” อิฐยิ้มเพียงเล็กน้อย หัวเราะในลำคอ
เบา ๆ คล้ายพึงพอใจ “งั้นมาลองดูกัน” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนแผ่นหลังของเธอชิดอกเขา กลิ่นกายเขาผสมกลิ่นฝนด้านนอก ทำให้เธอรู้สึกทั้งหนาวและร้อนในเวลาเดียวกัน เขาสูดกลิ่นเบา ๆ ที่ซอกคอของเธออย่างตั้งใจ
“กลิ่นนี้เหมือนทุกวินาทีของคืนนั้น” เขากระซิบพร่าซึมเข้ามาเหมือนเขากำลังย้ำความแน่ใจของตัวเอง เธอสะดุ้งจนมือที่ถือแฟ้มแน่นจนข้อนิ้วขาว
“หยุด!” เธอร้องออกมาเสียงสั่น
“ทำไมต้องสั่น ถ้ามันไม่ใช่เธอ” เขาพูดแผ่ว แต่คำพูดเหมือนค้อนทุบใส่กลางอก
ความรู้สึกที่ค่อย ๆ ถูกอัดให้เป็นรูปเป็นร่างนั้นเริ่มทำลายกำแพงที่เธอพยายามสร้างขึ้นมา เธอพยายามผลักไส ทั้งผลักทั้งด่าทอคำพูดในใจ แต่ทุกการเคลื่อนไหวราวกับยิ่งทำให้โซ่ที่มัดเธอกับเขาแน่นขึ้น
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือแตะข้อมือเธอเบา ๆ สัมผัสอ่อนโยนแต่มีอำนาจ แบบเดียวกับตอนที่เขาดึงเธอคืนนั้น
สัมผัสนั้น…ตรึงร่างเธอไว้กับที่โดยไม่ต้องใช้แรงเลย
“สัมผัสนี้ก็เหมือน เสียงหายใจของเธอก็เหมือนแม้แต่ความสูงของเธอก็พอดีกับอ้อมแขนฉัน” คำพูดของเขาหยุดที่ความแน่นอนที่เขามี
“พริมา เธอคิดว่าฉันจะจำไม่ได้จริง ๆ เหรอ” เขากระซิบชิดหูช้า ๆ
น้ำตารื้นขึ้นขอบตาเธอโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเขาแตะต้องเธอแรง แต่เพราะเธอรู้ว่าเกมทั้งหมดของการปกปิดกำลังจบลง ความจริงกำลังหลุดออกมาจากปากเธอโดยที่เธอไม่มีแรงจะยั้ง
“เขารู้แล้ว” เสียงในหัวประกาศสิ่งที่เธอพยายามซ่อนไว้
“อย่าทำแบบนี้” เธอพูดเสียงแผ่ว แต่เขารับฟังอย่างไม่แสดงอาการตกใจ เขาแค่ยืนมอง เหมือนคนที่นั่งเฝ้าสิ่งที่ตนเองจับได้มาเป็นสมบัติ
“แบบไหน?” เขากระซิบ
“แบบที่คุณพยายามลากฉันกลับไปอยู่ในที่ที่มันไม่ควรเกิด” เธอสะอื้น พูดไม่ทันจบน้ำตาไหลลงมาช้า ๆ
เขาหยุดชั่วครู่ ดูเหมือนมีแววความขุ่นใจพาดผ่านสายตา แต่แวววูบหนึ่งนั้นหายไปเร็ว เขาพยายามควบคุมสีหน้า
“แต่เธอก็อยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่ใช่เหรอ?” เขาพูดเสียงเรียบ แปลกประหลาดจนทำให้เธออึ้ง เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา
ไม่ทันให้เวลาหายใจ เขาหมุนตัวเธอให้หันหน้าเข้าหาเขาอย่างช้า ๆ การกระทำนั้นไม่รุนแรง แต่หนักแน่นจนเธอไม่สามารถขัดขืนได้อีก เขาจับใบหน้าของเธอไว้ในมือราวกับคนที่ค้นพบชิ้นส่วนที่หายไปนาน
เขาก้มมองเธอจากมุมสูง ดวงตาคมลุกวาวไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่เป็นความแน่วแน่ที่น่ากลัวกว่า
“มองหน้าฉัน แล้วบอกสิ ว่าไม่ใช่เธอ”
เขาสบตาเธอแบบไม่ละสายตา เธอสบตากลับ ทั้งน้ำตา ทั้งความอับอาย ทั้งความสับสน ความคิดส่วนหนึ่งของเธอบอกให้หนี แต่ส่วนที่ลึกกว่าในอกกลับรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไป
เธอเงียบ คำตอบติดอยู่ที่คอ เหมือนทุกอย่างในปากถูกยึดไว้ด้วยเชือกดึง ความรู้สึกที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด
“...”
เขายิ้มมุมปากช้า ๆ รอยยิ้มที่ทั้งคลั่ง ทั้งมั่นใจ
“แววตาแบบนี้ โกหกฉันไม่ได้หรอก”
“ใช่ ผู้หญิงในคืนนั้นเป็นฉัน” ในที่สุด ความเงียบถูกทำลายด้วยเสียงของเธอกระซิบแผ่ว ๆ ราวกับปล่อยลมหายใจ
คำสารภาพนั้นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ในหัวเขา แม้เขารู้อยู่แล้ว แต่การได้ยินจากปากเธอ มันเหมือนการปิดผนึกทุกข้อสงสัย
เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เสียงเย้ยหยัน แต่เป็นเสียงของคนที่ได้สิ่งที่ต้องการมานาน
“ในที่สุด” เขาพูด
“แต่ฟังให้ชัดนะคะคุณอติวิชญ์” เธอเงยหน้ามองเขา ทั้งที่น้ำตายังเกาะขอบตา
“คืนนั้นมันเป็นความผิดพลาด และมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก” เธอลุกขึ้นปฏิเสธทันที น้ำตายังชัดบนแก้ม เธออยากให้มันจบ อยากให้วันพรุ่งนี้กลับไปเป็นเหมือนเดิม
เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้ ใบหน้าพวกเขาแทบจะแตะกัน
“ความผิดพลาดงั้นเหรอ?” เขากระซิบเสียงพร่า
“งั้นทำไมเธอถึงสั่นตอนฉันแตะตัว”
“ฉันไม่ได้สั่น!”
“โกหกอีกแล้ว”
เธอผลักเขาอย่างแรง แต่เขากลับจับข้อมือเธอไว้ทัน ไม่ได้จับเพื่อบังคับหรือทำร้าย แต่เพื่อตรึงเธอให้อยู่ในกำมือของเขา
“ปล่อยฉัน!” เธอตะโกน
“ไม่มีทาง” เขาตอบเสียงเรียบ ดวงตาคมวาวจ้องเธอเหมือนนักล่าที่เจอเหยื่อที่หลบมานาน
“เธอเป็นของฉันแล้วพริมา ตั้งแต่คืนนั้น” คำพูดนั้นเหมือนมีดแหลมแทงตรงกลางหัวใจเธอ
“ฉันไม่ใช่ของคุณ!” เธอตะโกนเสียงสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด
“ฉันไม่ใช่ใครที่คุณจะคว้ามาแล้วทิ้ง!”
เขาชะงักกึก แววตาวูบหนึ่งสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่เธอมองไม่ออกว่าเป็นอะไร
แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เขาก็กลับมายิ้มมุมปากอีกครั้ง
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทิ้ง ฉันตั้งใจจะเก็บเธอไว้” น้ำเสียงนิ่งราวกับประกาศคำสัญญาที่ไม่อาจถอนกลับ
บรรยากาศในห้องประชุมเล็กเหมือนถูกดูดอากาศออกไปหมด เหลือเพียงเสียงฝนกระทบกระจกกับเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นสวนกันคนละจังหวะ
เขาจับข้อมือเธอไว้แน่น
เธอยืนนิ่งด้วยน้ำตาไหล
ความจริงที่ทั้งคู่หลีกหนีกันมาหลายวันได้ถูกพูดออกมาแล้ว
เธอคือผู้หญิงคืนนั้น
และเขาคือผู้ชายที่ไม่มีวันปล่อยเธอไปอีก
“เธอจะหนีไปอีกเหรอ” เขาถามเสียงต่ำ ดวงตาดูอ่อนลงเพียงเล็กน้อย
“ถ้ามีโอกาสฉันจะหนี” เธอตอบตรง ๆ น้ำเสียงหนักแน่นดั่งประกาศอิสรภาพทั้งที่ไม่แน่ใจว่าจะหนีพ้นหรือไม่
เขายิ้มมุมปาก “งั้นฉันก็จะเป็นคนตาม”
คำประกาศของเขาในคืนนั้น ไม่ใช่คำขู่
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ เกมไล่ล่าระหว่างผู้ล่า และ เหยื่อที่เคยเป็นของเขา
และไม่มีทางที่เขาจะยอมแพ้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม