เสียงบรรเลงเพลงทำนองช้า ๆ จากวงดนตรีสดคลอปกคลุมไปทั่วห้องบอลรูม ดังกังวานประสานกับเสียงจอแจของผู้คนในงานที่พูดคุยกันเบา ๆ ใต้แสงระยิบระยับของแชนเดอเลียร์ขนาดมหึมา ทุกมุมของห้องประดับประดาด้วยแจกันดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์สะอาดตาเรียงรายเต็มพื้นที่ ผ้าม่านกำมะหยี่พลิ้วไหวตามแรงลมพัดโชยเบา ๆ เติมบรรยากาศให้ดูงดงามและเยือกเย็นในคราวเดียว พื้นพรมหนารองรับฝีเท้าของบุคคลชั้นนำ
ขณะที่แสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพสลับกับเงาแขกผู้มาเยือน กลายเป็นฉากของค่ำคืนที่ทุกอย่างถูกจัดวางมาอย่างประณีต
ที่นี่ถูกเนรมิตรให้เป็นงานเลี้ยงประจำปีของบริษัทร่วมทุน งานซึ่งรวมเอาศูนย์รวมเงิน อำนาจ และอิทธิพลไว้ในห้องเดียว ผู้คนที่มาไม่ใช่แค่ลูกค้าธรรมดา แต่คือผู้มีบทบาทในโลกธุรกิจ ทั้งผู้ถือหุ้น ซีอีโอชั้นนำ นักการเมือง และนักลงทุนระดับประเทศ แต่ละคนถือแก้วไวน์ พลางแลกเปลี่ยนรอยยิ้มธุรกิจ แฝงความหวังหรือผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่หลังการสัมผัสเบา ๆ ของฝ่ามือ
ตรงกลางห้องบนเวทีเล็ก ๆ ที่จัดไว้สำหรับกล่าวเปิดงาน ปรากฏชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำเนื้อดี ยืนเป็นจุดสนใจของสายตาผู้คนในงาน เขาคือ “อิฐ อติวิชญ์ อัศวกุล” เจ้าของเครืออสังหาริมทรัพย์หัวแถวในวงการ ผู้ชายที่เกิดมาเพียบพร้อมทั้งความหล่อ รูปร่างดี และทรัพย์สินมากมาย ไลฟ์สไตล์ของเขาถูกพูดถึงในทุกงานสังคม ไม่ใช่เพียงเพราะธุรกิจ แต่เพราะข่าวคาวชีวิตของหนุ่มมากรักที่มาก่อนความซื่อสัตย์จริงจัง
เสียงกระซิบเจื้อยแจ้วข้างหูเต็มไปด้วยคำทักทายและเชิญชวน
“คุณอิฐคืนนี้หล่อมากเลยนะคะ” เสียงหวานจากหญิงสาวในชุดราตรีสีแดงสด เธอเบียดเสียดเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยคลุ้งจนแทบจะติดจมูก เขาพยายามทำเฉยเพียงปรายตามองไปอย่างไม่ใส่ใจ แต่แทนที่จะถ่อมตัว ก่อนจะกระดกแก้วไวน์ในมือรวดเดียวจนหมด พร้อมตอบพลางยิ้มมุมปากเบา ๆ
“หืม… ก็บอกแล้วไง ว่าฉันหล่อทุกคืน” น้ำเสียงทุ้มต่ำปนเย็นชา และความมั่นใจที่ไม่ต้องการการพิสูจน์
คำตอบนั้นใช้ได้ผลกับผู้หญิงหลายคนในงาน พวกเธอหัวเราะคิกคักด้วยความเขินอาย พลางลูบไล้แขนแกร่งของเขาอย่างรู้กัน แต่สำหรับอติวิชญ์ คำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงบทบาทที่เขาต้องแสดง เขาไม่สนใจความรู้สึกของใคร จริง ๆ แล้วเขาแค่อยากให้ค่ำคืนนั้นผ่านไปให้เร็วที่สุด เขารู้สึกเหนื่อยกับวงสังคมที่วนเวียนเอารอยยิ้มมาแลกกับสิ่งที่ไม่มีชื่อเรียกว่า ‘ความจริง’
“ปากจัดจริง…” หญิงสาวหัวเราะ พยายามยั่วยวนด้วยการลูบสัมผัสเบา ๆ ที่ต้นแขนเขา มือของเธอค่อย ๆเลื่อนต่ำลง แต่ก่อนที่การสัมผัสจะเกินเลย เขายกมือขึ้นหยุดเธอไว้ทันที
“แค่ตรงนี้ก็พอ…” อติวิชญ์โน้มตัวลงกระซิบข้างหู น้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงความเย็นชา “เพราะถ้าขืนขยับอีกนิด ฉันจะไม่รับรองว่าใครจะได้กลับบ้านก่อนใคร”
คำพูดเมื่อครู่ทำให้หญิงสาวใบหน้าแดงซ่าน ยิ้มเขิน ๆ คิดว่าเขาเล่นด้วย แม้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเพียงรู้สึกเบื่อกับการที่ต้องสวมบทบาทเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนคนที่มีคอลเล็กชันแต่ไม่เคยเก็บความหมายไว้เลย นั่นคือความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม
คืนนี้อติวิชญ์ต้องมาร่วมงานเลี้ยงทั้งที่เขาไม่ได้อยากมาแต่เพราะเป็นงานเลี้ยงใหญ่ประจำปีของบริษัทร่วมทุน และพ่อของเขาเป็นเจ้าภาพ จึงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนความรู้สึกว่างเปล่าที่คืบคลานเข้ามา
“คุณอิฐคะ… ไปเต้นรำกับพวกเราหน่อยสิ”
“อย่าทำตัวเงียบอย่างนั้นสิคะ คืนนี้เราจะได้สนุกกันทั้งคืนเลยนะ”
“หรือ…คุณอยากไปสนุกกับใครมากกว่า?”
เสียงออดอ้อนจากผู้หญิงรอบข้างดังไม่ขาดสาย ราวกับฝูงผึ้งที่รุมตอมดอกไม้
อิฐนั่งเอนหลังบนโซฟาหนังสีดำ หัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างไม่จริงใจ
ผู้หญิงพวกนี้… ไม่มีใครต่างกันเลยสักคน
อยากได้เงิน อยากได้ชื่อ อยากได้ตำแหน่ง อยากได้เขา ไม่ใช่เพราะรัก แค่เพราะเขา “อติวิชญ์ อัศวกุล” คือรางวัลของวงสังคมนี้ แล้วปล่อยให้เสียงเจื้อยแจ้วรอบตัวพัดผ่านไป
เขายกแก้วขึ้นอีกครั้ง… แอลกอฮอล์ไหลลงคออย่างง่ายดาย สัมผัสได้ถึงรสชาติขมปร่า
แสงไฟภายในห้องกะพริบวิบวับเป็นจังหวะก่อนจะค่อย ๆ มืดสลัวเลือนราง แทบกลืนไปกับความพร่าเบลอในสายตาของเขา
“เฮ้ อิฐ!”
เสียงเรียกจากมุมหนึ่งของห้องทำให้เขาชะงัก ภควัต หรือที่เขาเรียกกันติดปากว่า ‘ไอ้ภัค’ หนุ่มนักลงทุนที่เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน เดินเข้ามาท่ามกลางสาวสวยยืนเรียงรายพร้อมแก้วแชมเปญ ผมเซตจัดทรงให้ลุกเท่ ๆ
“วันนี้ฮอตฉิบเป๋งเลยนะมึง” ภัคแซวเพื่อนด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“ปกติกูก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” อิฐตอบพร้อมหัวเราะในลำคอ แต่ความจริงคือเขาไม่ได้รู้สึกภูมิใจกับชื่อเสียงแบบนั้นอีกต่อไป
“กูเห็นสายตาพวกนั้นแล้ว มึงแค่กะพริบตา เขาก็พร้อมถอดเสื้อให้แล้วว่ะ”
“กูไม่ได้อยากให้ใครถอดเสื้อ กูแค่… เบื่อ”
ภัคหัวเราะตาม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เป็นการตัดพ้อ แต่เหมือนเพื่อนคอยเตือน
“เบื่อก็อย่าผูกใครไว้สิ” คำพูดง่าย ๆ ที่ทำให้อิฐ เงียบไป เขาไม่ได้ตอบ เพียงมองไปทางเวทีด้านหน้า สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังมองอะไรบางอย่างไกลแสนไกล
บางที… มันอาจเป็นความว่างเปล่าที่เขารู้จักดีเกินไป
“คุณอิฐคะ มาร่วมถ่ายรูปกันหน่อยค่ะ”
ไม่นาน เสียงหวานของผู้ช่วยฝ่ายประชาสัมพันธ์เรียกให้เขาขึ้นไปถ่ายรูปตามพิธี ขัดจังหวะความเงียบงันในหัว
“โอเคครับ” อิฐยิ้มบาง ยืนขึ้นเต็มความสูง
ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำยาวลากสายตาผู้คนทั้งห้อง เขาสำรวจจัดแจงตัวเอง ก่อนเดินขึ้นไปบนเวที ทุกก้าวของเขามั่นใจ แบบผู้ชายเพอร์เฟกต์ที่รู้ว่าตัวเองทั้งหล่อ ทั้งรวย และทรงอิทธิพลขนาดไหน รอยยิ้มกระชากสายตาทุกคู่ในงานถูกประดับบนใบหน้า
แชะ แชะ แชะ
เสียงกดชัตเตอร์ พร้อมแสงแฟลชจากกล้องสว่างวาบขึ้นหลายครั้ง
หญิงสาวรอบกายเบียดเข้าหาเขาราวกับต้องการจะเป็นเจ้าของสักเสี้ยวหนึ่งของผู้ชายคนนี้
แต่…ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น
สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับใครบางคน
เธอยืนอยู่หน้าฉากหลังเวที ดูเหมือนเป็นเพียงเงาอ่อน ๆ ท่ามกลางไฟสว่าง เสื้อสูทสีเทาเข้มของฝ่ายบุคคลไม่หรูหรา ไม่รัดรูปเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ใบหน้าเรียบเฉย เธอสวมแว่นตากรอบกลมที่บดบังส่วนหนึ่งของใบหน้า ผมถูกรวบขึ้นมัดเรียบร้อย ท่าทีเรียบง่าย ต่างจากผู้หญิงรอบตัวเขาที่แข่งกันอวดความสวย
อติวิชญ์เห็นภาพนั้นแล้วรู้สึกวูบวาบภายในใจ ไม่ใช่ความสนใจแบบตื่นเต้น แต่เป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ดึงความคิดเขาไป
“พริมา” ชื่อของเธอที่เขานึกออกช้า ๆ ในหัว เธอคือเลขาฯ ส่วนตัวของเขาเอง คนที่เขานึกไม่ถึงว่าจะมายืนอยู่ตรงนั้นภายในงานหรูหรามีระดับแบบนี้
“ยัยเฉิ่มนี่มาอยู่ตรงนี้ได้ไง” เขาพึมพำเบา ๆ
ในขณะที่คนรอบกายยิ้มอวดร่างกายและเครื่อง ประดับ เธอกลับยืนเงียบเหมือนอากาศ ไม่ต้องประกาศตัว ไม่ต้องแย่งพื้นที่ เธอมีตัวตนโดยไม่ต้องตะโกนชื่อตัวเองสักนิด สายตาเธอเรียบเฉย แต่กลับมีพลังบางอย่างที่ทำให้
อติวิชญ์รู้สึก ‘ถูกท้าทาย’ โดยไม่ได้มีคำพูดใด ๆ
เขาเผลอยกยิ้มมุมปากเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว มันเป็นรอยยิ้มที่ต่างจากก่อนหน้า รอยยิ้มของคนตื่นตัวกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยได้สิ่งที่ต้องการแต่ไม่เคยได้สิ่งที่ทำให้รู้สึกอยากค้นหา นั่นทำให้พริมาในชุดสูทเรียบ ๆ ยิ่งดูโดดเด่นขึ้นในสายตาเขา
“คุณอติวิชญ์คะ ไปต่อกันที่คลับข้างนอกไหมคะ? พวกเราจองโต๊ะไว้แล้วนะ”
คนรอบตัวยังคงชวนเขาไปต่อที่คลับหรูใจกลางเมือง ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล แต่ชายหนุ่มไม่รู้สึกอยากไปต่อ เขาวกกลับมาลงเอยที่ภาพผู้หญิงใส่แว่นที่ยืนสงบนิ่ง กลิ่นหอมธรรมดา ๆ ของเธอแทบไม่เหมือนน้ำหอมแบรนด์ราคาแพง แต่กลับฝังอยู่ในหัวเขาอย่างชัดเจน
“ใช่ค่ะ คืนนี้อย่าเพิ่งรีบกลับเลย~” เสียงชวนยั่วยวนดังขึ้นรอบตัวอีกครั้ง
อติวิชญ์หันไปมอง พวกเธอสวย แต่เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย นอกจากความจำเจ
“คุณอิฐครับ เดี๋ยวผมขับรถให้นะครับ”
เสียงเลขาหนุ่มอีกคนดังขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้านายเริ่มเซเล็กน้อยจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ไม่ต้อง” เขาปัดมือ “กูยังไหว”
“แต่-”
“กูบอกว่าไม่ต้อง!” น้ำเสียงห้วนต่ำจนอีกฝ่ายชะงัก
หนุ่มหล่อเจ้าของบริษัทอสังหาฯ เดินตรงไปยังประตูด้านนอก พลางสูดลมหายใจเข้าลึก แสงไฟยามค่ำคืนข้างนอกโรงแรมหรูสะท้อนบนกระจกเงา เขากระชับสูทแล้วหัวเราะในลำคออย่างไม่รู้เหตุผล
“โคตรน่าเบื่อ…แต่ก็ต้องเล่นเกมต่อ”
ทันใดนั้น… เสียงหวานแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณอติวิชญ์คะ”
ร่างสูงโปร่งที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มแดงก่ำหันกลับไป และพบกับเธอ
พริมายืนอยู่ตรงนั้น ดวงตากลมใสคู่นั้นจดจ้องเขาอย่างสงบนิ่ง ทั้งที่เขาแทบยืนไม่ตรง
“จะกลับแล้วเหรอคะ” เธอถามเสียงเรียบ
“ใช่ แล้วเธอล่ะ ยัยเฉิ่ม”
“ดิฉันต้องปิดงานต่อค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ ไม่สนใจคำพูดกวนประสาทของเขาเลยแม้แต่น้อย
นั่น… ยิ่งทำให้อติวิชญ์รู้สึกเหมือนถูกท้าทาย
“อย่าทำเสียงเรียบใส่ฉันสิ” เขาเดินเข้าใกล้เธอช้า ๆ กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขาอบอวลในอากาศ
“รู้ไหม ผู้หญิงแบบเธอนี่ ไม่ค่อยมีใครกล้ามองหน้าฉันตรง ๆ หรอก”
“แต่ดิฉันก็มองตรง” เธอตอบกลับ ไม่หลบสายตา
“กล้าดีนี่” เขาหัวเราะหึออกมาเบา ๆ
พริมาไม่พูดอะไรอีก เพียงก้มศีรษะนิด ๆ แล้วจะหมุนตัวกลับไปทางเวทีงานเลี้ยง
แต่ปลายนิ้วเรียวยาวของเขากลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“ปล่อยค่ะ คุณเมาแล้ว” น้ำเสียงเธอยังนิ่ง
“ก็เพราะเมาไง ถึงได้อยาก…อยู่ใกล้เธอ”
คำพูดของเขาทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยนิ่งสั่นไหวเล็กน้อย แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่เธอจะดึงมือออกเบา ๆ
“อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ”
แล้วเธอก็เดินจากไป ปล่อยให้เขายืนนิ่งอยู่ใต้แสงไฟสีทองหน้าประตู เจ้านายหนุ่มยกมือขึ้นลูบคางตัวเองเบา ๆ รอยยิ้มมุมปากค่อย ๆ ผุดขึ้น
“น่าสนใจ…”
เขาไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเพราะอะไร แต่ผู้หญิงคนนี้ ไม่เหมือนใครที่เขาเคยเจอเลยสักคน
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
ขณะที่เขากำลังจะกลับ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น และเป็นภัคที่โทรมาเร่ง “มึงจะมาหรือเปล่าวะ คลับเปิดแล้ว!”
“ไปสิ… แต่คืนนี้ กูคงไม่ได้สนุกกับพวกมึงหรอกว่ะ” เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางหัวเราะในลำคอ
“หา?”
“กูเจออะไรที่น่าสนใจกว่าแล้ว”
แต่ในหัวกลับยังติดอยู่กับภาพของผู้หญิงใส่แว่นที่ยืนนิ่ง ๆ อยู่ด้านหลังเวทีเมื่อครู่ยังคงติดตา สายตาเรียบเฉยนั้น แต่กลับมีน้ำหนักพอที่จะทำให้คนที่ถูกมองรู้สึกได้
อติวิชญ์ก้าวขึ้นรถสปอร์ตสีดำขลับคันโปรด เสียงเครื่องยนต์คำรามสะท้อนกับผนังโรงแรมขณะเขาเหยียบคันเร่งออกไปในยามค่ำคืน คือจังหวะเดียวกับที่ความคิดเขาหมุนวนอยู่กับภาพของพริมาในชุดสูทเรียบง่าย กับสายตาเย็นชา ไม่ไหวติง ผู้หญิงที่ไม่ยอมร้องขอ ไม่ยอมอ่อย และไม่ยอมเป็นเพียงรางวัลในเกมของเขา
“ยัยเลขาเฉิ่ม… เธอหนีไม่พ้นคนอย่างฉันหรอก” เขาพึมพำกับตัวเอง ทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าคำพูดนั้นคือคำคุกคามหรือคำสัญญา แต่สิ่งหนึ่งชัดเจน ค่ำคืนนั้นได้เปิดประตูให้เขาเห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และนั่นล้วนทำให้เขาอยากรู้ต่อ
ในงานเลี้ยงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมหลากยี่ห้อ ไวน์หลายรสชาติ และรอยยิ้มหลอกลวงฉายเบื้องหน้า คืนหนึ่งที่ควรจะเป็นเพียงพิธีการ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชนกันระหว่างสองโลก โลกของผู้ชายที่คุ้นเคยกับการได้สิ่งที่ต้องการ กับโลกของผู้หญิงเรียบง่ายที่ไม่ต้องการเป็นรางวัลหรือของสะสม
นี่คือค่ำคืนแรกที่อติวิชญ์ได้เห็นเธอ และบรรยากาศนั้น กลายเป็นไฟเล็ก ๆ ที่เริ่มเผาไหม้ความอยากรู้ในใจของเขาอย่างไม่อาจห้าม