เช้าวันถัดมา
แสงแดดอ่อน ๆ จากหน้าต่างส่องผ่านม่านบาง ๆ ลงบนพื้นหินอ่อนของตึกบริษัท ผู้คนเดินเข้ามาในชุดทำงานเหมือนเป็นกิจวัตร ความวุ่นวายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในลิฟต์ กลิ่นกาแฟในคาเฟชั้นล่าง เสียงแป้นพิมพ์ที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ ทั้งหมดนี้เป็นเสียงที่บอกว่าชีวิตยังเดินต่อไปเหมือนเดิม
แต่สำหรับพริมาไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิมแม้แต่น้อย เธอรู้ดีว่าอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ใช่แค่ในหัวใจของเธอ แต่เป็นท่าทีของคนที่นี่ ตลอดจนมุมมองของคนรอบข้างที่เริ่มทอดสายตามองมาที่เธอบ่อยขึ้นด้วยความสับสนบางอย่าง เธอพยายามกลบความหวั่นไหวไว้ใต้ชุดสูทเรียบร้อย ผมมัดเป็นหางม้าแน่น แว่นกรอบบางช่วยบดบังแววตาที่สั่นไหว แต่กระนั้นแต่ละก้าวเดินของเธอก็ยังหนักหน่วงกว่าทุกวัน
เมื่อคืนเธอใช้เวลาทั้งคืนคิดเรื่องลาออก เขียนจดหมายเตรียมส่งฝ่ายบุคคลด้วยมือที่สั่นไม่หยุด เขียนซ้ำลบซ้ำวนไปมาหลายครั้งจนหมึกเลือน แต่จนแล้วจนรอดยังไม่ได้ส่ง เธอพยายามรวบรวมความกล้า แต่ทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดของเขา “อย่าทำให้ฉันต้องใช้ทางอื่น” หัวใจเธอก็ยิ่งหน่วงหนัก ความกลัวเป็นสิ่งที่บดบังสมองจนเธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร
แต่เช้าวันนี้ยังไม่ทันได้ยื่น มันกลับเกิดเหตุการณ์ที่เธอไม่ทันตั้งตัว
“เรียกเข้าห้องบอสแต่เช้าแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องดีแน่”
เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้นที่โต๊ะของเธอ เป็นเสียงเรียกจากชั้นบนสุด ห้องที่เธอไม่อยากจะก้าวเข้าไปเลยสักนิด
“คุณอติวิชญ์เรียกค่ะ” เสียงเลขาฯ ฝ่ายบุคคลดังขึ้นเรียบ ๆ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้เธอสะท้านจนฝ่ามือขาวซีด
เธอสูดหายใจลึก ปรับมุมปากให้เรียบเฉย พยายามควบคุมสีหน้าให้เรียบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วลุกขึ้นเดินไปยังลิฟต์ ชั้นบนสุดดูไกลกว่าปกติ เดินผ่านโถงทางเดินที่เงียบเชียบ
ตึก ตึก ตึก
เสียงส้นรองเท้าคัทชูกระทบพื้นหินอ่อนดังชัดเกินไป ทุกก้าวเหมือนเสียงนาฬิกาที่คอยเตือนเวลาให้ช้า
เมื่อประตูห้องซีอีโอหนุ่มเปิดออก เขานั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่เหมือนเดิม สูทสีเข้มพอดีตัว เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแรง มือหนึ่งถือแฟ้มงาน อีกมือหนึ่งพาดอยู่บนขอบโต๊ะ
สายตาคมกริบมองเธอตั้งแต่ประตูเปิดจนเธอเดินเข้าไปในห้อง ความเย็นจากสายตานั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกพินิจพิเคราะห์ทุกอณูของร่าง
“เรียกดิฉันมามีอะไรคะ” เธอถามด้วยเสียงเรียบ แต่ข้างในมันสั่นราวกับลูกแก้วในเชิงเทียน
“เธอจะย้ายไปนั่งข้างใน” เขาตอบทันที ไม่มีการเกริ่นนำ เหมือนคำสั่งนั้นเตรียมรออยู่แล้ว
“ข้างใน?” เธอขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนประโยคนั้นขยับปรับลมหายใจของห้องทั้งห้อง
“โต๊ะข้างในห้องฉัน” เขาพยักหน้าไปยังมุมที่เคย
ว่างเปล่าข้างโต๊ะทำงานใหญ่ของเขา มุมที่ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ใช้
“ตั้งแต่วันนี้ ฉันอยากให้เธออยู่ในสายตาฉันตลอด เวลา”
คำสั่งนั้นสั่นคลอนทุกเส้นประสาทในตัวเธอ หัวใจร่วงวูบราวกับตกไปก้นเหวในทันที เธอพยายามกลืนน้ำลาย
“ดิฉันไม่สะดวกค่ะ” เธอตอบชัด แต่ข้างในมีความหวั่นไหวอยู่ท่วมท้น
“ไม่ใช่คำขอ” เขากระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เยือกเย็น “เป็นคำสั่ง”
นาทีแรกที่เขาพูดคำว่า ‘คำสั่ง’ พริมารับรู้ได้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น เสียงของเขามีอำนาจที่ไม่ต้องแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็จิกกัดหัวใจเธอจนแทบหลอมละลาย เธอพยายามยืนตรง มือกุมแฟ้มเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวเกร็ง
“นี่คุณกำลังละเมิดขอบเขต-” เธอพยายามขัด แต่พูดยังไม่จบ เขาแทรกขึ้นอย่างรวดเร็วและเยือกเย็น
“ไม่ใช่คุณกับฉันในที่ทำงานนะ พริมา” เขาพูดช้ามาก ราวกับฉายภาพความสัมพันธ์ในแบบที่เขาต้องการให้เป็น
“ที่นี่ ฉันคือ เจ้านาย และเธอคือ ลูกน้อง”
คำพูดนั้นเป็นตราสถานะที่คมชัด และเปลี่ยนบทบาททั้งหมดในทันที เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตากวาดมองเธอแบบที่คนที่เคยควบคุมทุกอย่างมาโดยตลอดมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นทรัพย์สมบัติ
“ฉันมีสิทธิ์จะจัดตำแหน่งเธอได้ตามความเหมาะสม”
“ดิฉันไม่อยากนั่งข้างใน” เธอกลั้นใจพูด พลางกำมือแน่นจนฝ่ามือชา แต่เขามีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“เพราะกลัวฉัน?” เขาพูด เหมือนคำถาม แต่ในน้ำเสียงนั้นล้วนมีแต่ความเย้ยหยัน
“หรือเพราะกลัวว่าจะใจสั่นเวลาอยู่ใกล้ฉัน” เขาเอ่ย แล้วมองร่องรอยของความเหนื่อยล้าบนหน้าเธออย่างพึงพอใจ
“หยุดพูดแบบนี้ได้แล้ว!” เธอเผลอขึ้นเสียง แต่เขากลับยิ้มพอใจยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะเธอพูดแรงใส่ แต่เพราะเขารู้ว่าเธอกลัว เขารู้ว่าทุกคำที่เขาพูดกำลังกระแทกและทำให้เธอปั่นป่วน
“เธอรู้ไหมพริมา” เขาโน้มตัวมาข้างหน้า แขนสองข้างเท้าลงบนโต๊ะ พลางประสานมือ
“ยิ่งเธอหนี ฉันก็ยิ่งอยากกักเธอไว้ใกล้ ๆ” เสียงของเขาแผ่ความมั่นคงและอันตรายออกมาในเวลาเดียวกัน
“คุณมัน ” เธอกัดริมฝีปากแน่น
“ใช่ ฉันมันเลว” เขาพูดแทรกทันที
“และฉันก็ยอมรับมัน”
คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบไป กลืนคำคัดค้านที่อยากจะตอบ มันไม่มีแรงพออีกแล้ว
เขาลุกขึ้นเต็มความสูงเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาใกล้เธอช้า ๆ ทุกก้าวเป็นจังหวะเหมือนการวางกับดัก
“แต่เธอรู้ไหมอะไรน่ากลัวกว่านั้น?”
“...”
“ฉันไม่เคยอยากได้อะไรเท่ากับที่อยากได้เธอมาก่อน” เสียงทุ้มต่ำกระซิบใกล้ลำคอระหง ใกล้จนเธอแทบได้กลิ่นน้ำหอมและการหายใจของเขา
“คุณไม่สามารถบังคับฉันแบบนี้ได้ตลอดไป” เธอพยายามเอ่ยเสียงเรียบ แต่คำพูดนั้นเหมือนการฟาดไปทาบกับผนังที่หนา
“ฉันไม่ต้องบังคับตลอดไป แค่บังคับให้เธออยู่ใกล้ฉันจนเธอถอยไม่ได้ก็พอ” เขาสะบัดหัวไม่สนใจ คำพูดของเขาทำให้หัวใจเธอหายวาบ
เขาเดินผ่านเธอไปเปิดประตูบานเล็กข้างห้อง เธอเห็นโต๊ะทำงานใหม่ถูกจัดไว้เรียบร้อย คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พร้อมใช้งาน เหมือนทุกอย่างถูกจัดการตั้งแต่ยังไม่จบการสนทนา
“ย้ายของเข้ามาภายในบ่ายนี้” เขาพูดเป็นคำสั่งอีกครั้ง
“ดิฉันไม่-” เธอตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ประโยคยังไม่ทันจบ
“พริมา” เขาหันกลับมามอง
“อย่าทำให้ฉันต้องใช้ทางอื่น” น้ำเสียงนั้นเรียบเย็นยะเยือก แต่แฝงไว้ด้วยการข่มขู่ที่ชัดเจน
เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน คำพูดนั้นทำให้เลือดในกายเธอเย็นลง เธอรู้ว่าเขามีทางอื่นจริง ๆ เธอไม่มีทางสู้ได้เลย เขามีอำนาจ มีเงิน และที่สำคัญคือความตั้งใจที่ไม่หวั่นไหว
“คุณคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ในสิ่งที่อยากได้เหรอ” เธอถามเสียงเบาแต่ชัด
“ฉันไม่ได้คิด แต่ฉันมั่นใจ” เขาตอบทันที ไม่มีการอ้อมค้อม
เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงลมหายใจ
“เธออยู่ใกล้ฉันทุกวัน ไม่ช้าก็เร็ว เธอก็จะเลิกต่อต้าน”
“ไม่มีวัน” เธอสบตาท้าทาย
“งั้นฉันจะรอดู เพราะฉันมีเวลา แต่เธอไม่มีทางหนีไปไหน” เขากระซิบพร่า พลางยกยิ้มมุมปาก
เวลาบ่ายมาถึงเร็วกว่าที่เธออยากให้เป็น และเหมือนทุกอย่างถูกจัดการไว้แล้ว โต๊ะข้างในถูกเคลียร์เรียบร้อย คอมพิวเตอร์ใหม่ถูกตั้งไว้โดยทีมไอที เสียงคีย์บอร์ดของเธอดังขึ้นในมุมที่เขาสามารถมองเห็นได้เลย ทุกคำสั่ง ทุกการพิมพ์ ทุกการหายใจ เหมือนเขาตั้งใจให้ทุกวินาทีเป็นการทดสอบความอดทนของเธอ
ไม่มีใครในบริษัทกล้าตั้งคำถามว่าเหตุใดเธอต้องย้าย ไม่มีใครกล้าสนใจมากนัก เพราะเขาคือเจ้าของที่นี่
เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้อง เขายกยิ้มอย่างพอใจ
“เธอไม่รู้ตัวเลยสินะ ว่าเพิ่งเดินเข้ามาในกรงของฉัน”
“ถ้าคุณคิดว่าฉันจะยอมง่าย ๆ” เธอพูดเสียงเย็น “คุณคิดผิดค่ะ”
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะยอมง่าย ๆ” เขาตอบอย่างไม่เร่ง “ฉันแค่รู้ว่าในที่สุด เธอจะไม่มีทางเลือก”
ตลอดช่วงบ่าย เป็นช่วงเวลาที่ควรเงียบสำหรับเลขาฯ และเจ้านาย กลับกลายเป็นสนามรบทางสายตา เขามองเธอแทบตลอดเวลา ทุกครั้งที่เธอเผลอหันมา เขามักจะมีสายตาที่รอจ้องอยู่ก่อนแล้วเหมือนตั้งใจให้เธอรู้สึกถึงการถูกจับจ้อง ทุกครั้งที่เธอขยับ เขารับรู้ได้หมด
เธอกำลังอึดอัด และเขากำลังสนุกที่ได้เห็นเธอเป็นแบบนั้น
“เอาแฟ้มมาให้ฉันหน่อย” คำสั่งปกติที่กลายเป็นบททดสอบ เธอวางแฟ้มลงห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก่อนที่มือเธอจะถอย เขากลับดึงมือเธอไว้ การสัมผัสที่ไม่ได้รุนแรง แต่มีอานุภาพมากพอให้เธอรู้สึกว่าถูกควบคุม
“อย่าทำเหมือนฉันเป็นปีศาจสิ พริมา” เขากระซิบพร่า
“เพราะต่อให้เป็นปีศาจ เธอก็หนีฉันไม่ได้อยู่ดี”
คำพูดนั้นเรียบ แต่เย็นจนไหลลงไปยังไขข้อเท้าของเธอ เธอสะท้าน แต่ไม่ยอมแพ้ในคำพูด
“ฉันจะไม่มีวันยอมคุณ” เสียงสั่นแต่หนักแน่นพอให้ตัวเองได้ยิน
“ไม่เป็นไร ฉันมีเวลา” เขายิ้มมุมปาก
ประโยคนั้นเหมือนประกาศสงครามช้า ๆ ไม่ใช่การรุกแบบรุนแรงในคราวเดียว แต่เป็นการค่อย ๆ คืบคลาน ปิดพื้นที่ จนในที่สุดเธอรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ในกรงทองที่สวยงามแต่ขึงด้วยลวดหนาม
ค่ำวันนั้นเมื่อไฟในออฟฟิศค่อย ๆ ถูกปิดลง พนักงานทยอยกลับบ้าน พริมาจึงได้เวลาเก็บของเพื่อกลับ เธอยืน ณ มุมโต๊ะที่เขามองอยู่ เหตุการณ์ตลอดวันยังคงเป็นบาดแผล เธอรู้สึกว่าแม้จะไม่ได้ถูกจับกุมด้วยโซ่ แต่ก็ถูกบีบให้ไม่มีความเป็นส่วนตัวถูกจับจ้องอย่างไม่ลดละ มันใกล้เกินไปสำหรับคนที่เธออยากออกห่าง
ก่อนออกจากห้อง เขามองเธออีกครั้งอย่างช้า ๆ เธอไม่กล้าสบตา แต่ได้ยินเสียงเขาพูดเบา ๆ เหมือนคำสัญญาที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ พริมา”
และเธอก็รู้ดีว่าการหนีจากกรงนี้ จะไม่ง่ายอีกต่อไปเพราะเขาไม่ได้ขอให้เธออยู่ใกล้ แต่เขาบังคับ