ตอนที่ 11 ลูกไก่ในกรงหนาม

1885 Words
เช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อน ๆ จากหน้าต่างส่องผ่านม่านบาง ๆ ลงบนพื้นหินอ่อนของตึกบริษัท ผู้คนเดินเข้ามาในชุดทำงานเหมือนเป็นกิจวัตร ความวุ่นวายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในลิฟต์ กลิ่นกาแฟในคาเฟชั้นล่าง เสียงแป้นพิมพ์ที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ ทั้งหมดนี้เป็นเสียงที่บอกว่าชีวิตยังเดินต่อไปเหมือนเดิม แต่สำหรับพริมาไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิมแม้แต่น้อย เธอรู้ดีว่าอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ใช่แค่ในหัวใจของเธอ แต่เป็นท่าทีของคนที่นี่ ตลอดจนมุมมองของคนรอบข้างที่เริ่มทอดสายตามองมาที่เธอบ่อยขึ้นด้วยความสับสนบางอย่าง เธอพยายามกลบความหวั่นไหวไว้ใต้ชุดสูทเรียบร้อย ผมมัดเป็นหางม้าแน่น แว่นกรอบบางช่วยบดบังแววตาที่สั่นไหว แต่กระนั้นแต่ละก้าวเดินของเธอก็ยังหนักหน่วงกว่าทุกวัน เมื่อคืนเธอใช้เวลาทั้งคืนคิดเรื่องลาออก เขียนจดหมายเตรียมส่งฝ่ายบุคคลด้วยมือที่สั่นไม่หยุด เขียนซ้ำลบซ้ำวนไปมาหลายครั้งจนหมึกเลือน แต่จนแล้วจนรอดยังไม่ได้ส่ง เธอพยายามรวบรวมความกล้า แต่ทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดของเขา “อย่าทำให้ฉันต้องใช้ทางอื่น” หัวใจเธอก็ยิ่งหน่วงหนัก ความกลัวเป็นสิ่งที่บดบังสมองจนเธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร แต่เช้าวันนี้ยังไม่ทันได้ยื่น มันกลับเกิดเหตุการณ์ที่เธอไม่ทันตั้งตัว “เรียกเข้าห้องบอสแต่เช้าแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องดีแน่” เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้นที่โต๊ะของเธอ เป็นเสียงเรียกจากชั้นบนสุด ห้องที่เธอไม่อยากจะก้าวเข้าไปเลยสักนิด “คุณอติวิชญ์เรียกค่ะ” เสียงเลขาฯ ฝ่ายบุคคลดังขึ้นเรียบ ๆ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้เธอสะท้านจนฝ่ามือขาวซีด เธอสูดหายใจลึก ปรับมุมปากให้เรียบเฉย พยายามควบคุมสีหน้าให้เรียบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วลุกขึ้นเดินไปยังลิฟต์ ชั้นบนสุดดูไกลกว่าปกติ เดินผ่านโถงทางเดินที่เงียบเชียบ ตึก ตึก ตึก เสียงส้นรองเท้าคัทชูกระทบพื้นหินอ่อนดังชัดเกินไป ทุกก้าวเหมือนเสียงนาฬิกาที่คอยเตือนเวลาให้ช้า เมื่อประตูห้องซีอีโอหนุ่มเปิดออก เขานั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่เหมือนเดิม สูทสีเข้มพอดีตัว เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแรง มือหนึ่งถือแฟ้มงาน อีกมือหนึ่งพาดอยู่บนขอบโต๊ะ สายตาคมกริบมองเธอตั้งแต่ประตูเปิดจนเธอเดินเข้าไปในห้อง ความเย็นจากสายตานั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกพินิจพิเคราะห์ทุกอณูของร่าง “เรียกดิฉันมามีอะไรคะ” เธอถามด้วยเสียงเรียบ แต่ข้างในมันสั่นราวกับลูกแก้วในเชิงเทียน “เธอจะย้ายไปนั่งข้างใน” เขาตอบทันที ไม่มีการเกริ่นนำ เหมือนคำสั่งนั้นเตรียมรออยู่แล้ว “ข้างใน?” เธอขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนประโยคนั้นขยับปรับลมหายใจของห้องทั้งห้อง “โต๊ะข้างในห้องฉัน” เขาพยักหน้าไปยังมุมที่เคย ว่างเปล่าข้างโต๊ะทำงานใหญ่ของเขา มุมที่ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ใช้ “ตั้งแต่วันนี้ ฉันอยากให้เธออยู่ในสายตาฉันตลอด เวลา” คำสั่งนั้นสั่นคลอนทุกเส้นประสาทในตัวเธอ หัวใจร่วงวูบราวกับตกไปก้นเหวในทันที เธอพยายามกลืนน้ำลาย “ดิฉันไม่สะดวกค่ะ” เธอตอบชัด แต่ข้างในมีความหวั่นไหวอยู่ท่วมท้น “ไม่ใช่คำขอ” เขากระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เยือกเย็น “เป็นคำสั่ง” นาทีแรกที่เขาพูดคำว่า ‘คำสั่ง’ พริมารับรู้ได้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น เสียงของเขามีอำนาจที่ไม่ต้องแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็จิกกัดหัวใจเธอจนแทบหลอมละลาย เธอพยายามยืนตรง มือกุมแฟ้มเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวเกร็ง “นี่คุณกำลังละเมิดขอบเขต-” เธอพยายามขัด แต่พูดยังไม่จบ เขาแทรกขึ้นอย่างรวดเร็วและเยือกเย็น “ไม่ใช่คุณกับฉันในที่ทำงานนะ พริมา” เขาพูดช้ามาก ราวกับฉายภาพความสัมพันธ์ในแบบที่เขาต้องการให้เป็น “ที่นี่ ฉันคือ เจ้านาย และเธอคือ ลูกน้อง” คำพูดนั้นเป็นตราสถานะที่คมชัด และเปลี่ยนบทบาททั้งหมดในทันที เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตากวาดมองเธอแบบที่คนที่เคยควบคุมทุกอย่างมาโดยตลอดมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นทรัพย์สมบัติ “ฉันมีสิทธิ์จะจัดตำแหน่งเธอได้ตามความเหมาะสม” “ดิฉันไม่อยากนั่งข้างใน” เธอกลั้นใจพูด พลางกำมือแน่นจนฝ่ามือชา แต่เขามีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ “เพราะกลัวฉัน?” เขาพูด เหมือนคำถาม แต่ในน้ำเสียงนั้นล้วนมีแต่ความเย้ยหยัน “หรือเพราะกลัวว่าจะใจสั่นเวลาอยู่ใกล้ฉัน” เขาเอ่ย แล้วมองร่องรอยของความเหนื่อยล้าบนหน้าเธออย่างพึงพอใจ “หยุดพูดแบบนี้ได้แล้ว!” เธอเผลอขึ้นเสียง แต่เขากลับยิ้มพอใจยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะเธอพูดแรงใส่ แต่เพราะเขารู้ว่าเธอกลัว เขารู้ว่าทุกคำที่เขาพูดกำลังกระแทกและทำให้เธอปั่นป่วน “เธอรู้ไหมพริมา” เขาโน้มตัวมาข้างหน้า แขนสองข้างเท้าลงบนโต๊ะ พลางประสานมือ “ยิ่งเธอหนี ฉันก็ยิ่งอยากกักเธอไว้ใกล้ ๆ” เสียงของเขาแผ่ความมั่นคงและอันตรายออกมาในเวลาเดียวกัน “คุณมัน ” เธอกัดริมฝีปากแน่น “ใช่ ฉันมันเลว” เขาพูดแทรกทันที “และฉันก็ยอมรับมัน” คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบไป กลืนคำคัดค้านที่อยากจะตอบ มันไม่มีแรงพออีกแล้ว เขาลุกขึ้นเต็มความสูงเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาใกล้เธอช้า ๆ ทุกก้าวเป็นจังหวะเหมือนการวางกับดัก “แต่เธอรู้ไหมอะไรน่ากลัวกว่านั้น?” “...” “ฉันไม่เคยอยากได้อะไรเท่ากับที่อยากได้เธอมาก่อน” เสียงทุ้มต่ำกระซิบใกล้ลำคอระหง ใกล้จนเธอแทบได้กลิ่นน้ำหอมและการหายใจของเขา “คุณไม่สามารถบังคับฉันแบบนี้ได้ตลอดไป” เธอพยายามเอ่ยเสียงเรียบ แต่คำพูดนั้นเหมือนการฟาดไปทาบกับผนังที่หนา “ฉันไม่ต้องบังคับตลอดไป แค่บังคับให้เธออยู่ใกล้ฉันจนเธอถอยไม่ได้ก็พอ” เขาสะบัดหัวไม่สนใจ คำพูดของเขาทำให้หัวใจเธอหายวาบ เขาเดินผ่านเธอไปเปิดประตูบานเล็กข้างห้อง เธอเห็นโต๊ะทำงานใหม่ถูกจัดไว้เรียบร้อย คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พร้อมใช้งาน เหมือนทุกอย่างถูกจัดการตั้งแต่ยังไม่จบการสนทนา “ย้ายของเข้ามาภายในบ่ายนี้” เขาพูดเป็นคำสั่งอีกครั้ง “ดิฉันไม่-” เธอตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ประโยคยังไม่ทันจบ “พริมา” เขาหันกลับมามอง “อย่าทำให้ฉันต้องใช้ทางอื่น” น้ำเสียงนั้นเรียบเย็นยะเยือก แต่แฝงไว้ด้วยการข่มขู่ที่ชัดเจน เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน คำพูดนั้นทำให้เลือดในกายเธอเย็นลง เธอรู้ว่าเขามีทางอื่นจริง ๆ เธอไม่มีทางสู้ได้เลย เขามีอำนาจ มีเงิน และที่สำคัญคือความตั้งใจที่ไม่หวั่นไหว “คุณคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ในสิ่งที่อยากได้เหรอ” เธอถามเสียงเบาแต่ชัด “ฉันไม่ได้คิด แต่ฉันมั่นใจ” เขาตอบทันที ไม่มีการอ้อมค้อม เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงลมหายใจ “เธออยู่ใกล้ฉันทุกวัน ไม่ช้าก็เร็ว เธอก็จะเลิกต่อต้าน” “ไม่มีวัน” เธอสบตาท้าทาย “งั้นฉันจะรอดู เพราะฉันมีเวลา แต่เธอไม่มีทางหนีไปไหน” เขากระซิบพร่า พลางยกยิ้มมุมปาก เวลาบ่ายมาถึงเร็วกว่าที่เธออยากให้เป็น และเหมือนทุกอย่างถูกจัดการไว้แล้ว โต๊ะข้างในถูกเคลียร์เรียบร้อย คอมพิวเตอร์ใหม่ถูกตั้งไว้โดยทีมไอที เสียงคีย์บอร์ดของเธอดังขึ้นในมุมที่เขาสามารถมองเห็นได้เลย ทุกคำสั่ง ทุกการพิมพ์ ทุกการหายใจ เหมือนเขาตั้งใจให้ทุกวินาทีเป็นการทดสอบความอดทนของเธอ ไม่มีใครในบริษัทกล้าตั้งคำถามว่าเหตุใดเธอต้องย้าย ไม่มีใครกล้าสนใจมากนัก เพราะเขาคือเจ้าของที่นี่ เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้อง เขายกยิ้มอย่างพอใจ “เธอไม่รู้ตัวเลยสินะ ว่าเพิ่งเดินเข้ามาในกรงของฉัน” “ถ้าคุณคิดว่าฉันจะยอมง่าย ๆ” เธอพูดเสียงเย็น “คุณคิดผิดค่ะ” “ฉันไม่คิดว่าเธอจะยอมง่าย ๆ” เขาตอบอย่างไม่เร่ง “ฉันแค่รู้ว่าในที่สุด เธอจะไม่มีทางเลือก” ตลอดช่วงบ่าย เป็นช่วงเวลาที่ควรเงียบสำหรับเลขาฯ และเจ้านาย กลับกลายเป็นสนามรบทางสายตา เขามองเธอแทบตลอดเวลา ทุกครั้งที่เธอเผลอหันมา เขามักจะมีสายตาที่รอจ้องอยู่ก่อนแล้วเหมือนตั้งใจให้เธอรู้สึกถึงการถูกจับจ้อง ทุกครั้งที่เธอขยับ เขารับรู้ได้หมด เธอกำลังอึดอัด และเขากำลังสนุกที่ได้เห็นเธอเป็นแบบนั้น “เอาแฟ้มมาให้ฉันหน่อย” คำสั่งปกติที่กลายเป็นบททดสอบ เธอวางแฟ้มลงห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก่อนที่มือเธอจะถอย เขากลับดึงมือเธอไว้ การสัมผัสที่ไม่ได้รุนแรง แต่มีอานุภาพมากพอให้เธอรู้สึกว่าถูกควบคุม “อย่าทำเหมือนฉันเป็นปีศาจสิ พริมา” เขากระซิบพร่า “เพราะต่อให้เป็นปีศาจ เธอก็หนีฉันไม่ได้อยู่ดี” คำพูดนั้นเรียบ แต่เย็นจนไหลลงไปยังไขข้อเท้าของเธอ เธอสะท้าน แต่ไม่ยอมแพ้ในคำพูด “ฉันจะไม่มีวันยอมคุณ” เสียงสั่นแต่หนักแน่นพอให้ตัวเองได้ยิน “ไม่เป็นไร ฉันมีเวลา” เขายิ้มมุมปาก ประโยคนั้นเหมือนประกาศสงครามช้า ๆ ไม่ใช่การรุกแบบรุนแรงในคราวเดียว แต่เป็นการค่อย ๆ คืบคลาน ปิดพื้นที่ จนในที่สุดเธอรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ในกรงทองที่สวยงามแต่ขึงด้วยลวดหนาม ค่ำวันนั้นเมื่อไฟในออฟฟิศค่อย ๆ ถูกปิดลง พนักงานทยอยกลับบ้าน พริมาจึงได้เวลาเก็บของเพื่อกลับ เธอยืน ณ มุมโต๊ะที่เขามองอยู่ เหตุการณ์ตลอดวันยังคงเป็นบาดแผล เธอรู้สึกว่าแม้จะไม่ได้ถูกจับกุมด้วยโซ่ แต่ก็ถูกบีบให้ไม่มีความเป็นส่วนตัวถูกจับจ้องอย่างไม่ลดละ มันใกล้เกินไปสำหรับคนที่เธออยากออกห่าง ก่อนออกจากห้อง เขามองเธออีกครั้งอย่างช้า ๆ เธอไม่กล้าสบตา แต่ได้ยินเสียงเขาพูดเบา ๆ เหมือนคำสัญญาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ พริมา” และเธอก็รู้ดีว่าการหนีจากกรงนี้ จะไม่ง่ายอีกต่อไปเพราะเขาไม่ได้ขอให้เธออยู่ใกล้ แต่เขาบังคับ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD