ตอนที่ 6 การกลับมาที่ (ไม่) ปกติ

2302 Words
เสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ ผสมกับเสียงฝีเท้าพนักงานที่เดินขวักไขว่ไปมาเป็นจังหวะเฉกเช่นทุกวัน แสงจากโคมในล็อบบีกระจายความสว่างอ่อน ๆ ให้กับพื้นหินอ่อนในเช้าวันทำงานวันใหม่ บรรยากาศที่ดูเหมือนปกติสำหรับทุกคนในบริษัท แต่สำหรับพริมากลับไม่เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งเหล่านี้กลับเป็นเพียงฉากประกอบที่ทำให้ความกดดันในอกทวีความชัดขึ้น พริมาก้าวเข้ามาในอาคารสำนักงานใหญ่ของ อัศวกุล กรุป ด้วยใบหน้าที่พยายามแสดงความเรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสื้อสูทสีเข้มตัดเย็บเข้ารูป พร้อมสวมรองเท้าคัทชูผมถูกรวบขึ้นมัดแน่นเป็นหางม้าเรียบร้อย แว่นกรอบบางช่วยบดบังสีหน้าที่สั่นคลอน แต่ความรู้สึกข้างในไม่ได้สงบเหมือนหน้าเลย หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ เสียงคำพูดของเขาเมื่อคืนยังคงดังก้องวนซ้ำในหัวไม่จางหาย “ถ้าเธอไม่มา ฉันจะไปหาเธอเอง” เธอยืนหน้ากระจกห้องน้ำตั้งแต่เช้ามืด ใบหน้าเรียบนิ่งที่เห็นในกระจกแทบจะไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว “คืนนี้ ลืมมันซะ” “เธอทำงานของเธอให้ดีที่สุด แล้วปล่อยให้สิ่งที่เกิดเป็นอดีต ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม แค่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” พริมาบอกตัวเองแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ก้อนในอกกลับสั่นแรงทุกครั้งที่นึกถึง ความทรงจำของมือหนัก ๆ ที่กอดเข้ามา ความหอมของไวน์ กลิ่นน้ำหอมที่เขาชอบ กลิ่นกายอ่อน ๆ ที่ติดสูทของเขา ทั้งหมดจดจำได้ชัดจนพริมารู้สึกเหมือนมีบางอย่างค้างคาอยู่ในตัวเธอ เมื่อเธอเดินไปถึงโต๊ะทำงาน เสียงทักทายจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามดังขึ้น “คุณพริมา กลับมาแล้วเหรอคะ เมื่อวานลาไปทั้งวันแน่ะ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยจากเพื่อนร่วมงาน “ใช่ค่ะ มีเรื่องส่วนตัวที่ต้องจัดการนิดหน่อย” เธอตอบเสียงเรียบ พร้อมรอยยิ้มบางแบบที่ซ่อนความไม่ปกติไว้จนแนบเนียน แต่ข้างในล้วนสั่นคลอนไม่เบา “ดีแล้วค่ะ เมื่อวานบอสดูอารมณ์ไม่ดีเลยนะคะ เดินขมวดคิ้วทั้งวัน” “เหรอคะ” เธอตอบเบา ๆ แต่ใจกลับเต้นแรงขึ้นทันที และเหมือนฟ้าจงใจกลั่นแกล้ง... “ตื้อดึ่ง” เสียงแจ้งเตือนจากไลน์ดังขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธอ เป็นข้อความจากห้องทำงานของเขา [CEO Office] “เข้ามาหาฉัน” หัวใจของเธอสะดุดวูบ เพียงประโยคสั้น ๆ กลับทำให้ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบจนต้องกุมแก้วกาแฟให้แน่น เธอสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “อย่าแสดงความกลัวให้เขาเห็น อย่าให้รู้ว่าเราหวั่นไหว” เธอบอกตัวเองซ้ำในใจ แล้วเธอก็ดันตัวเองให้ลุกขึ้นไปตามคำสั่ง ติ๊ง ประตูลิฟต์ชั้นบนเปิดออก ที่เหมือนสะกดเธอให้ก้าวเข้าไปในกรงเล็บของหมาป่าที่กำลังรออยู่ เผยให้เห็นทางเดินกว้างที่เงียบเป็นพิเศษ เสียงส้นคัทชูของเธอกระทบพื้นเป็นจังหวะชัดเจนในพื้นที่ที่เหมือนจะย่อส่วนลงทุกครั้งที่เธอก้าวไป ทุกก้าวเป็นการท้าทายตัวเองไม่ให้เธอสั่นเมื่อจะก้าวเข้าไปในห้องของผู้ชายคนนั้น ประตูห้องของเขาเปิดออก เธอพบกับพื้นที่กว้างขวางที่ตกแต่งเรียบหรูและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่กดดันอย่างประหลาด กระจกใสทั้งบานเผยให้เห็นวิวด้านนอกจากมุมสูง แต่กลับไม่มีอะไรดึงสายตาไปได้มากกว่าชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้กระจก ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเผยกล้ามแขนแข็งแรงและทรงอำนาจทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงทันที อติวิชญ์ เพียงแค่แผ่นหลังนั้นก็ทำให้เธอกลืนน้ำลายยากขึ้นทันตา “...” เขาไม่พูด ไม่หันมามองตอนเธอเปิดประตูเข้ามา เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ พยายามตั้งสติทุกฝีก้าว “คุณเรียกดิฉันเหรอคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบ แต่เบากว่าทุกครั้ง “...” เขายังคงเงียบ มือของเขาขยับเบา ๆ กับขอบกระจก เหมือนคนกำลังข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้ จนกระทั่ง... “เมื่อคืนนอนสบายไหม” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าที่เธอคุ้นเคยดังขึ้นในที่สุด มันเป็นเสียงที่ไม่จำเป็นต้องหันมาก็รู้ว่าเป็นเขา และเสียงที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ความเรียบเย็นของมันกดทับจนหัวใจเธอสั่นวูบ ร่างบางแข็งทื่อไปชั่วขณะ มือทั้งสองข้างกำแน่นแนบลำตัวโดยไม่รู้ตัว สมองทำงานช้าลงแต่กล้ามเนื้อกลับตอบสนองไว “ดิฉันไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร” เธอพยายามตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่สุดเท่าที่ทำได้ “แสร้งทำเป็นไม่รู้สินะ” เขาเอ่ย ก่อนจะหันมาดวงตาคมดุจใบมีดเฉือนสบเข้ากับดวงตาเธอ สายตานั้นเยือกเย็นจนแทบจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าการพูดคุยนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเสมอไป เขาเดินเข้ามาช้า ๆ เหมือนนักล่าที่รู้ว่าเหยื่อไม่มีทางหนี ทุกก้าวของเขาเต็มไปด้วยความกดดัน และเธอรู้ไม่มีที่ให้ถอยหนี “เมื่อคืน...” เขาเอ่ยเสียงช้า ๆ “ฉันไม่ค่อยชอบผู้หญิงที่กล้าหนีฉันไปก่อน” คำว่า ‘หนี’ ถูกเน้นชัดเจนจนเสียงเหมือนไต่ลงมาที่หลังคอของเธอ จนเธอรู้สึกเหมือนถูกดึงความลับออกมาอย่างเลือดเย็น “ฉันไม่ได้หนี” เธอเผลอพูดเร็วประโยคสั้น ๆ ที่พาเธอมีพิรุธเอง ธันวายกยิ้มมุมปากขึ้น ยิ้มแบบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ทั้งตัว รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกและความทะเยอทะยานในคนคนเดียวกัน “ก็แปลว่าเธอยอมรับแล้วว่าเรื่องเมื่อคืนเกิดขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอกลืนน้ำลายไม่ลง เธอเงียบ เพราะไม่รู้จะปฏิเสธยังไงอีก เขาชนะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ฝ่ามือหนาของเขายกขึ้นวางลงบนโต๊ะด้านหลังเธอ ไม่ได้แตะต้องตัว แต่ความใกล้ชิดเป็นการกักพื้นที่ให้เธอไม่มีหนทางถอย “ทำไมถึงหนี” เขาถามเบา ๆ “เพราะมันเป็นเรื่องผิดค่ะ” เธอตอบสั้นอย่างที่เตรียมใจไว้ “ผิด?” เขาเลิกคิ้ว หัวเราะในลำคอเบา ๆ “มันไม่ได้ผิดหรอกพริมา ผู้ใหญ่เต็มใจทั้งสองฝ่าย” “แต่มันไม่ควรเกิด” “แต่เกิดแล้ว” เขาแทรกเสียงนิ่ง ประโยคเดียวที่เหมือนปิดประตูทุกเส้นทางหนีของเธอ “ฉันจะทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น” เธอกลั้นใจบอก เจตนาที่จะรักษาชีวิตการทำงาน เอาชีวิตตัวเองกลับคืนมา “แต่ฉันไม่ใช่คนลืมง่าย” เขาตอบกลับเสียงเรียบ “โดยเฉพาะเรื่องที่มัน…ตราตรึงขนาดนั้น” เขาเอียงหน้าลงมาเล็กน้อย พอให้ใบหน้าของเขาอยู่ระดับเดียวกับเธอ ใบหน้าอยู่ใกล้ถึงกับได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน “ฉันจำกลิ่นของเธอได้” เขากระซิบชิดข้างหู “จำเสียง จำสัมผัสได้ทุกจุด” คำพูดนั้นชัดเหมือนการตรึง มีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงเขาที่เยือกเย็นและอันตราย หัวใจของเธอเต้นแรงจนอึดอัด พลางกำมือแน่น “คุณไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้” เธอโต้ “งั้นเธอก็ไม่มีสิทธิ์หนีจากฉันเหมือนกัน” เขาตอบสวนทันที น้ำเสียงของเขานุ่มแต่เยือกเย็นจนคนฟังหนาววาบชาไปถึงกระดูก กลิ่นน้ำหอมของเขาใกล้ชิดจนแทบจะกลืนเธอ เธอสบตาเขาตรง ๆ ในที่สุด สายตาของเธอพยายามแข็งกร้าว “ฉันจะทำงานของฉันเหมือนเดิม และคุณก็ต้องทำเหมือนคืนนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้น” เขายิ้มช้า ๆ รอยยิ้มของคนที่รู้ว่าเกมนี้ใครเป็นคนตั้งกติกา “โอเค” เขาพูดเสียงเรียบ “ถ้าเธออยากแสดงเป็นเลขาฯ ที่แสนธรรมดา เฉิ่ม ๆ ต่อหน้าคนอื่นฉันจะเล่นด้วย” เขาโน้มหน้าเข้ามา จนลมหายใจของเขาแตะข้างแก้มเธอ “แต่เมื่ออยู่ลับหลัง เธอหนีฉันไม่ได้อีกแล้ว พริมา” คำกระซิบสุดท้ายเป็นเครื่องหมายคำเตือนที่นุ่มนวลและแหลมคมในเวลาเดียวกัน อันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยิน มันทั้งเย็น ทั้งร้อน และทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว คำพูดนั้นทำให้เธอทรุดแผ่ว เธอพยายามก้าวถอย แต่เขากลับไม่ถอยตาม เธอเลยต้องเป็นฝ่ายเบี่ยงตัวออกเอง แบบที่ทำให้เขาหัวเราะเบา ๆ เหมือนหมาป่าที่ได้กลิ่นความหวาดกลัวของเหยื่อ “กลับไปทำงานได้แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ แต่แววตายังตรึงอยู่ที่เธอราวกับตะปูปัก “อย่าลาหยุดแล้วหายไปอีก เพราะครั้งหน้า ฉันจะเป็นคนลากเธอกลับมาเอง” เธอกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก ขาทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย แต่เธอก็พยายามพยุงตัวให้เดินให้มั่นคงที่สุด ทันทีที่ประตูปิดลง ธันวาเอนหลังพิงกระจก มองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอที่เดินห่างออกไปจากประตู มือหนายกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ริมฝีปากที่เมื่อคืนเพิ่งได้สัมผัสเธอ “เธอคิดว่าเธอหนีฉันได้จริง ๆ เหรอ พริมา” เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ดวงตาวาววับด้วยความรู้สึกที่เกินกว่าความใคร่ธรรมดา เพื่อนร่วมงานเริ่มหันมามอง โต๊ะเลขาฯ หน้าห้องที่มีเธอนั่งอยู่กลับมามีเจ้าของอีกครั้ง แต่ความรู้สึกที่อยู่รอบตัวกลับเปลี่ยน ทั้งสายตาที่มองมาและเสียงกระซิบที่เธอได้ยินเป็นความสงสัย บอสของพวกเขามีท่าทีแปลกไปตั้งแต่เช้า ไม่วางสายตาจากเลขาฯ ของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว พริมาก้มหน้าทำงานเงียบ ๆ พิมพ์รายงาน รับโทรศัพท์ นัดประชุม คลี่เอกสาร ทุกสิ่งเหมือนการบันทึกว่า ชีวิตต้องดำเนินต่อ แต่ทุกจังหวะการขยับของเธอถูกชั่งตวงโดยสายตาที่อยู่ด้านในห้องนั้น เขาไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่การที่มีเขาอยู่ก็ทำให้เธอเหมือนไม่มีพื้นที่ส่วนตัวอีกต่อไป สิ่งเดียวที่พริมาทำได้ตอนนี้ คือ แสร้งเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่อีกฝ่ายไม่คิดจะปล่อย ช่วงพักเที่ยง เขาไม่ต้องสั่งอะไร ส่วนเธอถูกบังคับให้ออกไปรับประทานอาหารกับเขาอย่างแนบเนียน ด้วยอ้างว่ามีประชุม แต่เธอรู้ว่าไม่ใช่ ห้องอาหารถูกเตรียมไว้พร้อม เขาเลือกเป็นห้องส่วนตัว ในระหว่างที่เขาเลือกดูเมนูสายตาก็ไม่ละจากเธอและเต็มไปด้วยการคุมเชิง เขาไม่พูดมาก แต่ทุกคำที่พูดคือการต่อรอง “เธอไม่ชอบอยู่ใกล้ฉันเหรอ” เขาถามแบบไม่ต้องการคำตอบเป็นเพียงการประชดประชัน “ใช่” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา เขายิ้มแบบที่ไม่ได้มีความสุขแต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ “ดี ฉันชอบเวลาที่เธอพูดตรง ๆ” เขากล่าวแล้วก้มหน้าไปนิดหนึ่ง เหมือนจะวัดระดับความกล้าของเธอ หลังจบมื้ออาหาร เธอกลับมาที่โต๊ะในห้องดังเดิม แต่สถานะของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเป็นส่วนตัวไม่มีอีกแล้ว เธอทำงานเงียบ ๆ พยายามไม่สบตา เขาก็มักขยับมุมเก้าอี้ เบ้ปาก ยุ่งกับเอกสารที่เขาต้องทำ แต่ทุกการเคลื่อนไหวเป็นการย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ใกล้ ๆ ช่วงบ่าย เสียงคีย์บอร์ดทำให้รู้สึกคล้ายกับการตีจังหวะแทรกในหัว เสียงนาฬิกาบนผนังดังกระทบแก้วหูจนแทบจะได้ยินลมหายใจของตัวเอง เธอรู้สึกว่าทุกนาทีเป็นนาทีที่ต้องกล้ำกลืน ในคืนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถลบได้ เธอจะต้องอยู่ในโลกเดียวกับเขาทุกวัน เมื่อค่ำมาถึง พริมาออกจากออฟฟิศช้า ไม่ใช่เพราะงาน แต่เป็นเพราะไม่ต้องการให้ใครตามติด แต่บางอย่างในอกยังคงสั่น เธอกลัวว่าเขาอาจเดินตามออกมาจากออฟฟิศ เธอหันมองไปด้านหลังหลายครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะเห็นว่าไม่มีเงาใครตาม แต่ความรู้สึกว่ายังคงมีสายตาตามติด บนดาดฟ้าตึกสูง อติวิชญ์ยืนพิงราวระเบียง มองไฟยามค่ำคืนที่พร่าเลือน เขายิ้มมุมปาก “กลัวสินะ ดีแล้ว” เสียงในคอของเขาเบาแต่แน่วแน่ เขาชอบเวลาเธอสั่น ชอบเวลาที่เธอพยายามเล่นบทเลขาฯ ที่หวงเนื้อหวงตัว เพราะนั่นทำให้เกมนี้น่าสนุก ยิ่งเธอต่อต้านมากเท่าไร เขาก็ยิ่งอยากจะครอบครองมากขึ้นเท่านั้น ตอนที่เธอก้าวออกจากอาคาร ใต้แสงที่รางเลือน เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เขาไม่ใช่ผู้ชายที่จะยอมหยุดง่าย ๆ แต่เธอก็รู้ว่าเธอเองก็ต้องต่อสู้ ไม่ใช่แค่กับเขา แต่กับความกลัวข้างในใจของตัวเอง คืนวันหนึ่งผ่านไป ทิ้งสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนไว้ในใจของทั้งสอง คนหนึ่งเริ่มควงความหมกมุ่นให้แน่นขึ้น ส่วนอีกคนเริ่มเรียนรู้ว่าการต่อต้านก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอดูน่าท้าทายและมีค่าขึ้น ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เกมของพวกเขายิ่งซับซ้อน และยากจะคาดเดาทางออกต่อไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD