เสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ ผสมกับเสียงฝีเท้าพนักงานที่เดินขวักไขว่ไปมาเป็นจังหวะเฉกเช่นทุกวัน แสงจากโคมในล็อบบีกระจายความสว่างอ่อน ๆ ให้กับพื้นหินอ่อนในเช้าวันทำงานวันใหม่ บรรยากาศที่ดูเหมือนปกติสำหรับทุกคนในบริษัท
แต่สำหรับพริมากลับไม่เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งเหล่านี้กลับเป็นเพียงฉากประกอบที่ทำให้ความกดดันในอกทวีความชัดขึ้น
พริมาก้าวเข้ามาในอาคารสำนักงานใหญ่ของ อัศวกุล กรุป ด้วยใบหน้าที่พยายามแสดงความเรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้
เสื้อสูทสีเข้มตัดเย็บเข้ารูป พร้อมสวมรองเท้าคัทชูผมถูกรวบขึ้นมัดแน่นเป็นหางม้าเรียบร้อย แว่นกรอบบางช่วยบดบังสีหน้าที่สั่นคลอน
แต่ความรู้สึกข้างในไม่ได้สงบเหมือนหน้าเลย หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ เสียงคำพูดของเขาเมื่อคืนยังคงดังก้องวนซ้ำในหัวไม่จางหาย “ถ้าเธอไม่มา ฉันจะไปหาเธอเอง”
เธอยืนหน้ากระจกห้องน้ำตั้งแต่เช้ามืด ใบหน้าเรียบนิ่งที่เห็นในกระจกแทบจะไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว
“คืนนี้ ลืมมันซะ”
“เธอทำงานของเธอให้ดีที่สุด แล้วปล่อยให้สิ่งที่เกิดเป็นอดีต ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม แค่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
พริมาบอกตัวเองแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ก้อนในอกกลับสั่นแรงทุกครั้งที่นึกถึง ความทรงจำของมือหนัก ๆ ที่กอดเข้ามา ความหอมของไวน์ กลิ่นน้ำหอมที่เขาชอบ กลิ่นกายอ่อน ๆ ที่ติดสูทของเขา ทั้งหมดจดจำได้ชัดจนพริมารู้สึกเหมือนมีบางอย่างค้างคาอยู่ในตัวเธอ
เมื่อเธอเดินไปถึงโต๊ะทำงาน เสียงทักทายจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามดังขึ้น
“คุณพริมา กลับมาแล้วเหรอคะ เมื่อวานลาไปทั้งวันแน่ะ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยจากเพื่อนร่วมงาน
“ใช่ค่ะ มีเรื่องส่วนตัวที่ต้องจัดการนิดหน่อย” เธอตอบเสียงเรียบ พร้อมรอยยิ้มบางแบบที่ซ่อนความไม่ปกติไว้จนแนบเนียน แต่ข้างในล้วนสั่นคลอนไม่เบา
“ดีแล้วค่ะ เมื่อวานบอสดูอารมณ์ไม่ดีเลยนะคะ เดินขมวดคิ้วทั้งวัน”
“เหรอคะ” เธอตอบเบา ๆ แต่ใจกลับเต้นแรงขึ้นทันที
และเหมือนฟ้าจงใจกลั่นแกล้ง...
“ตื้อดึ่ง” เสียงแจ้งเตือนจากไลน์ดังขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธอ เป็นข้อความจากห้องทำงานของเขา
[CEO Office]
“เข้ามาหาฉัน” หัวใจของเธอสะดุดวูบ เพียงประโยคสั้น ๆ กลับทำให้ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบจนต้องกุมแก้วกาแฟให้แน่น
เธอสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
“อย่าแสดงความกลัวให้เขาเห็น อย่าให้รู้ว่าเราหวั่นไหว” เธอบอกตัวเองซ้ำในใจ แล้วเธอก็ดันตัวเองให้ลุกขึ้นไปตามคำสั่ง
ติ๊ง
ประตูลิฟต์ชั้นบนเปิดออก ที่เหมือนสะกดเธอให้ก้าวเข้าไปในกรงเล็บของหมาป่าที่กำลังรออยู่ เผยให้เห็นทางเดินกว้างที่เงียบเป็นพิเศษ เสียงส้นคัทชูของเธอกระทบพื้นเป็นจังหวะชัดเจนในพื้นที่ที่เหมือนจะย่อส่วนลงทุกครั้งที่เธอก้าวไป ทุกก้าวเป็นการท้าทายตัวเองไม่ให้เธอสั่นเมื่อจะก้าวเข้าไปในห้องของผู้ชายคนนั้น
ประตูห้องของเขาเปิดออก เธอพบกับพื้นที่กว้างขวางที่ตกแต่งเรียบหรูและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่กดดันอย่างประหลาด
กระจกใสทั้งบานเผยให้เห็นวิวด้านนอกจากมุมสูง แต่กลับไม่มีอะไรดึงสายตาไปได้มากกว่าชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้กระจก ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเผยกล้ามแขนแข็งแรงและทรงอำนาจทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงทันที
อติวิชญ์ เพียงแค่แผ่นหลังนั้นก็ทำให้เธอกลืนน้ำลายยากขึ้นทันตา
“...” เขาไม่พูด ไม่หันมามองตอนเธอเปิดประตูเข้ามา
เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ พยายามตั้งสติทุกฝีก้าว
“คุณเรียกดิฉันเหรอคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบ แต่เบากว่าทุกครั้ง
“...” เขายังคงเงียบ
มือของเขาขยับเบา ๆ กับขอบกระจก เหมือนคนกำลังข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้ จนกระทั่ง...
“เมื่อคืนนอนสบายไหม” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าที่เธอคุ้นเคยดังขึ้นในที่สุด
มันเป็นเสียงที่ไม่จำเป็นต้องหันมาก็รู้ว่าเป็นเขา และเสียงที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ความเรียบเย็นของมันกดทับจนหัวใจเธอสั่นวูบ
ร่างบางแข็งทื่อไปชั่วขณะ มือทั้งสองข้างกำแน่นแนบลำตัวโดยไม่รู้ตัว สมองทำงานช้าลงแต่กล้ามเนื้อกลับตอบสนองไว
“ดิฉันไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร” เธอพยายามตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่สุดเท่าที่ทำได้
“แสร้งทำเป็นไม่รู้สินะ” เขาเอ่ย ก่อนจะหันมาดวงตาคมดุจใบมีดเฉือนสบเข้ากับดวงตาเธอ สายตานั้นเยือกเย็นจนแทบจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าการพูดคุยนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเสมอไป
เขาเดินเข้ามาช้า ๆ เหมือนนักล่าที่รู้ว่าเหยื่อไม่มีทางหนี
ทุกก้าวของเขาเต็มไปด้วยความกดดัน และเธอรู้ไม่มีที่ให้ถอยหนี
“เมื่อคืน...” เขาเอ่ยเสียงช้า ๆ
“ฉันไม่ค่อยชอบผู้หญิงที่กล้าหนีฉันไปก่อน” คำว่า ‘หนี’ ถูกเน้นชัดเจนจนเสียงเหมือนไต่ลงมาที่หลังคอของเธอ จนเธอรู้สึกเหมือนถูกดึงความลับออกมาอย่างเลือดเย็น
“ฉันไม่ได้หนี” เธอเผลอพูดเร็วประโยคสั้น ๆ ที่พาเธอมีพิรุธเอง
ธันวายกยิ้มมุมปากขึ้น ยิ้มแบบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ทั้งตัว รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกและความทะเยอทะยานในคนคนเดียวกัน
“ก็แปลว่าเธอยอมรับแล้วว่าเรื่องเมื่อคืนเกิดขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอกลืนน้ำลายไม่ลง เธอเงียบ เพราะไม่รู้จะปฏิเสธยังไงอีก
เขาชนะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ฝ่ามือหนาของเขายกขึ้นวางลงบนโต๊ะด้านหลังเธอ ไม่ได้แตะต้องตัว แต่ความใกล้ชิดเป็นการกักพื้นที่ให้เธอไม่มีหนทางถอย
“ทำไมถึงหนี” เขาถามเบา ๆ
“เพราะมันเป็นเรื่องผิดค่ะ” เธอตอบสั้นอย่างที่เตรียมใจไว้
“ผิด?” เขาเลิกคิ้ว หัวเราะในลำคอเบา ๆ “มันไม่ได้ผิดหรอกพริมา ผู้ใหญ่เต็มใจทั้งสองฝ่าย”
“แต่มันไม่ควรเกิด”
“แต่เกิดแล้ว” เขาแทรกเสียงนิ่ง ประโยคเดียวที่เหมือนปิดประตูทุกเส้นทางหนีของเธอ
“ฉันจะทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น” เธอกลั้นใจบอก เจตนาที่จะรักษาชีวิตการทำงาน เอาชีวิตตัวเองกลับคืนมา
“แต่ฉันไม่ใช่คนลืมง่าย” เขาตอบกลับเสียงเรียบ
“โดยเฉพาะเรื่องที่มัน…ตราตรึงขนาดนั้น” เขาเอียงหน้าลงมาเล็กน้อย พอให้ใบหน้าของเขาอยู่ระดับเดียวกับเธอ ใบหน้าอยู่ใกล้ถึงกับได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“ฉันจำกลิ่นของเธอได้” เขากระซิบชิดข้างหู “จำเสียง จำสัมผัสได้ทุกจุด”
คำพูดนั้นชัดเหมือนการตรึง มีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงเขาที่เยือกเย็นและอันตราย หัวใจของเธอเต้นแรงจนอึดอัด พลางกำมือแน่น
“คุณไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้” เธอโต้
“งั้นเธอก็ไม่มีสิทธิ์หนีจากฉันเหมือนกัน” เขาตอบสวนทันที น้ำเสียงของเขานุ่มแต่เยือกเย็นจนคนฟังหนาววาบชาไปถึงกระดูก กลิ่นน้ำหอมของเขาใกล้ชิดจนแทบจะกลืนเธอ
เธอสบตาเขาตรง ๆ ในที่สุด สายตาของเธอพยายามแข็งกร้าว
“ฉันจะทำงานของฉันเหมือนเดิม และคุณก็ต้องทำเหมือนคืนนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้น”
เขายิ้มช้า ๆ รอยยิ้มของคนที่รู้ว่าเกมนี้ใครเป็นคนตั้งกติกา
“โอเค” เขาพูดเสียงเรียบ “ถ้าเธออยากแสดงเป็นเลขาฯ ที่แสนธรรมดา เฉิ่ม ๆ ต่อหน้าคนอื่นฉันจะเล่นด้วย” เขาโน้มหน้าเข้ามา จนลมหายใจของเขาแตะข้างแก้มเธอ
“แต่เมื่ออยู่ลับหลัง เธอหนีฉันไม่ได้อีกแล้ว พริมา” คำกระซิบสุดท้ายเป็นเครื่องหมายคำเตือนที่นุ่มนวลและแหลมคมในเวลาเดียวกัน อันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยิน มันทั้งเย็น ทั้งร้อน และทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว
คำพูดนั้นทำให้เธอทรุดแผ่ว เธอพยายามก้าวถอย แต่เขากลับไม่ถอยตาม เธอเลยต้องเป็นฝ่ายเบี่ยงตัวออกเอง แบบที่ทำให้เขาหัวเราะเบา ๆ เหมือนหมาป่าที่ได้กลิ่นความหวาดกลัวของเหยื่อ
“กลับไปทำงานได้แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ แต่แววตายังตรึงอยู่ที่เธอราวกับตะปูปัก
“อย่าลาหยุดแล้วหายไปอีก เพราะครั้งหน้า ฉันจะเป็นคนลากเธอกลับมาเอง”
เธอกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก ขาทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย แต่เธอก็พยายามพยุงตัวให้เดินให้มั่นคงที่สุด
ทันทีที่ประตูปิดลง ธันวาเอนหลังพิงกระจก มองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอที่เดินห่างออกไปจากประตู
มือหนายกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ริมฝีปากที่เมื่อคืนเพิ่งได้สัมผัสเธอ
“เธอคิดว่าเธอหนีฉันได้จริง ๆ เหรอ พริมา” เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ดวงตาวาววับด้วยความรู้สึกที่เกินกว่าความใคร่ธรรมดา
เพื่อนร่วมงานเริ่มหันมามอง โต๊ะเลขาฯ หน้าห้องที่มีเธอนั่งอยู่กลับมามีเจ้าของอีกครั้ง แต่ความรู้สึกที่อยู่รอบตัวกลับเปลี่ยน ทั้งสายตาที่มองมาและเสียงกระซิบที่เธอได้ยินเป็นความสงสัย บอสของพวกเขามีท่าทีแปลกไปตั้งแต่เช้า ไม่วางสายตาจากเลขาฯ ของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว
พริมาก้มหน้าทำงานเงียบ ๆ พิมพ์รายงาน รับโทรศัพท์ นัดประชุม คลี่เอกสาร ทุกสิ่งเหมือนการบันทึกว่า ชีวิตต้องดำเนินต่อ แต่ทุกจังหวะการขยับของเธอถูกชั่งตวงโดยสายตาที่อยู่ด้านในห้องนั้น เขาไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่การที่มีเขาอยู่ก็ทำให้เธอเหมือนไม่มีพื้นที่ส่วนตัวอีกต่อไป
สิ่งเดียวที่พริมาทำได้ตอนนี้ คือ แสร้งเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่อีกฝ่ายไม่คิดจะปล่อย
ช่วงพักเที่ยง เขาไม่ต้องสั่งอะไร ส่วนเธอถูกบังคับให้ออกไปรับประทานอาหารกับเขาอย่างแนบเนียน ด้วยอ้างว่ามีประชุม แต่เธอรู้ว่าไม่ใช่ ห้องอาหารถูกเตรียมไว้พร้อม เขาเลือกเป็นห้องส่วนตัว ในระหว่างที่เขาเลือกดูเมนูสายตาก็ไม่ละจากเธอและเต็มไปด้วยการคุมเชิง เขาไม่พูดมาก แต่ทุกคำที่พูดคือการต่อรอง
“เธอไม่ชอบอยู่ใกล้ฉันเหรอ” เขาถามแบบไม่ต้องการคำตอบเป็นเพียงการประชดประชัน
“ใช่” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา เขายิ้มแบบที่ไม่ได้มีความสุขแต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“ดี ฉันชอบเวลาที่เธอพูดตรง ๆ” เขากล่าวแล้วก้มหน้าไปนิดหนึ่ง เหมือนจะวัดระดับความกล้าของเธอ
หลังจบมื้ออาหาร เธอกลับมาที่โต๊ะในห้องดังเดิม แต่สถานะของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเป็นส่วนตัวไม่มีอีกแล้ว เธอทำงานเงียบ ๆ พยายามไม่สบตา เขาก็มักขยับมุมเก้าอี้ เบ้ปาก ยุ่งกับเอกสารที่เขาต้องทำ แต่ทุกการเคลื่อนไหวเป็นการย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ใกล้ ๆ
ช่วงบ่าย เสียงคีย์บอร์ดทำให้รู้สึกคล้ายกับการตีจังหวะแทรกในหัว เสียงนาฬิกาบนผนังดังกระทบแก้วหูจนแทบจะได้ยินลมหายใจของตัวเอง เธอรู้สึกว่าทุกนาทีเป็นนาทีที่ต้องกล้ำกลืน ในคืนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถลบได้ เธอจะต้องอยู่ในโลกเดียวกับเขาทุกวัน
เมื่อค่ำมาถึง พริมาออกจากออฟฟิศช้า ไม่ใช่เพราะงาน แต่เป็นเพราะไม่ต้องการให้ใครตามติด แต่บางอย่างในอกยังคงสั่น เธอกลัวว่าเขาอาจเดินตามออกมาจากออฟฟิศ เธอหันมองไปด้านหลังหลายครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะเห็นว่าไม่มีเงาใครตาม แต่ความรู้สึกว่ายังคงมีสายตาตามติด
บนดาดฟ้าตึกสูง อติวิชญ์ยืนพิงราวระเบียง มองไฟยามค่ำคืนที่พร่าเลือน เขายิ้มมุมปาก
“กลัวสินะ ดีแล้ว” เสียงในคอของเขาเบาแต่แน่วแน่ เขาชอบเวลาเธอสั่น ชอบเวลาที่เธอพยายามเล่นบทเลขาฯ ที่หวงเนื้อหวงตัว เพราะนั่นทำให้เกมนี้น่าสนุก ยิ่งเธอต่อต้านมากเท่าไร เขาก็ยิ่งอยากจะครอบครองมากขึ้นเท่านั้น
ตอนที่เธอก้าวออกจากอาคาร ใต้แสงที่รางเลือน เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เขาไม่ใช่ผู้ชายที่จะยอมหยุดง่าย ๆ แต่เธอก็รู้ว่าเธอเองก็ต้องต่อสู้ ไม่ใช่แค่กับเขา แต่กับความกลัวข้างในใจของตัวเอง
คืนวันหนึ่งผ่านไป ทิ้งสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนไว้ในใจของทั้งสอง คนหนึ่งเริ่มควงความหมกมุ่นให้แน่นขึ้น ส่วนอีกคนเริ่มเรียนรู้ว่าการต่อต้านก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอดูน่าท้าทายและมีค่าขึ้น ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เกมของพวกเขายิ่งซับซ้อน และยากจะคาดเดาทางออกต่อไป