ตอนที่ 5 สิ่งที่หายไป

2052 Words
เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในห้องทำงานชั้นบนสุดของตึก “อัศวกุล กรุ๊ป” รองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะที่สื่อถึงความหงุดหงิดที่เขาไม่แม้แต่จะพยายามปิดบัง ดังเป็นจังหวะเดียวกับการเต้นของใจที่ไม่สงบนิ่ง บนโต๊ะทำงานใหญ่กลางห้องเต็มไปด้วยเอกสารและรายงานต่าง ๆ ถูกวางกองอยู่ที่รอให้ลงนาม แต่เขาไม่แม้แต่จะเปิดมันดู สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเสียงประกอบเบื้องหลังความคิดเพียงหนึ่งเดียวของเขา “พริมา” ร่างสูงโปร่งเดินวนไปวนมาในห้อง สายตาคมดุจใบมีดกำลังจ้องไปยังผนังกระจกบานใหญ่เบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย สายตาไม่ได้มองวิว กลับเป็นสายตาที่มองออกไปเพื่อค้นหาอีกคนหนึ่งที่หายไปท่ามกลางเงาม่านของเตียงและกลิ่นไวน์ “เธอหายไป…ง่ายเกินไป” เขาพึมพำจนเหมือนคำสาป ประโยคนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่เช้าวันนั้นจนถึงตอนนี้เธอยังไม่ปรากฏตัว ไม่โทรกลับ ไม่ส่งข้อความ ไม่แม้แต่จะเข้ามาทำงาน สำหรับคนอื่น นั่นอาจเป็นเพียงผู้หญิงที่ผ่านมาหนึ่งคืน แต่สำหรับอติวิชญ์มันไม่ใช่ เขานั่งลงบนเก้าอี้หนังราคาแพง มือหนึ่งกำแก้วกาแฟแน่นโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากขบเม้มจนขึ้นสีแดงเข้ม “คุณอิฐครับ...” เสียงของ ภัค ดังขึ้นจากประตู ก่อนจะเดินเข้ามาอย่างเกรงใจด้วยท่าทางกังวล เพราะรู้ดีว่าอารมณ์ของเพื่อนตอนนี้ ไม่ปกติ “หน้ามึงโคตรแย่เลย” ภควัตพูดเสียงเบา ไม่ได้ติดตลกเหมือนเคย แต่อติวิชญ์ตอบกลับเพียงสั้น ๆ และเย็นเฉียบ “หุบปาก” น้ำเสียงเรียบแต่นิ่งแบบนั้นทำให้เรื่องเล่น ๆ ของเพื่อนกลายเป็นเรื่องจริงจังทันที “เธอหายตัวไปจริง ๆ เหรอวะ” ภควัตถาม “อืม” “แม่ง… ไม่ใช่สไตล์มึงเลยนะ ที่จะมานั่งคิดถึงผู้หญิงทั้งวันแบบนี้” “กูไม่ได้คิดถึง …กูอยากได้เธอกลับมา” อติวิชญ์ยกมือขยี้ผมอย่างหงุดหงิด พลางพูดเสียงต่ำ ตรงไปตรงมา ไม่ได้ซ่อนความหยิ่งหรือความรู้สึกใด ๆ ไว้ และวางโทรศัพท์ลงแรง ๆ กับโต๊ะ “มึงจะทำยังไง” ภัคถามอย่างระแวดระวัง เพราะเขาเริ่มเห็นด้านอันตรายของเพื่อนตัวเองโผล่ขึ้นมาแล้ว รู้ดีเมื่อไหร่ที่อติวิชญ์เอาจริงแล้วเขาไม่กลับลำง่าย ๆ “หาตัวให้เจอ” อติวิชญ์ตอบ ไม่มีการหัวเราะ เสียงเขาเรียบแต่หนักแน่น “หายังไง” อติวิชญ์หันไปมองเพื่อน ดวงตาคมกริบวาวขึ้นทันที มันเป็นสายตาที่ภควัตเคยเห็น แต่เฉพาะเวลาอติวิชญ์ กำลัง เอาจริงกับอะไรสักอย่าง ตั้งแต่คืนนั้น อติวิชญ์แทบไม่ได้นอน ภาพกลิ่นเสียงสัมผัสทั้งหมดของคืนนั้นราวกับถูกขีดเส้นไว้ในสมอง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งจึงติดในหัวเขาขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยจำชื่อใครหลังค่ำคืนผ่านไป แต่กับเธอ ทุกวินาทียังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ “เมื่อคืนเธอหนีจากโรงแรมฉันใช่ไหม?” “ใช่” ภควัตตอบเบา ๆ “งั้นก็เริ่มจากตรงนั้น” การเริ่มต้นตามหาสิ่งที่โหยหามาทุกค่ำคืนจึงเริมขึ้น อติวิชญ์รู้วิธีใช้อำนาจที่มีในมือของตนเองอย่างเยือกเย็นและเป็นระบบ อติวิชญ์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ขยับนิ้วกดหมายเลขโทรตรงไปยังผู้จัดการใหญ่ของโรงแรมที่เขาเป็นหุ้นส่วน “ครับคุณอติวิชญ์” เสียงปลายสายตอบรับแทบจะทันที ไม่ใช่เพราะความสุภาพ แต่เพราะคำว่า “เจ้าของ” มักฆ่าคำว่า “ความเป็นส่วนตัว” ได้ในเวลาไม่กี่วินาที “คืนก่อน ผมพาผู้หญิงมาที่ห้องสวีตชั้น 45” เขาบอกตรง ๆ “ครับ” “ผมอยากรู้ว่าเธอออกจากโรงแรมตอนไหน” เสียงปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนความระมัดระวังจะถูกฟาดกลับด้วยความเกรงใจ “เอ่อ... ผมต้องขออภัยครับ เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ผม-” “ฉันเป็นเจ้าของหุ้นใหญ่ที่นั่น” อติวิชญ์พูดตัดบท น้ำเสียงเย็นจนคนฟังสะดุ้ง “ฉันถามอีกครั้ง… เธอออกจากโรงแรมตอนไหน” “05.37 ครับ” เวลานั้นมันยิ่งชัดเจนกว่าคำตอบใด ๆ เพราะมันหมายถึงการตั้งใจลุกจากที่พักก่อนฟ้าสาง “คนเดียว?” “ครับ…คนเดียว ไม่มีรถของโรงแรมรับส่ง เธอออกทางประตูข้าง” การออกทางประตูข้าง ช่วงเวลาที่ไม่มีใครสนใจ และเป็นสิ่งที่บอกว่าเธอต้องการเดินจากสถานะนั้นด้วยตัวเอง “ประตูข้าง” อติวิชญ์กระซิบกับตัวเอง มือขยำแก้วกาแฟแน่น จนแก้วสั่นตามแรงกำ มืออีกข้างสะบัดโทรศัพท์ เปลี่ยนเป็นอีกเครื่อง “มีกล้องวงจรปิดจุดนั้นไหม” เขาถามทันที “มีครับ แต่-” “ส่งมาให้ฉันภายในสิบนาที ไม่งั้นพรุ่งนี้ฉันจะหาคนมาแทนตำแหน่งคุณ” “คะ ครับ!” ภัคที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ “มึงจริงจังขนาดนี้เลยเหรอวะ” เขาพูดด้วยท่าทีไม่เชื่อสายตาเจือเป็นห่วง สิบนาทีต่อมา อีเมลฉบับหนึ่งถูกาส่งเข้ามาในกล่องข้อความส่วนตัวของอติวิชญ์ เป็นข้อมูลที่เขาต้องการคือไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดของโรงแรม เขากดเปิดปรากฏภาพผู้หญิงร่างเล็กในชุดเดรสเรียบ ๆ เดินผ่านประตูด้านข้าง ถ่ายจากมุมหนึ่งที่ไม่โดดเด่น ผมเธอปิดบังใบหน้าพอให้ใครจดจำหน้าได้ยาก สวมรองเท้าเป็นคัทชูเรียบ ๆ ทุกอย่างดูจงใจไม่ให้สะดุดตาใคร แต่สำหรับอติวิชญ์ แค่เห็นร่างเพียงเสี้ยว เขาก็รู้ทันที “ใช่ เธอแน่” เขาพึมพำ พลางหยุดหายใจ “ถ้ามึงอยากได้ขนาดนี้ ทำไมไม่โทรหาเธอวะ” ภควัตถาม “เพราะกูไม่มีเบอร์เธอ” อติวิชญ์ตอบเสียงต่ำ ง่าย ๆเหมือนเรื่องเล็ก แต่ความหมายลึกซึ้งเกินคาด “ไอ้เชี่ยอิฐ นี่มึงนอนกับเลขาโดยไม่รู้เบอร์เธอเลยเหรอ?” “กูไม่จำเป็นต้องรู้” ภัคกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “มึงนี่มัน-” “แต่ตอนนี้ กูจะรู้ให้ได้” อติวิชญ์หยิบโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องขึ้นมา “สั่งให้คนของเขาดึงข้อมูลทะเบียนพนักงานบริษัทมาให้ฉันภายในครึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะพริมา” “ครับคุณอติวิชญ์” “แล้วอีกเรื่อง เช็กข้อมูลการเดินทางเช้าวันนี้จากโรงแรมในรัศมี 10 กิโลเมตรด้วย ใครเรียกรถ ใครขึ้นแท็กซี่ ฉันอยากรู้ทุกเส้นทาง” “ครับท่าน” ทุกสิ่งต้องถูกหยิบขึ้นมาวิเคราะห์ ไม่มีช่องว่างสำหรับความเป็นส่วนตัวที่เขาไม่ยอมรับ ตอนนี้เธอไม่ใช่แค่คนหนึ่งที่ผ่านมือเขา แต่เธอกลายเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขให้ได้ เอกสารถูกจัดวางบนโต๊ะราวกับแผนที่ของการตามหา ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ประวัติการทำงาน ประวัติการเข้าออกบริษัท ข้อมูลธนาคารที่ไม่น่าจะหาได้ง่าย ๆ แต่สำหรับคนอย่างอติวิชญ์แล้ว นั่นไม่ใช่อุปสรรค เขาจ้องมองแผ่นกระดาษเหล่านั้นเหมือนคนได้เห็นสิ่งล้ำค่าที่เพิ่งค้นเจอ ภัคยืนดูไปสักพัก ก่อนจะส่ายหัว “มึงกำลังเล่นเกมอันตรายอยู่นะเว้ยอิฐ เธอไม่เหมือนคนอื่น” คำพูดนั้นไม่ใช่การห้าม แต่มันเป็นบันทึกย้ำเตือนว่าผู้หญิงคนนี้ต่างจากผู้หญิงรอบกายเขา “ก็เพราะไม่เหมือนนั่นแหละ กูถึงต้องหาให้เจอ” อติวิชญ์ตอบก่อนหันมองแววตาคมวาวด้วยความคลั่งแบบที่ภัคอ่านออกทันที คำตอบนี้ชัดเจนจนคนฟังต้องชะงักนิ่ง มันไม่ใช่แค่ อยากได้ แต่มันคือ ต้องได้ สี่สิบห้านาทีผ่านไป เอกสารที่ฝ่ายบุคคลค้นมาวางเรียงเป็นชั้น ๆ บนโต๊ะ เขาอ่านข้อความพวกนั้นไม่รีบร้อน แต่ในใจมีการวางเส้นทางว่าจะทำอย่างไรต่อไป ข้อมูลทั้งหมดบอกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิตเธอ เวลาออกจากบ้าน ร้านกาแฟที่เธอชอบแวะ เส้นทางที่เธอใช้กลับที่พัก นิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาหาได้จากการตามเก็บข้อมูล เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง “พริมา เธอกล้าทิ้งฉัน” น้ำเสียงต่ำแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปาก พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แสนอันตราย “มึงจะทำยังไงต่อ?” ภัคถามอีกครั้ง “โทรหาเธอ” อติวิชญ์ตอบสั้น ๆ แต่ความตั้งใจข้างหลังคำนั้นหนักแน่น “แล้วถ้าเธอไม่รับล่ะ?” “งั้นกูก็จะไปหาเธอเอง” เสียงนั้นไม่มีการแสดงอารมณ์ หากแต่เป็นการประกาศเจตนา สิบห้านาทีถัดมา กริ๊ง กริ๊ง เสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กของพริมาดังขึ้นที่โต๊ะภายในคอนโดมิเนียมเก่าริมถนน เธอชะงักมือที่กำลังเช็ดผมเปียกหมาด ๆ จากการอาบน้ำ มือแข็งทื่อตอนเห็นหมายเลขขึ้นต้นด้วยรหัสบ่งบอกว่าปลายสายมาจากบริษัท “...!” หัวใจสั่นไม่รู้สาเหตุ เป็นความรู้สึกเตือนว่าโลกที่เธอพยายามหนียังตามมาหาได้ “ฮัลโหล” เธอตอบด้วยเสียงเรียบ “หนีทำไม” เสียงทุ้มต่ำที่เมื่อเธอได้ยินแล้วรู้สึกอึดอัดเต็มอก เสียงอติวิชญ์ เจ้านายคนสำคัญ พริมาขยับกำมือแน่น หายใจติดขัดไปชั่วขณะ “ฉันไม่ได้หนี” เธอพยายามตอบกลับเสียงนิ่ง “โกหก” เขาพูดแทรก “ถ้าไม่หนี เธอจะออกจากโรงแรมก่อนเช้าทำไม” “…ฉันแค่ไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวาย” “มันนุ่นวายตั้งแต่เธอขึ้นเตียงกับฉันแล้ว พริมา” น้ำเสียงของเขาเยือกเย็น ราบเรียบ…แต่แฝงแรงกดดันจนเธอขนลุกซู่ เธอรู้ดีว่าเขาเป็นผู้ชายแบบไหน และรู้ดียิ่งกว่า… ว่าเขาไม่ยอมปล่อยอะไรที่เขา หมายตาต้องใจง่าย ๆ “เราลืมมันไปเถอะค่ะ” เธอกลั้นใจพูด “ไม่มีทาง” เขาตอบทันที “ฉันไม่ใช่คนที่ ‘ลืม’ อะไรได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องแบบนั้น” เธอกัดริมฝีปากแน่น ไม่เอ่ยพูดอะไรอีก “พรุ่งนี้เช้า เธอกลับเข้ามาทำงานซะ” “…” การสนทนาสั้น ๆ ในสายเต็มไปด้วยแรงกดดัน เขาถาม เธอพยายามทำเป็นเย็นชา แต่เมื่อคำพูดของเขากดลงมาว่า “ถ้าเธอไม่มา ฉันจะไปหาเธอเอง” หัวใจเธอหยุดเต้นไปแวบหนึ่ง น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การขู่แบบคำพูดเล่น ๆ แต่มันคือคำสั่ง เสียงปลายสายขาดลงทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวใจเธอที่เต้นถี่และแรงเร็วระรัวจนยากควบคุม อติวิชย์วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะช้า ๆ ก่อนเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟ แล้วขยับเอนตัวพิงเก้าอี้ หัวใจเขาเต้นแรงเหมือนคนกำลังไล่ล่าและมั่นใจว่าเหยื่ออยู่ในกำมือ ความรู้สึกที่อยู่นอกเหนือความหมายของคำว่า อยากได้ กำลังยึดหัวใจเขาอย่างช้า ๆ มันคือความหมกมุ่น ซึ่งดูจะเติบโตขึ้นทุกนาที “เธอหนีได้แค่ครั้งเดียว” เขาพูดกับตัวเอง ยิ้มมุมปากอย่างคนที่เพิ่งได้ของที่เคยเป็นของเล่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ของเล่นอีกต่อไป “แต่เธอจะหนีฉันไม่ได้ตลอดไป” คำพูดนั้นชัดเจน เยือกเย็น และอันตราย สำหรับอติวิชญ์ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดอีกต่อไป มันคือเรื่องของการได้มาและการไม่ยอมให้หลุดมือ ไม่ว่าเหตุผลของเขาจะเป็นความใคร่ ความอยากครอบครอง หรือความรู้สึกที่เขาเองก็ยังตั้งชื่อไม่ได้ แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ เขาจะทำทุกวิถีทางให้เธอกลับมา ไม่ว่าจะด้วยการง้อ ด้วยอำนาจ หรือการบังคับขู่เข็ญก็ตาม เขาสนใจแค่ว่า เธอจะต้องกลับมาอยู่ข้างเขา ไม่ว่าเธอจะยอม…หรือไม่ก็ตาม และเมื่อลมเย็นพัดผ่านกระจกห้องประชุมสูง อติวิชญ์ยังคงจ้องมองแผ่นกระดาษบนโต๊ะ นัยน์ตาเขาเหี้ยมกว่าวันก่อน ๆ ไม่ใช่เพราะความโหด แต่เพราะความแน่วแน่ “ไม่ว่าเธอจะยอมหรือไม่ก็ตาม” เขาพึมพำ และมือเขากำแน่นราวกับกำลังบีบสิ่งหนึ่งไว้ให้ไม่หลุดมืออีกครั้งหนึ่ง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD