สามวันผ่านไป...
สามวันที่ยาวนานราวกับสามปี...
ภายในห้องพักสี่เหลี่ยมคับแคบที่ร้อนระอุตามสภาพอากาศยามบ่าย ร่างบางของมิลานั่งจุมปุ๊กอยู่บนโซฟาตัวเก่า สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอสมาร์ตโฟนที่วางสงบนิ่งอยู่บนตักราวกับจะเพ่งกระแสจิตให้มันสั่นหรือส่งเสียงร้องออกมา
ตลอด 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา ชีวิตของนางร้ายตกอับวนเวียนอยู่กับการ 'รอ'
เธอกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กทุกห้านาที ไม่ว่าจะกินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งตอนสระผมที่ฟองยาสระผมยังเต็มหัว เธอก็ยังต้องรีบลืมตาที่แสบพร่ามาคอยชะเง้อมองหน้าจอ เพราะกลัวว่าจะพลาดสายสำคัญจาก 'เบอร์แปลก' ที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
แต่จนแล้วจนรอด... หน้าจอก็ยังคงมืดสนิท ไร้การแจ้งเตือน ไร้สัญญาณชีพจาก 'คุณพ่อ' หรือท่านประธานจอมหยิ่งคนนั้น
"เฮ้อ..."
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเป็นรอบที่ร้อยของวัน หรือเขาจะแค่หลอกเอาเบอร์เธอไปทิ้ง? หรือเขาจะเปลี่ยนใจไม่อยากยุ่งกับเด็กมีปัญหา? ความหวังที่เคยพองโตเริ่มแฟบลงจนเกือบจะติดลบ
ครืด... ครืด...
จู่ๆ แรงสั่นสะเทือนจากวัตถุในมือก็ทำเอามิลาสะดุ้งสุดตัว! หญิงสาวรีบกดรับสายแทบจะทันทีโดยไม่ทันดูชื่อ
"ฮัลโหล! คะ..."
(เหมย... เป็นยังไงบ้าง?)
เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลและห่วงใยจากปลายสาย ทำเอามิลาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าเป็นใคร
"พี่เรย์... ว่าไงคะพี่"
(พี่โทรมาเช็กเฉยๆ ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ไหม กินข้าวหรือยัง? ถ้ายัง เดี๋ยวพี่ให้คนรถที่บ้านแวะเอาข้าวไปส่งให้)
น้ำเสียงที่อบอุ่นเสมอต้นเสมอปลายของผู้จัดการหนุ่ม ทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของมิลาอุ่นวาบขึ้นมา ไม่ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแค่ไหน พี่เรย์ก็ยังคงเป็น 'เซฟโซน' ของเธอเสมอ
"กินแล้วค่ะพี่เรย์ เพิ่งกินเมื่อกี้นี้เอง"
(กินอะไร?) พี่เรย์ถามย้ำ น้ำเสียงเจือความกังวล
"เอ่อ... ก็... ไข่เจียว" มิลาตอบเสียงอ่อย
(ไข่เจียวอีกแล้วเหรอ?) ปลายสายถอนหายใจเบาๆ อย่างอ่อนใจ (เหมย... นี่เรากินไข่เจียวมาสามวันติดแล้วนะ สารอาหารมันจะไม่พอเอานะรู้ไหม พี่บอกกี่ทีแล้วว่าเรื่องกินอย่าประหยัด)
"โธ่พี่ ก็ช่วงนี้มันต้องประหยัดนี่นา เงินเก็บมิลาเหลือแค่นี้เอง ต้องเซฟไว้จ่ายค่าห้องด้วย กว่าจะได้ชีวิตนักแสดงกลับคืนมา ก็ต้องทนๆ ไปก่อนแหละ"
แม้ปากจะบอกว่าทนไหว แต่ลึกๆ แล้วมิลาอดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ทำให้ผู้จัดการคู่บุญต้องมาพลอยลำบากใจไปด้วย
ความจริงแล้ว... เธอเคยเอ่ยปากขอร้องแกมบังคับให้เรย์ไปรับงานดูแลนักแสดงคนอื่นก่อนในช่วงที่เธอโดนพักงานยาวแบบนี้ แต่เรย์กลับปฏิเสธเสียงแข็งและยืนกรานที่จะเป็นผู้จัดการของ 'มิลา' เพียงคนเดียว
ยังนับว่าเป็นโชคดีในโชคร้าย ที่บ้านของเรย์มีธุรกิจส่วนตัวที่มั่นคงระดับเศรษฐีภูธร เขาจึงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองเหมือนอย่างเธอ การที่รุ่นพี่คณะนิเทศศาสตร์โปรไฟล์ดีอย่างเขายอมทิ้งความสบายมาทำงานเป็นผู้จัดการดารา วิ่งหางาน ขับรถรับส่ง เป็นเพราะใจรักและความเชื่อมั่นในตัวเธอล้วนๆ ... ความเชื่อมั่นที่แม้แต่คนในครอบครัวแท้ๆ ของเธอยังไม่เคยหยิบยื่นให้
เพราะแบบนี้... มิลาถึงอยากทำให้ดีที่สุด อยากประสบความสำเร็จเพื่อให้พี่เรย์ภูมิใจ ว่าเขาคิดไม่ผิดที่เลือกปั้นเด็กบ้านๆ อย่างเธอ
"ขอบคุณนะพี่เรย์..." มิลาพูดเสียงเครือ พยายามกลั้นน้ำตา "ขอบคุณจริงๆ ที่พี่ยังอยู่ข้างๆ เหมย"
(เอาน่า... มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อดทนหน่อยละกันนะคนเก่ง) พี่เรย์หัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนความซึ้ง (คำว่าพักงานไม่มีกำหนด มันไม่ได้แปลว่าตลอดไปหรอกน่า ผู้ใหญ่เขาแค่ดองเราไว้เพื่อรอให้ผู้กำกับทรงยศอารมณ์เย็นลงแค่นั้นแหละ เดี๋ยวเรื่องเงียบเมื่อไหร่ พี่จะรีบเข้าไปคุยให้... อ้อ! แล้วก็ช่วงนี้อยู่เฉยๆ ไปก่อนนะ อย่าไปหาทำอะไรแปลกๆ พิเรนทร์ๆ อีกล่ะ เข้าใจไหม?)
มิลาสะอึกเบาๆ เมื่อได้ยินคำเตือนนั้น...
'ทำอะไรแปลกๆ เหรอ? แผนการหาสปอนเซอร์นี่นับว่าแปลกไหมนะ?'
"ระ... รับทราบค่าคุณผู้จัดการ!" หญิงสาวรีบรับคำกลบเกลื่อน "มิลาจะเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซนแน่นอนค่ะ"
(ดีมาก มีอะไรก็โทรมาหาพี่นะ)
"ค่า พี่เรย์พักผ่อนบ้างนะ"
มิลาวางสายพร้อมรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า อย่างน้อยในวันที่มืดมนที่สุด เธอก็ยังมีพี่เรย์เป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจที่มั่นคงที่สุด
ร่างบางทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียง จ้องมองเพดานห้องที่มีรอยน้ำรั่วซึมเป็นวงกว้าง ปล่อยใจให้ล่องลอยไปสักพัก...
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์ในมือสั่นคำรามขึ้นอีกครั้ง มิลาขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดว่าพี่เรย์คงลืมสั่งความอะไรบางอย่าง หรือโทรมาเตือนเรื่องอย่าหาทำเรื่องแปลกๆ ซ้ำสอง
"ว่าไงอีกคะพี่เรย์ มีอะไรจะบ่นอีกคะ?"
เธอกดรับสายแล้วกรอกเสียงหยอกล้อลงไปอย่างเป็นกันเอง ทว่า... ปลายสายกลับเงียบกริบ ไร้เสียงนุ่มนวลของพี่เรย์ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ฟังดูเยือกเย็นและทรงอำนาจ
(ฉันไม่ใช่เรย์)
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลดังลอดออกมา ประโยคสั้นๆ ที่ทำเอามิลาสะดุ้งโหยงจนเด้งตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรงโดยอัตโนมัติ
"คะ... คุณพ่อ... เอ้ย! ท่านประธานเหรอคะ?" หญิงสาวละล่ำละลักถาม มือไม้เริ่มสั่น
(อีกยี่สิบนาที... ออกมาเจอฉันที่โรงแรม The Grand Paragon)
"หะ... โรงแรม?" มิลาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวเร็ว "ดะ... เดี๋ยวค่ะ ตอนนี้เลยเหรอคะ? แต่ว่า..."
(ห้อง 2509... อย่าให้ฉันต้องรอ)
ติ๊ด!
สายตัดไปดื้อๆ ทิ้งให้มิลานั่งอ้าปากค้างอยู่กลางห้อง
'ยี่สิบนาที! โรงแรมหรูใจกลางเมือง! แถมยังนัดเจอในห้องพัก!'
สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว 'นี่มันสัญญาณไฟเขียวใช่ไหม? เขาเรียกเราไปหาแปลว่าเขาสนใจข้อเสนอ 'สปอนเซอร์' แล้วใช่ไหม?!' ถึงแม้สถานที่จะดูสุ่มเสี่ยงไปหน่อย แต่สำหรับนางร้ายที่หลังชนฝาอย่างเธอ นาทีนี้ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว!
"ยี่สิบนาที... ตายแล้วอีเหมย! สภาพนี้เนี่ยนะ!"
มิลาหันขวับไปมองกระจกแล้วก็ต้องกรีดร้องออกมาเบาๆ สภาพเธอตอนนี้เหมือนศพเดินได้ที่กินแต่ไข่เจียวมาสามวัน ขอบตาคล้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อยืดตัวย้วยกับกางเกงขาสั้นสีซีด... ขืนไปสภาพนี้ ท่านประธานคงถีบหัวส่งออกมาตั้งแต่หน้าล็อบบี้
ไม่ได้การแล้ว ต้องงัดไม้ตาย
ปฏิบัติการแปลงโฉมฉบับเร่งด่วนเริ่มขึ้นราวกับฉากในหนังสายลับ!
มิลาวิ่งวุ่นไปทั่วห้องรื้อค้นตู้เสื้อผ้า คว้าเดรสรัดรูปสีแดงเพลิงที่ซื้อมาดองไว้ตั้งนานแล้วออกมา ชุดนี้แหละที่จะช่วยพรางหุ่นบางๆ ให้ดูมีน้ำมีนวลขึ้น... หรือเปล่านะ?
หญิงสาวสวมชุดแล้วหันมาส่องกระจก ก่อนจะหน้าซีดเผือดเมื่อนึกถึงคำโกหกคำโตที่เพิ่งพ่นใส่หน้าท่านประธานไปเมื่อวันก่อน
'สัดส่วนเป๊ะเวอร์ อก 36 เอว 23 สะโพก 35... นี่มันหุ่นนาฬิกาทรายของแท้เลยนะคะ!'
"ตายห่า..." มิลาอุทานเสียงหลง ก้มมองหน้าอกหน้าใจไซซ์ 32 ของตัวเองด้วยความสิ้นหวัง
ความจริงที่แสนโหดร้ายคือเธอเป็นสาวไซซ์มินิ มาตรฐานหญิงไทยใจงาม ไม่ใช่นางแบบวิกตอเรียซีเคร็ตอย่างที่โม้ไว้ ขืนไปสภาพ 'ไม้กระดาน' แบบนี้ มีหวังโดนข้อหาหลอกลวงผู้บริโภคเพิ่มอีกกระทงแน่
มิลาไม่รอช้าคว้าถุงเท้าคู่ใหม่ที่ม้วนเป็นก้อนกลมๆ ยัดเข้าไปในบราดันทรงฟองน้ำหนาพิเศษ ตามด้วยทิชชู่อีกกำมือหนึ่งเพื่อจัดทรงให้ดูอวบอิ่ม ดันทรงขึ้นไปจนแทบจะชนคอหอย
"โอเค... ตูมแล้ว! จาก 32 กลายเป็น 36 ได้ในพริบตา! วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังต้องกราบ!"
หญิงสาวหมุนตัวเช็กความเรียบร้อย เอามือตบๆ จัดทรงให้ดู (เหมือนจะ) เป็นธรรมชาติที่สุด อย่างน้อยถ้าไม่โดนจับ ก็คงดูไม่ออกหรอก... มั้ง?
ต่อด้วยใบหน้า... รองพื้นหนาเตอะถูกโบกทับรอยคล้ำใต้ตา คอนซีลเลอร์ถูกแต้มกลบสิวเครียด กรีดอายไลเนอร์หางเฉี่ยวแบบแคตอายส์เพื่อเพิ่มความเซ็กซี่เย้ายวน ปัดมาสคาร่าให้ขนตางอนเด้ง ติดตาสติกเกอร์สองชั้นเพื่อลบคราบความสวยใสสไตล์สาวหมวยออกไป ให้เหลือแต่ความแซ่บยั่วยวน และปิดท้ายด้วยลิปสติกสีแดงก่ำขับผิว
ผมลอนคลายๆ ถูกจัดทรงให้ดูยุ่งนิดๆ เหมือนเพิ่งตื่นนอนแบบเซ็กซี่ น้ำหอมกลิ่นฟีโรโมนที่พี่เรย์เคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดถูกฉีดพรมไปตามจุดชีพจรจนฟุ้งทั่วห้อง
มิลาสวมรองเท้าส้นสูงปรี๊ดขนาดห้านิ้ว ยืนเช็กความเรียบร้อยหน้ากระจกอีกครั้ง
ภาพที่สะท้อนกลับมาคือ 'มิลา' นางร้ายตัวแม่ในชุดแดงเพลิง แหวกอกลึกโชว์เนินเนื้อ (ที่ยัดไส้มาอย่างดี) พร้อมจะไปขย้ำเหยื่อ... หรือไม่ก็พร้อมจะไปเป็นเหยื่อให้เขาขย้ำ!
"ขอโทษนะพี่เรย์..." หญิงสาวพึมพำกับตัวเองในกระจก นึกถึงคำเตือนเมื่อครู่ "แต่เหมยคงต้องทำเรื่องแปลกๆ ซะแล้วล่ะ"
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนเกือบสำลักกลิ่นน้ำหอมตัวเอง คว้ากระเป๋าใบเก่ง แล้วก้าวเท้าออกจากห้องด้วยความมุ่งมั่น
'ลุยกันเลย... คืนนี้ไม่ใครก็ใคร ต้องได้เสีย (หน้า) กันไปข้างหนึ่งแหละ!'