หลังจากอาหารมื้อเช้าผ่านไปเซอร์เกและอาภาศิริก็แยกไปเตรียมตัวเดินทาง ส่วนมณีบุษราออกไปเดินเล่นในสวนหย่อมระหว่างรอส่งผู้เป็นแม่ไปฮันนีมูน
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมามณีบุษราก็เห็นบอดี้การ์ดช่วยกันยกกระเป๋ามาขึ้นรถที่จะใช้เดินทางไปสนามบิน เซอร์เกและอาภาศิริเดินตามออกมาโดยปราศจากเงาของเฮกเตอร์
“เที่ยวให้สนุกนะคะคุณลุง คุณแม่” เสียงหวานใสกล่าวอวยพรหลังจากเดินมาสมทบที่หน้าคฤหาสน์
“หนูเองก็ดูแลตัวเองด้วยนะลูก” อาภาศิริดึงลูกสาวเข้ามากอดด้วยอดห่วงไม่ได้ตามประสาคนเป็นแม่ถึงแม้มณีบุษราจะโตแล้วก็ตาม
“บัวสัญญาค่ะแม่ว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
“ไปกันเถอะครับฮันนี่ ผมกำชับเฮกเตอร์แล้วว่าให้ดูแลหนูบัวให้ดี” เซอร์เกแตะแขนภรรยาเบาๆ อาภาศิริจูบแก้มใสของลูกสาวก่อนจะก้าวขึ้นรถซึ่งบอดี้การ์ดเปิดประตูรออยู่แล้ว
รถคันหรูค่อยๆ แล่นออกจากหน้าคฤหาสน์เมื่อผู้เป็นเจ้านายก้าวขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวยืนรอจนกระทั่งรถแล่นพ้นอาณาเขต จึงค่อยๆ เดินกลับเข้าไปข้างใน ทว่าเท้าเล็กๆ ก็ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นว่าร่างสูงยืนขวางทางอยู่ เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาผูกเนกไทสีกรมท่าเข้ากับเสื้อ ชายเสื้อซ่อนไว้ในกางเกงสแล็กสีเทาควันบุหรี่ คาดทับด้วยเข็มขัดหนังสีดำ
มณีบุษรายอมรับกับตัวเองว่าเฮกเตอร์ไม่ใช่ผู้ชายที่หล่อเหลาแค่ใบหน้า หากรูปร่างของเขาก็งดงามสมส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าและแข็งแกร่งอย่างชายชาตรีทุกประการ
“เขาไปกันแล้ว เราไปกันบ้างดีกว่าบัว” ไม่พูดเปล่าแต่มือใหญ่ยังเอื้อมมาจับเอาข้อมือน้อยและทำท่าว่าจะจูงให้เดินตามตัวเอง หญิงสาวขืนตัวไว้และมองคนถือวิสาสะด้วยสายตาวาววับ แต่เฮกเตอร์ไม่สะทกสะท้านอะไรเช่นเคย
“จะไปไหนคะ ปล่อยฉันก่อน”
“จะพาไปเปิดหูเปิดตาน่ะสิบัว อยู่แต่ในบ้านน่าเบื่อจะตาย” เฮกเตอร์ยอมตอบแต่ไม่ยอมปล่อยข้อมือของเธอ
“ฉันจะไม่ยอมไปไหนกับคุณทั้งนั้น ถ้าคุณไม่บอกก่อนว่าจะไปไหน”
“ไปกาสิโน”
คำตอบของเขาทำให้มณีบุษรานิ่งไปครู่หนึ่ง สมองทำการประมวลผลอย่างรวดเร็ว การไปครั้งนี้อาจจะทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธเถื่อนและยาเสพติดที่เฮกเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ก็ได้ เท่าที่เธอเคยดูหนังประเภทสืบสวนสอบสวนและจากการได้รับการฝึกในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้รู้ว่าเหล่าบรรดามาเฟียและเจ้าพ่อทั้งหลายมักจะซ่อนสิ่งผิดกฎหมายเอาไว้ที่แหล่งฟอกเงินอย่างกาสิโนโรยัลนี่แหละ
“แค่เข้าไปดูเฉยๆ น่าแม่ชีน้อย ไม่ได้เข้าไปเล่นสักหน่อย แค่นี้คงไม่ถึงกับต้องไปชำระบาปที่โบสถ์หรอกใช่ไหม” เสียงทรงเสน่ห์พูดขึ้นเมื่อหญิงสาวเงียบเหมือนกำลังคิดหนัก
“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นซะหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่าตกลงไปกับผมนะ” เขาตัดสินใจให้เสร็จสรรพ ออกแรงดึงจนมณีบุษราต้องยอมก้าวตามไปที่หน้าคฤหาสน์อีกครั้ง
บอดี้การ์ดเปิดประตูรถรออยู่แล้ว เฮกเตอร์รุนหลังให้มณีบุษราก้าวขึ้นไปนั่งในตอนหลังของรถ จากนั้นเขาก็ตามขึ้นนั่งเบาะที่ว่างข้างๆ กัน
ทันทีที่ประตูปิดลงและเมอร์เซเดส เบนซ์กันกระสุนแล่นออกจากคฤหาสน์มณีบุษราจึงรู้ว่าตัวเองตัดสินใจผิด เพราะบรรยากาศคล้ายดั่งว่าเธอกำลังโดนขังอยู่ในพื้นที่แคบๆ กับเขาสองต่อสอง เฮกเตอร์ขยับมานั่งเบียดจนสะโพกแกร่งแนบชิดกับสะโพกกลมกลึง ต้นขาแข็งแรงเสียดสีกับต้นขาของเธออย่างจงใจ
“ถอยไปห่างๆ หน่อยสิคะ รถตั้งกว้างจะมานั่งเบียดฉันทำไม” เสียงหวานสั่นน้อยๆ ด้วยความรู้สึกหวั่นไหว พยายามจะขยับหนีแต่ก็ไปไหนไม่ได้เพราะมือแกร่งโอบหัวไหล่เอาไว้
“ก็ผมไม่อยากให้บัวขาดความอบอุ่นนี่นา พ่อกับแม่ของเราไม่อยู่ดังนั้นเราสองคนควรจะรักกันให้มากๆ สิ” ประโยคสุดท้ายเขาก้มลงมากระซิบเสียงพร่าใกล้ๆ หู กลิ่นกายสาวที่หอมอ่อนๆ และแก้มเนียนใสที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เฮกเตอร์อดใจไม่ไหวที่จะยื่นจมูกเข้าไปจูบแก้มนุ่มเบาๆ
“คุณเฮกเตอร์!” เสียงหวานใสอุทานออกมา มือข้างซ้ายยกขึ้นแตะแก้มตัวเองขณะหันขวับไปมองเขาอย่างเคืองขุ่น จนริมฝีปากอมชมพูเกือบจะชนกับริมฝีปากหยักของเขา มณีบุษราถึงกับสะดุดลมหายใจตัวเอง หน้าตาเนื้อตัวร้อนผะผ่าวไปหมด
“ห้ามเรียกว่าคุณเฮกเตอร์ ไม่อย่างนั้นจะจูบ”
เฮกเตอร์ขู่เสียงพร่า ดวงตาฉายประกายเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าหื่นถึงจะถูก สายตาของเขาจับจ้องมองเรือนร่างของเธออย่างอุกอาจคล้ายกำลังค่อยๆ เปลื้องเสื้อผ้าออกทีละชิ้น
มณีบุษราร้อนวูบวาบไปทั้งตัวเหมือนจะเป็นไข้ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงโครมครามเร็วระรัวไม่เป็นส่ำ ความวาบหวิวแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างจนไม่อาจควบคุม
“แล้วจะให้เรียกยังไงคะ”
“เรียกเฮกเตอร์เฉยๆ เพื่อนผมเขาเรียกแบบนี้กันทั้งนั้น”
“ฉันไม่ชินนี่คะ”
“ไม่ชินก็ต้องหัดเรียกเอาไว้ให้คุ้นปาก ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอนะแม่ชีน้อย”
“เรียกก็ได้ค่ะ แต่ปล่อยฉันก่อนได้ไหมคะ”