บทนำ
ภายในห้องแสดงผลงานของพิพิธภัณฑ์ศิลปะในขวดแก้วเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งต่างก็เข้ามาเที่ยวชมดูความสวยงามของสิ่งประดิษฐ์ในขวดแก้ว อันเต็มไปด้วยคุณค่าทางสถาปัตยกรรมเก่าแก่ และความเรียบง่ายของวัฒนธรรมในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านทรงไทย เก๋งจีน หรือแม้แต่เรือในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกประกอบเข้าไปอยู่ในขวดแก้วได้อย่างน่าอัศจรรย์
ผู้คนต่างพากันตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้พบเห็น รวมไปถึงเด็กสาวในชุดนักเรียนมอปลายที่ยืนอยู่ข้างๆ กับเด็กหนุ่มลูกครึ่งไทยฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในชุดลำลอง ทั้งสองต่างพากันจ้องมองโมเดลขวดแก้วขนาดปานกลาง ที่ข้างในบรรจุเรือสำราญเอาไว้ด้วยความตื่นเต้นราวกับเพิ่งได้พบเจอกับของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง
“มันสวยมากๆ เลยฌอน” เสียงหวานเอ่ยอย่างร่าเริง นัยน์ตากลมโตเพ่งมองไปยังโมเดลที่ถูกนำมาตั้งโชว์อย่างชื่นชม
นี่เป็นครั้งแรกที่แก้วกานดาได้เข้ามาดูศิลปะในขวดแก้วของจริง มันสวยและอลังการเอาไว้กว่าที่คิด งานทุกชิ้นทำออกมาอย่างประณีตสวยงาม บ่งบอกได้ว่ากว่าจะได้งานแต่ละชิ้นมา คนทำต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนซึ่งเธอนับถือคนที่ประดิษฐ์สิ่งเหล่านี้มากจริงๆ หากคนที่ใจร้อนไม่มีสมาธิในการทำงาน มาทำก็คงจะพังลงไม่เป็นท่า เด็กสาวคิดแบบนั้น
“เราเดินไปดูตรงนั้นดีไหม” เสียงทุ้มหนักของฌอนพูดขึ้น หลังจากที่ยืนยิ้มอยู่นาน เห็นแก้วกานดายิ้มแย้มแจ่มใส เขาเองก็มีความสุข เด็กสาวดูตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น นี่ตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้เธอก็ยังไม่หยุดยิ้ม เขาเลยคิดว่าเธอคงจะชอบมันมากจริงๆ พลางนึกไปว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดเลยที่ไปรับเธอที่โรงเรียน แล้วพามาที่นี่
“ไปสิ” ว่าแล้วแก้วกานดาก็เดินมาพร้อมกับยื่นมือไปกุมมือหนาของฌอนไว้อย่างแนบแน่น ทำเอาอีกคนหัวใจพองโตอย่างไม่ทราบสาเหตุ ใบหน้าหล่อเหลาที่ก่อนหน้านี้ซีดเผือกเพราะอาการป่วยเข้ามารุมเร้า ก็ได้แดงระเรื่อขึ้นมาราวกับต้นไม้แห้งที่ได้รับน้ำ จากต้นไม้ที่ใกล้ตายก็ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าตัวเองด้วยการก้มหน้าลงและเสมองไปทางอื่นแทน
“เราอยากทำเรือในขวดแก้วกับเธอนะแก้วกานดา” ฌอนพูดหลังจากเงียบอยู่นาน ทั้งสองเดินมายังโซนหนึ่งซึ่งมีโมเดลวางเรียงกันอยู่อย่างสวยงาม หนึ่งในนั้นมีขวดแก้วอันเล็กวางอยู่ที่มุมของแท่นวาง ฌอนเกิดความคิดขึ้นมาว่าอยากจะลองทำมันดูสักครั้ง และเขาก็อยากจะทำร่วมกันกับแก้วกานดา
“เราจะทำมันได้เหรอ? แก้วว่ามันดูยากไปหรือเปล่า” เด็กสาวหันไปมองตามเด็กหนุ่ม เธอคิดว่างานแบบนี้มันต้องประณีตมากๆ ซึ่งเธอก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานด้านนี้ ถ้าทำจริงคงต้องใช้เวลาหลายปีแน่กว่าจะเสร็จ
“มันไม่ยากเกินไปหรอกถ้าเราจะทำ ไว้มีโอกาสเราต้องทำเรือนี้ด้วยกันให้ได้ เราอยากทำร่วมกันกับเธอ” ฌอนพูดอย่างมุ่งมั่น แก้วกานดาจึงพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มหวานให้
คนทั้งสองเดินชมโมเดลทั่วทั้งงานก่อนจะพากันกลับบ้าน แต่ในระหว่างทางฌอนก็ได้เดินเซไปเซมาแล้วเกิดอาการหอบขึ้นมากะทันหัน จนแก้วกานดาต้องรีบพยุงเขาไปนั่งพักตรงเก้าอี้ที่สวนสาธารณะข้างๆ
“นั่งพักก่อนนะฌอน” แก้วกานดารีบหยิบสมุดในกระเป๋าขึ้นมาหนึ่งเล่มแล้วพัดให้กับฌอนเพื่อถ่ายเทอากาศให้เขาได้หายใจสะดวกขึ้น “แก้วขอโทษนะที่เป็นต้นเหตุให้ฌอนต้องเป็นแบบนี้” เสียงหวานเอ่ยอย่างรู้สึกผิด เป็นเพราะเธอแท้ๆ ทำให้เขาต้องไม่สบายกลางทาง เธอน่าจะรู้ดีตั้งแต่แรกแล้วว่าฌอนไม่ค่อยแข็งแรง แต่เพราะอยากมาเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ ทำให้เธอลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิทใจ แล้วตกลงมากับเขาโดยที่ไม่ทักท้วงอะไร
“แก้วไม่ผิดหรอก เราแค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ แดดตอนเย็นๆ นี่มันร้อนดีเนอะ ดูสิ เหงื่อไหลลงมาเต็มหน้าเลย” มือหนายกขึ้นเช็ดเหงื่อตัวเอง เขาพยายามพูดติดตลก หากอีกคนกลับไปตลกไปด้วย แก้วกานดารู้ว่าฌอนกำลังฝืนตัวเองแล้วปั้นหน้ายิ้ม ทั้งๆ ที่ตอนนี้ใบหน้าของเขาแทบจะไม่มีสีเลือดอยู่แล้ว
“เดี๋ยวแก้วไปส่งฌอนกลับบ้านเองนะ แก้วไม่ไว้ใจให้ฌอนกลับเองเพราะถ้าฌอนเป็นอะไรไป แก้วคงจะโกรธตัวเองมากๆ ที่เป็นต้นเหตุ แก้วนี่มันแย่จริงๆ เลยที่เอาแต่ใจตัวเอง น่าจะนึกถึงเรื่องสุขภาพของฌอนก่อนว่าวันนี้ฌอนเพิ่งไปหาหมอมา แก้วขอโทษจริงๆ นะ”
วันนี้ฌอนหยุดเรียนหนึ่งวันเพราะต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล พอตรวจเสร็จเขาก็ตรงไปรับแก้วกานดาที่โรงเรียนเพื่อพาเด็กสาวไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ เพราะเขารู้ว่าแก้วกานดาอยากไปที่นั่น เขาเองก็เคยไปมาก่อนเธอครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นความงดงามของมัน เขาก็อยากจะพาเธอมาดู หากจะพามาวันเสาร์หรืออาทิตย์ก็คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะแก้วกานดาต้องไปเรียนพิเศษ เขาเองก็เช่นกัน มันก็คงจะเป็นวันธรรมดาที่เลิกเรียนเร็วกว่าปกตินี่แหละ ที่จะสามารถพาเธอมาได้
“เราไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอกน่ะแก้ว บอกแล้วไงว่าแดดตอนเย็นมันร้อน เราไม่ได้ป่วยเสียหน่อย” ฌอนยักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ เขาพยายามปั้นหน้ายิ้มเพื่อให้อีกคนสบายใจ ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้เธอเห็นเลย ยิ่งนับวันร่างกายเขาก็ทรุดลงมาเรื่อยๆ เพราะร่างกายที่มีแต่โรคเข้ามารุมเร้า
“ฌอนชอบทำให้แก้วเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย” แก้วกานดาพูดเสียงเบา สีหน้าของเธอบ่งบอกได้ว่าเป็นห่วงเขาอย่างที่พูดจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งพูดเพื่อให้ความหวัง หากมันออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงของเธอ
“แก้วเป็นห่วงเราจริงเหรอ?” แววตาของคนถามเป็นประกาย รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็แทบจะกระเด็นออกมาจากอกเมื่อหญิงสาวได้พูดประโยคถัดมา
“ก็จริงน่ะสิ เป็นห่วงมากด้วยนะรู้ไหม” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม ฌอนเป็นเพื่อนที่แสนดีของเธอเพียงคนเดียว เป็นคนที่เธอกล้าทำเรื่องเปิ่นๆ ต่อหน้า เป็นคนที่เธอรู้สึกว่าอยากอยู่ด้วยใกล้ๆ และเป็นคนที่เธออยากดูแล หากแก้วกานดาก็ไม่เคยรู้เลยว่าฌอนก็คิดแบบเดียวกับที่เธอคิด
“แก้วทำให้เราอยากดูแลแก้วคืนบ้าง แต่เราคงทำแบบนั้นไม่ได้” ฌอนพูดเสียงพร่า ถ้าเขาแข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไปก็ดีน่ะสิ แต่นี่มันไม่ใช่ คนอย่างเขาจะไปดูแลใครได้ ทุกวันนี้ก็แทบเอาตัวเองไม่รอด
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” เด็กสาวเอียงคออย่างสงสัย จ้องหน้าอีกฝ่ายเพื่อรอเอาคำตอบ
“แก้วดูเราสิ เราไม่ได้แข็งแรงเหมือนกับคนอื่นๆ นะ” พูดแล้วก็ยิ้มเศร้าให้กับตัวเอง โชคชะตาคนเรามันไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมาร่างกายไม่ครบสามสิบสอง ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับพยุงให้พวกเขาเติบโต มีชีวิตที่ก้าวเดินต่อไป บางคนแม้จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในร่างกาย แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ ซึ่งต่างจากเขา ที่เกิดมามีครบหมดทุกประการ แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่เป็นภาระให้คนอื่นต้องมาคอยดูแล
“เอาอย่างนี้ดีไหม เรามาตกลงกัน”
“ตกลงเรื่องอะไรเหรอ?” ฌอนเลิกคิ้วสูง แก้วกานดายิ้มอย่างมีเลศนัยเหมือนกับว่ามีแผนการอะไรบางอย่างที่คิดอยู่ในใจ และเขาก็สังหรณ์ใจว่ามันต้องเป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงแน่นอน เพราะไม่อยากนั้นเธอก็คงจะไม่ยื่นมือมากุมมือเขาและบีบมันแน่นแบบนี้
“ถ้าฌอนกลัวว่าตอนนี้ฌอนจะดูแลแก้วไม่ได้ เรารอเวลาดีไหม อีกสิบสองปีข้างหน้า ถ้าแก้วอายุสามสิบ แล้วแก้วยังไม่มีแฟน ฌอนก็ยังไม่มีแฟน เราสองคนจะมาแต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน ดูแลกันไปจนแก่จนเฒ่าเลย ดีป่ะ” เด็กหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เมื่อได้ยินประโยคคำพูดหลุดมาจากริมฝีปากบาง ไม่อยากจะเชื่อว่าแก้วกานดาจะกล้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ด้วย หากอีกฟากของความคิดกลับดีใจจนแทบอยากจะลุกขึ้นเต้น เขาเชื่อว่าเธอคงไม่พูดล้อเล่น เพราะแก้วกานดาไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเป็นคนที่พูดจริงทำจริง และแน่นอนว่าสิ่งที่เธอบอกเขามา เขาเทใจเชื่อไปแล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
“มันจะดีเหรอแก้ว เรื่องอนาคตมันไม่แน่ไม่นอนหรอกนะ” ทว่าฌอนก็กลับยังไม่มั่นใจอยู่ในที ในยามนี้เขาและเธอยังเด็กเกินไปที่จะพูดเรื่องแต่งงาน เพราะไม่มีใครรู้อนาคตได้
“ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ป่ะ หรือว่าฌอนไม่อยากคบกับแก้ว?” แก้วกานดาหยักเชิงถาม คนฟังถึงกับต้องรีบตอบรับกลับมาทันทีโดยที่ไม่ทันได้คิดไต่ตรอง
“ตกลง อีกสิบปีถ้าเราสองคนยังไม่มีใคร เราจะมาแต่งงานกัน”
เด็กสาวฉีกยิ้มกว้างทันทีที่ได้รับคำตอบ และคนที่ตอบคำถามก็ได้แต่ยิ้มเกลื่อน หากพอคิดอีกทีแล้วมันก็ไม่เลวเหมือนกันที่จะลองตอบตกลงดู
บางทีอนาคตเขากับเธออาจจะเกิดมาคู่กันจริงๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้...