บทนำ 1 : สวรรค์จันทรา

1311 Words
บรรยากาศบนสรวงสวรรค์เต็มไปด้วยความเคร่งขรึม เหล่าเทพเซียนจากทั่วทุกชั้นฟ้าได้รวมตัวกัน ณ ท้องพระโรงแห่งสวรรค์ เพื่อหารือถึงวิกฤตที่กำลังคุกคามทั้งโลกมนุษย์และแดนสวรรค์ เหนือบัลลังก์ทองคำ เฮ่าเทียนตี้จุน จักรพรรดิผู้ครองสวรรค์ ทรงเปล่งสุรเสียงหนักแน่น สะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรง “บัดนี้ หมู่มารได้บังอาจบุกรุก ทำลายและครอบครองโลกมนุษย์ มิหนำซ้ำ ยังลามปามขึ้นมาก่อกวนยังสรวงสวรรค์! พวกเราจะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้! จะต้องหาทางกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก!” เฮ่าเทียนตี้จุนผู้ปกครองสวรรค์กล่าว เสียงสนทนาอื้ออึงของเหล่าเทพเซียนดังกระหึ่มด้วยความกังวล เทพแห่งสงครามผู้ทรงพลังที่สุดในบรรดาเทพนักรบลุกขึ้น ประสานมือคารวะจักรพรรดิอย่างเคร่งขรึม “องค์จักรพรรดิ ข้าได้ส่งบุตรชายของข้าลงไปสำรวจโลกมนุษย์แล้ว” เสียนเทียนกล่าว “เขาเป็นเทพแห่งสงครามที่เก่งกาจยิ่งนัก ข้ายินดีจะให้เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพสวรรค์ในการศึกครั้งนี้” เฮ่าเทียนตี้จุนพยักหน้าช้า ๆ ดวงเนตรเปล่งประกายทรงอำนาจ “ดีมาก อย่างไรก็ดี พวกเจ้าจะต้องช่วยกันเฝ้าระวังปกป้องทั้งโลกมนุษย์และสวรรค์ ข้าจะไม่ยอมให้หมู่มารเหิมเกริมไปมากกว่านี้” ขณะที่เหล่าเทพสนทนากันอย่างเคร่งเครียดนั้นเย่ว์ซิน เทพแห่งจันทรา เป็นธิดาแห่งจักรพรรดิผู้ครองสวรรค์ นั่งอยู่เงียบ ๆ แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ภายในใจของเย่ว์ซินกลับปั่นป่วน เธอหลงใหลโลกมนุษย์เสมอมา ดวงตาของเธอทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง ฝ่ามือบีบกันแน่นอย่างลังเล “เหล่าเทพกังวลเรื่องศึกสงคราม...แต่ไม่มีผู้ใดใส่ใจชะตากรรมของมนุษย์ที่กำลังทุกข์ทรมาน” เธอรำพึงกับตนเองในใจแม้ว่ากฎสวรรค์จะเข้มงวด ไม่อนุญาตให้เทพลงไปยังโลกมนุษย์โดยพลการ แต่เย่ว์ซินก็ตัดสินใจแน่วแน่ เธอจะต้องลงไปดูด้วยตาของตัวเอง ว่ามนุษย์ต้องเผชิญกับอะไรกันแน่ เธอเงยหน้าขึ้น แอบลอบถอนหายใจ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นและหายตัวไปจากที่ประชุม นางกำนัลเดินตามธิดาเทพไปยังห้องบรรทมอย่างเงียบงัน เยว์ซินเป็นธิดาเทพผู้เลอโฉม ร่างบางของนางงดงามดุจดวงจันทร์ที่ทอแสงเจิดจรัสไร้สิ่งใดเทียบเทียม นางปลดอาภรณ์สีเงินระยิบระยับราวแสงแห่งรัตติกาลออกจากกาย พร้อมถอดมงกุฎประดับมุกจันทราสีเงินเหลือบฟ้า และคู่กำไลเงินสลักลายเสี้ยวพระจันทร์และหมู่ดาว ทุกครั้งที่ธิดาเทพขยับ กำไลเหล่านั้นจะสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับดั่งดาวบนฟากฟ้า นางค่อยๆ ปลดต่างหูคริสตัลจันทราเส้นเล็กที่ดูราวกับดาวตกออกจากใบหู และสวมอาภรณ์สีฟ้าเรียบง่ายแทน สิ่งเดียวที่ยังคงติดกายนางตลอดคือแหวนไข่มุกจันทรา อัญมณีที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิด และไม่เคยถูกถอดออก "ธิดาเทพจะเสด็จไปที่ใดเพคะ?" ซือเหยา นางกำนัลคนสนิทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย "ข้าจะลงไปยังโลกมนุษย์ เจ้าจะติดตามไปด้วยหรือไม่ ซือเหยา?" เยว์ซินถามกลับ สายตานิ่งสงบแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน "ที่ใดที่ธิดาเทพเสด็จ หม่อมฉันย่อมตามไปเพคะ" ซือเหยาตอบหนักแน่น เยว์ซินยิ้มจางๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ "ดี ข้าจะไปยังหุบเขาผีเสื้อดำ อยากรู้ว่าที่นั่นมีหมู่มารและเหล่าเซียนชุมนุมกันมากเพียงใดอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่" "ที่นั่นอันตรายเพคะ! พระองค์สูญเสียพลังไปครึ่งหนึ่งเมื่อลงมายังโลกมนุษย์ พวกมารย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้แน่!" ซือเหยากล่าวเตือน สีหน้าเคร่งเครียด เยว์ซินหัวเราะเบาๆ "ข้าอ่อนแอเพียงนั้นเชียวหรือ? แม้พลังแห่งดวงจันทร์ของข้าจะใช้ไม่ได้ในยามกลางวัน แต่เมื่อตกค่ำ...มันคือเวลาของข้า เจ้าห่วงอันใดกัน ตัวเจ้าเองก็มีพลังมนตราไม่น้อย อย่าขลาดนักเลย" กล่าวจบ เยว์ซินหันหลัง ก้าวเดินไปยังประตูสวรรค์ที่ถูกปกปักโดยมังกรเทพ มังกรทองตัวยาวสง่าสะบัดลำตัวราวกับสายลมทองคำ เกล็ดของมันสะท้อนแสงเจิดจ้า แต่นางไม่รีรอ ใช้ม่านพลังรัตติกาลบดบังร่างจนไร้ร่องรอย ก่อนลอดผ่านประตูและหายไปจากสวรรค์ในพริบตา... ทันทีที่เท้าแตะพื้นโลกมนุษย์ กระแสพลังบริสุทธิ์ของนางแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าหมู่มารสะดุ้ง สัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เคยมีมาก่อน หุบเขาผีเสื้อดำ ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาที่ลอยคลุ้งปกคลุมราวกับม่านแห่งความลี้ลับ ลึกเข้าไปในหุบเขาผีเสื้อดำ มีสวนดอกไม้ต้องมนตร์ซ่อนอยู่ พื้นดินเย็นเยียบราวถูกแช่แข็งด้วยไอวิญญาณ และแม้ว่าดอกไม้ที่นี่จะมอดไหม้ในความมืดมิด ทว่าเมื่อเยว์ซินมาถึง...พวกมันกลับเบ่งบานขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เหล่าเซียนและหมู่มารสัมผัสได้ถึงพลังบริสุทธิ์จากดวงจันทร์ แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นของผู้ใด "ที่นี่เงียบจนน่าขนลุก ขนาดตอนกลางวันยังดูอันตราย ซือเหยา...ระวังตัวด้วย" "เจ้าค่ะ ธิดาเทพ" "ต่อไปให้เรียกข้าว่า เยว์ซิน เราเป็นพี่น้องกัน จงจำไว้" "ได้...เยว์ซิน" "ดีมาก" ดอกเถาวัลย์วิญญาณเลื้อยทอดตัวไปทั่วหุบเขา หากเข้าไปใกล้จะได้ยินเสียงกระซิบจากวิญญาณที่เวียนว่ายอยู่ในนั้น "ดอกไม้นี้สวยจังเลย เยว์ซิน" ซือเหยาเดินเข้าไปใกล้ดอกไม้สีฟ้าหม่นที่เปล่งแสงระยิบระยับ นางเอื้อมมือออกไปจะสัมผัส แต่ชะงักเมื่อเยว์ซินกล่าวเตือน "ห้ามจับเด็ดขาด! นั่นคือดอกครวญคร่ำ ผู้ใดสัมผัสมันจะได้ยินเสียงกระซิบของวิญญาณอยู่ในหูตลอดเวลา จนเสียสติไปในที่สุด" ซือเหยาหน้าถอดสี "ตายแล้ว! ที่นี่น่ากลัวจริงๆ ขนาดกลางวันยังชวนขนลุก กลางคืนจะรอดหรือไม่ก็ไม่รู้!" "เราเดินไปอีกหน่อย ข้ารู้สึกถึงกลิ่นอายมนุษย์จำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าพวกเขาอยู่ตรงไหนของหุบเขานี้" ทั้งสองเดินต่อไปจนพบกระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่ง ซึ่งมีหญิงชราและชายชราสองผัวเมียอาศัยอยู่ "ที่นี่มีผู้ใดอยู่หรือไม่? พวกเราหลงทาง ขอความช่วยเหลือด้วย!" ซือเหยาตะโกนเรียก เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้น "นี่ก็มืดค่ำแล้ว สองแม่นางมาจากที่ใดกัน เวลานี้ไม่มีใครกล้าออกมาเดินเพ่นพ่านในหุบเขาผีเสื้อดำหรอกนะ" "พวกข้าหลงทางมา ขออาศัยอยู่สักคืนได้หรือไม่?" เยว์ซินกล่าว หญิงชรายิ้มกว้าง "ได้สิ นังหนู พวกเจ้ามาเหนื่อยๆ เข้ามาพักเถอะ ข้ามีซุปข้าวให้รองท้อง" หญิงชราเดินออกไปพร้อมรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยลางร้าย ซือเหยาหยิบถ้วยน้ำแกงขึ้นมาเตรียมดื่ม แต่เยว์ซินรีบเอ่ยขึ้น "หากเจ้าดื่มเข้าไป ร่างกายของเจ้าจะขยับไม่ได้ พิษจะเผาไหม้กระดูกจนแหลกเป็นผุยผงในคืนเดียว... นั่นคือพิษแมงป่องปีศาจ" ซือเหยาตัวสั่น รีบเทซุปทิ้งทันที ไม่นาน พ่อเฒ่าแม่เฒ่าเผยร่างแท้จริงเป็นปีศาจแมงป่องหวังดูดกลืนพลังวิญญาณ แต่ทันทีที่พวกมันเริ่มลงมือ แหวนไข่มุกจันทราก็เปล่งแสงสว่างจ้า "คิดจะดูดพลังจากข้างั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!" เยว์ซินใช้วงเวทย์จันทราสะกดปีศาจทั้งสองไว้ในลูกแก้วทันที ซือเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD