สนามบิน…
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาจากญี่ปุ่น บินมาไทยเพื่อมาเยียวยาจิตใจของตัวเอง ประเทศที่อาหารก็อร่อยและผู้คนใจดีสุดๆ เลย
“ถึงสักทีประเทศไทย”
คุณลูกค้าตามมาทางนี้เลยนะคะ ทางนี้ค่ะ
สิ้นสุดเสียงพนักงานการบินก็มีรถมารับไปที่พักที่เขาเคยซื้อนั่นก็คือคอนโดนั่นเองเมื่อถึงที่พักแล้วก็จัดสัมภาระให้เรียบร้อย แล้วลงไปข้างล่างที่มีสวนสาธารณะอยู่
สวนสาธารณะ…
วันนี้เขาเองก็ไปที่สาธารณะใกล้ๆ และนั่งคิดอะไรหลายๆ อย่าง หลังจากที่ได้ลาออกจากงานเฮงซวยซึ่งมีสังคมงานที่เขาเจอนั้นมีแต่อะไรที่มันแย่ๆ จนทำให้ ซึกิ ต้องลาออกมาและมาเริ่มใช้ชีวิตอีกครั้ง แน่นอนว่าการใช้ชีวิตมันไม่ง่ายเลย พ่อแม่ของ ซึกิ เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก ตัวซึกินั้น ต้องหางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียนจนโต แต่ละวันก็ได้แต่นั่งตัดพ้อในใจว่าใช้ชีวิตมันช่างยากเหลือเกิน มันยากจริงๆ ชีวิตที่อยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีใครให้พักพิงใจ ไม่มีคนให้กอดเวลาที่ตัวเองเหนื่อย หลังจากที่นั่งเหม่อลอย ตาก็ได้เหลือบไปเห็น เด็กสาวคนหนึ่งที่มากับครอบครัว
คุณแม่คะ หนูอยากกินไอศกรีมค่ะ
ไม่ได้ค่ะ หนูไม่สบายอยู่ คุณแม่ไม่อนุญาตนะคะ
หลังจากที่คุณแม่เด็กสาวพูดจบหนูน้อยก็ได้แต่หน้างอด้วยความเสียใจที่ไม่ได้กินไอศกรีมของโปรด เพราะเธอนั้นไม่สบายอยู่ แต่บรรยากาศนั้นที่ทำให้ ซึกิ มองแล้วรู้สึกอบอุ่นและเสียใจในเวลาเดียวกัน เด็กน้อยหน้าตาน่ารักที่หันมานั้น เห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของคนแปลกหน้านั้นก็คือ ซึกิ จึงชี้และพูดกับแม่ว่า
คุณแม่คะทำไมพี่เขาร้องไห้หรอคะ
อย่าชี้พี่เขาแบบนั้นนะคะ มันไม่ดีค่ะ
หลังจากที่คุณแม่ของเด็กน้อยพูดจบเธอก็เดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อขอโทษและได้พูดขึ้นมาว่า
ขอโทษนะคะที่หนูชี้พี่เมื่อกี้
หลังจากที่เด็กน้อยพอโทษเสร็จและยืนกระดาษทิชชูเสร็จ ซึกิ เลยยิ้มและพูดขึ้นมาว่า
“ไม่เป็นไรครับ”
ด้วยสำเนียงที่ ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แม่ของเด็กน้อยเลยถามเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาว่า
ไม่ใช่คนที่นี่หรอคะ
หลังจากที่เขาได้คำถามก็ได้ตอบหญิงสาวกลับไปว่า
“ไม่ใช่ครับผมเป็นคนญี่ปุ่นเพิ่งย้ายมาอยู่ไทยไม่นาน แต่ก็เคยเรียนภาษาไทยมาบ้าง"
อ๋อ แบบนี้นี่เอง แล้วทำไมถึงมานั่งร้องไห้ตรงนี้คนเดียวหรอคะ
หญิงสาวก็ได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงแล้วเขาก็ได้ตอบเธอกลับไปว่า
“ไม่มีอะไรหรอกครับแค่ดูแล้วรู้สึกว่ามันอบอุ่นมากครับ ครอบครัวคุณดูอบอุ่นมากเลยนะครับ ดูแล้วทำให้คิดถึงพ่อกับแม่ของผม”
หลังจากที่ซึกิพูดจบ เขาก็ก้มหน้าลงอีกครั้งและน้ำตาก็ไหลออกมาเขาก็ไม่อาจห้ามได้อีกครั้ง ทำให้หญิงสาวที่เห็นสถานการณ์นั้น หญิงสาวนั่งลงเงียบ ๆ ข้างเขา เว้นระยะห่างพอดี
คงเหนื่อยมากเลยใช่ไหมคะ
ประโยคนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบ เธอแค่พูดออกมาเหมือนเข้าใจบางอย่าง
พี่เองก็เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าชีวิตมันหนักไปหมด เหมือนเราต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งที่จริงๆ
แล้วเราไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้นเลย
หญิงสาวมองไปข้างหน้าด้วยแววตาที่นิ่ง
เวลาที่เราอยากเล่าเรื่องของตัวเองให้ใครสักคนฟัง แต่ไม่มีใครให้เล่า ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครกอด
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
ตอนนั้นพี่คิดว่า ถ้ายังต้องอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ชีวิตคงไม่ไหว
เด็กหญิงตัวเล็กเดินเข้ามาจับชายเสื้อแม่เอาไว้
แต่พอรู้ว่ากำลังจะมีลูก…พี่ถึงรู้ว่า บางครั้งความหวังมันไม่ได้มาในรูปของคำปลอบใจ เขาว่ากันว่าเมื่อมีลูกแล้วจะมีความสุขพี่ก็เพิ่งเข้าใจ
เธอลูบหัวลูกสาวเบาๆ ด้วยความอ่อนโยนพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ลูกสาวของตัวเองและอุ้มขึ้นมานั่งที่ตัก
มันมาในรูปของคนอีกคน ที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อ
หญิงสาวหันกลับมามองซึกิอีกครั้งและพูดต่อ
พี่รู้ดี ว่าเด็กทุกคนต้องโต ต้องมีชีวิตของตัวเอง ไม่ได้อยู่กับพี่ไปตลอด หน้าที่ของพี่…มันไม่ใช่การรั้งเขาไว้ แต่เป็นการคอยอยู่ข้างๆ ในวันที่เขารู้ว่าโลกมันโหด
หญิงสาวยังคงมองร่างบางด้วยสายตาที่อ่อนโยนแม้จะเจอกันครั้งแรก
ใครสักคนที่ไม่เร่ง ไม่ตัดสิน ไม่ผลักให้ไปเข้มแข็งทั้งที่ยังไม่พร้อม
เธอได้ยื่นมือมาแตะหลังมือของเขาเบาๆ เหมือนเป็นการปลอบโยนของคนเป็นครอบครัวซะงั้น
น้องเองก็ไม่จำเป็นต้องรีบเข้มแข็งนะคะ หนูยังเด็กอยู่ แบกมันน้อยกว่านี้ก็ได้ และปัญหาบางอย่าง…มันจบไปแล้ว เหลือแค่อารมณ์กับความรู้สึกที่เรายังถือมันไว้
ก่อนที่เธอจะส่งยิ้มให้ซึกิก็ได้พูดเสริมอีกว่า
คิดถึงมันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับมัน แค่ค่อย ๆ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำอะไรเล็ก ๆ ที่ทำแล้วใจเราสงบ ไม่ต้องเหมือนใคร ไม่ต้องสำเร็จเร็ว
เธอยิ้มให้ร่างบางครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกไป ทิ้งท้ายประโยคที่ทำให้คิด
ถ้าน้องเริ่มได้…เป้าหมายมันจะเดินมาหาเองค่ะ
และนั่งนึกคิดในสิ่งที่หญิงสาวนั้นบอกมาทั้งหมดมันก็จริงอย่างที่เธอบอก เพราะทั้งชีวิตที่เขาใช้มานั้นก็จมอยู่กับความเศร้าและทำงานไปวันๆ ไม่ให้ร่างกายได้พักผ่อน ไม่ให้จิตใจได้รู้ถึงความสงบ ซึกิ ก็ได้คิดแล้วว่าตัวเขายังรักตัวเองไม่มากพอ ยังไม่มากพอจริงๆ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำให้มีความสุขได้ มันก็แค่อะไรเล็กๆ สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้จิตใจนั้นสงบและมีความสุข หลังจากนี้ร่างบางได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มต้นกับมันใหม่ การคุยกับเธอหรือคนแปลกหน้าวันนี้มันกลับทำให้ตัวเขาเองคิดอะไรได้หลายอย่าง ทั้งรู้สึกดี และมีแรงอีกครั้งที่จะใช้ชีวิต ประโยคนี้ทำให้ตัวของ ซึกิ ดึงสติของตัวเองกลับมาได้ ว่าตัวเขาก็มีสิ่งที่ทำแล้วชอบก็คือ
(เขียน จด การบันทึก)
นั่นคือสิ่งที่ ซึกิ ทำตลอดเวลาที่เหงาหรือเศร้ามันคือทุกอย่างในชีวิตของเขาเลยล่ะ ตัวเขานั้นมีเป้าหมายอีกครั้งก็คือ “การเขียนนิยาย” นิยายที่เขาจะเขียนขึ้น ที่มากกว่านิยายเป็นสิ่งที่รัก สิ่งที่ทำให้สงบ แต่ในเวลาที่ผ่านตัวเขามัวแต่ไล่ตามความทุกข์ไล่ตามในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบ คิดไปสักพักก็มีแมวมาคลอเคลียที่ขาของร่างบาง
“หื้อ เจ้าแมวน้อย”
เมี๊ยว ~ เมี๊ยว แมวน้อยที่ส่งเสียงร้องพร้อมคลอเคลียซํ้าไปซ้ำมาไม่มีท่าทีว่าจะไป
“นี่ไม่มีอาหารให้หรอกนะเจ้าเหมียว”
เมี๊ยว
แมวน้อยมองเขาตาปริบๆ เป็นการส่งสัญญาณว่าขอไปอยู่ด้วยหน่อย
“เอ๋ อยากไปอยู่ด้วยหรอ คงไม่ได้หรอกนะเจ้าเหมียว”
แมวน้อยที่ไม่มีทีท่าจะหยุดจนตัวเขานั้นต้องอุ้มมันขึ้นมา
“อ้อนเก่งจังเลยน้าาา ตัวแค่นี้”
เมี๊ยว ~
ก็นั่นแหละตามระบบแพ้ลูกแมวจนได้ ก็อ้อนซะขนาดนี้ใจใครจะไม่อ่อนบ้าง สุดท้ายก็อุ้มกลับคอนโดด้วย
“ถ้างั้นก็ไปอยู่ด้วยกันนี่แหละ เหมือนจะเป็นแมวไม่มีเจ้าของเดี๋ยวตั้งชื่อให้นะเจ้าเหมียว”
คอนโด…
แกรก เสียงของประตูเมื่อเปิดขึ้น เจ้าของคอนโด มองบรรยากาศในห้องด้วยความเหนื่อย วางกระเป๋าลงที่พื้นและไปจัดที่นอนให้แมวตัวน้อยที่เอามาด้วย แล้วพูดกับแมวน้อยว่า
“อยู่ตรงนี้ห้ามดื้อห้ามซนนะเข้าใจไหม”
แมวน้อยที่มองหน้าตาปริบๆเหมือนว่าฟังที่เขาพูดรู้เรื่อง มีการเอียงคอเล็กน้อย
“ฟังรู้เรื่องด้วยหรอเรา รออยู่นี่นะเดี๋ยวไปอาบน้ำก่อนนะ”
พูดจบซึกิก็เดินไปอาบนํ้าชำระร่างกายของเขาเอง ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันได้อาบ น้ำคงสดชื่นขึ้นมาบ้าง พออาบน้ำเสร็จก็นั่งที่ปลายเตียงที่มองวิวตึกสูงในยามคํ่าคืนที่สวยงามคิดว่าวันนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้ปวดหัวแต่ก็มีอะไรดีๆหลังจากที่มาไทย ดีที่ตัวเขาเคยมาที่ไทยครั้งหนึ่ง ทำให้ได้ซื้อคอนโดเอาไว้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้ไวขนาดนี้เหมือนกัน
“เห้อ”
เสียงถอนหายใจเบาๆที่เปล่งออกมาหลังจากวันนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะมันเป็นการตัดสินใจที่เร็ว เพราะตัวซึกิ เองเพิ่งจองตั๋วเมื่อวานหลังจากลาออกจากงาน เป็นความรู้สึกที่บอกว่า ทุกอย่างกำลังจะจบและกำลังเริ่มต้นใหม่เช่นเดียวกัน เขาได้มอง
นาฬิกาที่ข้างเตียงว่ากี่โมงแล้วปรากฏว่าตอนนี้
“ห้าทุ่มเจ็ดนาที่แล้วสินะ”
สงสัยนั่งเหม่อลอยกับตัวเองจนเวลาล่วงเลยมานานนี้ เวลาเดินไวจริงๆ เลย เมื่อดูเวลาเสร็จก็เริ่มเดินไปดูแมวน้อยที่ตัวเขานั้นเก็บมาว่าหลับไปแล้วหรือยัง เมื่อเดินไปดูก็พบว่านอนหลับไปแล้ว ซึกิคิดในใจว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้พาไปหาหมอตรวจร่างกายด้วยเลยดีกว่า ซึกิเลยบอกแมวน้อยว่า
“เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปหาหมอนะแมวน้อย”
ไม่มีเสียงตอบรับ เห็นแบบนั้นแต่ ซึกิ รู้ว่าแมวน้อยต้องได้ยินแต่แกล้งหลับ เพราะเขาเห็นแมวแอบลืมตาขี้นมาแล้วหลับตาต่อ ก็นะเข้าใจได้แมวไม่ชอบไปหาคุณหมอ แต่บอกไว้เพื่อให้เจ้าตัวรับรู้สักหน่อยมันก็ดี แต่พูดถึงตัวแมวแล้วตัวเขาเองก็ไม่ชอบไปโรงพยาบาลเหมือนกัน แค่คิดถึงหน้าหมอก็สยอง พูดกับตัวเองจบก็เดินไปที่เตียงของตัวเองจัดอะไรให้เรียบร้อยและปิดไฟนอน