ตี๊ด ตี๊ดๆ
เสียงนาฬิกาดังขึ้นในเวลาแปดโมงครึ่ง เช้าที่สดใสได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง วันนี้มีภารกิจคือพาเจ้าเหมียวไปหาหมอ เมื่อปิดนาฬิกาจัดที่นอนเรียบร้อยแล้วก็เดินไปหาแมวน้อยเพื่อไปให้อาหาร
เมี๊ยว
“มาแล้วๆ อ่ะ กินอันนี้ไปก่อนนนะเดี๋ยววันนี้ไปหาคุณหมอแล้วจะซื้ออาหารใหม่ให้ด้วยดีไหม หื้ม”
สิ้นสุดเสียงของซึกิแมวน้อยมองเขาแล้วกินอาหารต่อ ส่วนตัวเขานั้นก็ล้างหน้าแปรงฟัน มาทำอาหารเช้าเพื่อรองท้อง
“ไหน ตู้เย็นมีอะไรให้ทำกินบ้างนะ อื้มมม….ไข่ ทูน่ากระป๋อง งั้นก็”
ซึกิมองเห็นขนมปังที่วางข้างๆตู้เย็นเลยหยิบขนมปังขึ้นมาเพื่อมาทำเมนูเช้าในวันนี้ขนมปังไข่ไส้ทูน่ายังไงล่ะ
“น่ากินนะเนี่ย ดูสิเจ้าแมวน้อย”
เขาหันไปมองแมวที่อยู่ระหว่างขา กินหอมของเนยดึงดูดเจ้าแมวน้อยให้มาคลอเคลียที่ขา
“หอมล่ะซี้~ แต่อันนี้ของเรานะเจ้าเหมียว ของตัวเองกินไปแล้วนี่”
เมี๊ยวววว
พูดจบร่างบางเดินไปที่โต๊ะวางอาหารเช้าลง และหยิบขนมแมวเลียให้แมวน้อยกินหลังจากนั้นเขาก็กินอาหารเช้าต่อจนอิ่ม
“เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อนนะแล้วเราค่อยไปกัน”
โรงพยาบาลสัตว์…
สวัสดีครับ
เสียงของคุณหมอได้เอ่ยทักทายซึกิที่พาแมวมาตรวจที่โรงพยาบาลนั่นเอง
“สวัสดีครับคุณหมอวันนี้จะมาตรวจสุขภาพน้องครับ”
ได้ครับ เดี๋ยวคุณหมอขอจับหน่อยน้าาา
แง่ว…
เสียงของแมวที่เริ่มทำเสียงขู่ขึ้นมาเมื่อคุณหมอเริ่มจับที่ตัวของแมวน้อย
“ไม่เอาสิ คุณหมอไม่ได้จะฉีดยาสักหน่อย ใจเย็นๆนะ”
พูดจบเขาก็เอามือเกาที่คางเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบใจแมวตัวน้อยที่อุ้มไว้ที่ตัก สักพักเสียงก็หยุดลงและกระโดดขึ้นไปโต๊ะคุณหมอและคลอเคลีย
“อะไรเนี่ย เมื่อกี้ยังขู่อยู่เลย ไหงไปอ้อนแบบนั้นล่ะหืม”
ฮ่าๆ แบบนี้แหละครับอารมณ์ของแมว ถ้ารู้สึกถึงความปลอดภัยก็จะแบบนี้ครับ ที่บ้านหมอก็เลี้ยงแมวเหมือนกันครับ ส่วนตรวจแล้วร่างกายค่อนข้างแข็งแรงครับ น้องชื่ออะไรหรือครับ
“ยังไม่ได้คิดชื่อเลยครับ ผมก็เจอน้องที่สาธารณะไม่เห็นมีปอกคอแล้วก็ตัวมอมแมมมากเลยว่าจะรับเลี้ยงครับ”
แบบนี้นี่เอง คุณหมอขอแนะนำเล่มนี้นะครับกระชับเข้าใจง่ายในเรื่องมือใหม่เลี้ยงแมวครับ
พอคุณหมอพูดจบซึกิก็โค้งเล็กน้อยเพื่อขอบคุณในวันนี้ที่คุณหมอให้คำแนะนำอย่างดี
“ขอบคุณมากๆ เลยนะครับคุณหมอ”
มันเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วครับมีปัญหาอะไรสอบถามได้นะครับ
หลังจากที่ออกมาจากโรงพยาบาลเสร็จซึกิก็ตรงไปที่ร้านอาหารแมวเหมียวเพื่อซื้ออาหารเอาไว้ให้เจ้าแมวตัวนี้กินยังไงล่ะ เมื่อซื้อเสร็จแล้วก็กลับคอนโดอันเป็นที่รัก
แกรก..เสียงเปิดประตู
ซึกิได้วางแมวน้อยลงเพื่อให้ได้เดินและตัวเขาเองก็เก็บสัมภาระให้เรียบร้อย อาหารแมวและอาหารคนจัดอะไรให้เรียบร้อยเสร็จสับแล้วเดินไปหาแมวน้อย
อึ๊บ
ซึกิได้อุ้มแมวน้อยและนั่งที่ปลายเตียง พูดกับแมวน้อยขึ้นมาว่า
“วันนี้เก่งมากเลยนะรู้ไหม ดีมากๆ เลยที่ไม่ข่วนคุณหมอ น่ารักที่สุด อื้มมม อยาดมีชื่อหรือยังน้าาา แมวตัวนี้”
เมี๊ยวว
“ร้องขึ้นมาแบบนี้แปลว่าอยากมีชื่อแล้วล่ะสิ งั้น…ชื่อว่าโฮกิ ดีไหมหืม ว่าไงแมวน้อย หรือชื่ออู๊ดดี
แง่ว….
แมวน้องมองที่หน้าของซึกิและทำเสียงแบบนี้…ขึ้นมาเอาเป็นว่า โคตรจะไม่ชอบชื่อนี้เลย ชื่อแรกก็ดีอยู่ละ
“โอเคๆ ใครจะไปตั้งชื่อให้แบบนั้นกันเนาะ โฮกิ นี่แหละความหมายก็ดี แต่ว่า…ดูอวบๆ อ้วนๆ นะ ชื่อที่สองก็เหมาะดีออก”
แง่วว… ยิ่งลากเสียงยาวกว่าตอนแรกอีก.
“เอาล่ะๆ ไมแกล้งแล้ว หุ่นแบบนี้น่ารักจะตายหนักแค่หกโลเองเนาะ”
เมี๊ยวว
เมื่อพูดคุยเสร็จร่างบางก็เดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง และจอคอมได้เปิดขึ้นเพื่อเตรียมงานเขียนของตัวเอง นั่งเขียนไปจนเวลานั้นล่วงเลยก่อนจะลุกออกจากเก้าอี้
“สวัสดีตอนเย็นนะโฮกิ”
พูดจบซึกิก็เดินไปเทอาหารให้แมวตัวน้อยของเขาแล้วไปอาบน้ำแต่งตัว หลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เตรียมของให้พร้อม
“ครบไหมนะ สมุดโน๊ต ปากกา กระเป๋าใส่เหรียญ อื้ม ครบ!”
เตรียมของเรียบร้อยแล้วก็ไม่ลืมบอกลาโฮกิแมวตัวน้อยของซึกิว่าเขาจะไปไหน
“ไปแล้วนะ เฝ้าห้องดีๆ นะอย่าดื้ออย่าซนเข้าใจไหม
เมี๊ยว
ขานตอบรับเป็นว่ารับทราบกับคำที่ซึกิบอกว่าให้อยู่อย่าดื้ออย่าซน เขายิ้มและเดินออกจากห้องไป
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ…
สวัสดีครับใช่คนไทยไหมครับ
คำที่ได้เอื้อนเอ่ยถามขึ้นจากเจ้าหน้าที่โซนจำหน่ายตั๋ว
“ไม่ใช่คนไทยครับ”
ซึกิได้ตอบเจ้าหน้าที่กลับไป
ทางเราจะขอเก็บค่าเข้าชมหนึ่งร้อยบาทนะครับสำหรับชาวต่างชาติ
และหลังจากที่ซึกิจ่ายค่าตั๋วเข้าชมเสร็จพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็บอกกฎเล็กๆ น้อยสำหรับการเข้าชมให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาชมเช่นเดียวกัน
ข้างในพิพิธภัณฑ์….
ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมที่เคยเกิดขึ้นแต่ตอนนี้เหลือแค่ซากที่ทางพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาเอาไว้ รูปปั้น ถ้วย ชาม หรือแม้แต่ของใช้ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทย ซึกิที่เดินดูไปสักพักก็ไม่สะดุดตากับรูปภาพรูปหนึ่งที่แขวนไว้ที่กำแพงแต่ถือว่าแขวนไว้ค่อนข้างไกลเพื่อน เพราะห้องที่ร่างบางเดินมานั้นไม่ค่อยมีคนเดินมาเท่าไหร่ส่วนใหญ่เดินดูแค่ข้างหน้า แต่ตัวเขาก็เดินลึกเข้ามาสะแล้ว
สิ่งที่ที่เห็นข้างในนี้คือภาพที่ใหญ่และมีผู้ชายหน้าไทย คม ดูดุ แต่มองดูดีๆก็หล่อตามฉบับไทยแท้ น่าเกรงขาม สิ่งที่ซึกิเหลือบไปเห็นอีกคือดาบที่ถูกเก็บใส่โหลแก้วอย่างดีใกล้กับรูปภาพที่ถูกแขวนเอาไว้ เขามองสักพักและเผลอแตะมันโดยไม่รู้ตัว สักพักมีหญิงสาวมาจับที่แขนจึงทำให้วเขาสะดุ้งและหลุดในภวังค์หญิงสาวที่จับซึกิจึงเอ่ยถามว่า
เป็นอะไรรึเปล่าจ๊ะ
ซึกิที่กำลัง งงๆ กับตัวเองอยู่ก็สะบัดหัวเล็กน้อยและได้ตอบคำถามหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าของตน
“คะ..ครับ ผมไม่เป็นอะไรครับ”
จ่ะ พอดีเห็นยืนเหม่อนานแล้วค่ะเลยจะมาบอกว่าพิพิธภัณฑ์จะปิดแล้วนะคะ รีบออกไปดีกว่านะจ๊ะ
“ห้ะ จะปิดแล้วหรอครับ ตอนนี้ไม่ใช่สี่โมงหรอครับ”
ซึกิได้ยิ่งคำถามออกไปด้วยความสงสัยเขาเพิ่งจะมาได้ไม่นานจะปิดแล้วหรอ เพราะที่เขาจำได้ก็คือซึกิมาตอนบ่ายสามหรือสิบห้านาฬิกานั้นเอง
ไม่ใช่ค่ะ ตอนนี้ห้าโมงจะหกโมงเย็นแล้วค่ะ เห็นยืนเหม่อกับรูปภาพตรงนี้นานแล้วเลยมาสะกิดค่ะ
สิ้นสุดเสียงหญิงสาวที่มาสะกิดเขาออกจากภวังค์ร่างบางได้เดินออกจากจุดนั้น แต่ก็ได้หันกลับไปมองรูปนั้นอีกครั้งเพราะเขายัง งงๆและรู้สึกแปลกๆที่มองรูปนั้นแล้วความรู้สึกมากมายที่บอกไม่ถูกแต่เขาก็ได้มองที่สมุดโน้ตของตัวเองว่าตัวเขานั้นได้จดอะไรไหม
ฟู่ว…
เสียงถอนหายใจที่บอกว่า ยังดีที่มีจดไว้แล้วนึกว่าตัวเองมองแต่รูปนั่นจนลืมจดข้อมูลเอาไว้ หลังจากที่พูดกับตัวเองจบก็เดินทางกลับที่พักของตัวเอง
เวลายี่สิบนาฬิกาสิบนาที ซึกิได้ถึงคอนโดของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยประตูได้เปิดขึ้นเขาวางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะทำงานริมกระจกด้วยความเหนื่อยล้าจึงล้มตัวลงนอน แมวน้อยโฮกิที่เห็นแบบนั้นจึงกระโดดขึ้นมาเตียง เลียหน้าและคลอเคลียที่แก้มซึกิเพื่อเป็นการให้กำลังใจเจ้าของ
“หือ ให้กำลังใจเราหรอโฮกิ”
เมี๊ยว~
ซึกิที่เห็นอย่างนั้นก็เกาที่คางเบาๆ เพื่อเป็นการขอบคุณวันที่เหนื่อยก็มีแต่แมวน้อยน่ารักตัวนี้แหละที่อยู่ด้วยกันจะว่าไปแล้วตัวซึกิเองก็ไม่มีเพื่อนเลยแหะ เขาอยู่คนเดียวมาตลอด ตอนยังเด็กพ่อแม่เสียไปเขาก็เป็นคนที่เก็บตัวกว่าเดิมจากที่เก็บตัวอยู่แล้ว ก็นั่นแหละเขานอนคิดมันก็เศร้าเหมือนกันนะแต่ยังไงชีวิตมันต้องเดินต่อไป
นอนคิดได้สักพักก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณแมวตัวน้อยที่มาปลอบใจเพื่อขอบคุณเลยลูบที่หัวของโฮกิแมวของเขาเองจึงลุกออกจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำ หลังจากที่อาบน้ำเสร็จก็มานั่งเป่าผมที่หน้ากระจกแต่เมื่อซึกิมองกระจกตรงๆก็เห็นผู้ชายอยู่ข้างหลัง
“กรี๊ดดด ใครเนี่ยออกไปเดี๋ยวนี้นะ”
ร่างบางได้กรี๊ดขึ้นด้วยความตกใจและหลงสบถ คำหยาบออกมาโดยอัตโนมัติ และได้เอาผ้าเช็ดที่ตัวเองสวมอยู่ ฟาดตัวผู้ชายที่ตอนนี้อยู่ข้างหน้าเขา แต่ตัวเขานั้นก็ลืมว่าตัวเองยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสักชิ้น จับผ้าฟาดไปมาจนหยุดลง และค่อยๆลืมตาขึ้นเพราะคิดว่าน่าจะไปแล้วแต่ยืนจ้องขเม็ง ซึกิก็ได้แต่คิดในใจ
( ตายแน่ เราตายแน่ๆ ฮือออ.. )
ซึกิได้ยืนนิ่งสักพักและมองดีๆ ว่าคนนี้ทำไมหน้าคุ้นจังผ้าเช็ดตัวที่จับอยู่ก็ค่อยๆ ปล่อยและเดินเข้าไปใกล้ๆทั้งที่เขายืนหน้าบึ้งตึงอยู่ เดินเข้าไปเรื่อยๆ จนเกือบชิดกันทั้งๆที่ลืมว่าตัวเองเปลือยเปล่าอยู่ เช็กซ้าย เช็กขวา
“คุณเราเคยเจอกันไหมอ่ะ และลองแตะดูที่ตัวร่างหนา”
ร่างบางถามด้วยความสงสัยแต่ไม่ได้ดูสถานการณ์ตัวเองในตอนนี้ร่างหนาที่อยู่ข้างหน้าตนก็ได้แต่หูแดงและตาก็มองแต่ที่หน้าอกสีชมพูนั่น ซึกิที่เริ่มสังเกตก้มมองตัวเองแล้วได้คว้าหมอนฟาดไปที่หน้าหนึ่งที
ป้าบ! เสียงฟาดของหมอนได้ดังขึ้นทำให้หน้าของร่างใหญ่ตรงหน้าหันขวัดยังไม่ทันที่เขาจะได้เปล่งเสียงร้องออกมาตัวของซึกินั้นก็รีบไปใส่เสื้อผ้าหลังจากที่ใส่เสื้อผ้าเสร็จก็แอบย่องๆ ออกมาเพื่อดูว่าไปหรือยังแต่ผลปรากฏว่า
ยังไม่ไปซึกิต้องจำใจในการเดินออกไปเพื่อเผชิญหน้ากับร่างหนาที่นั่งอยู่ที่พื้นนั่นเอง เมื่อเดินไปใกล้ๆร่างหนาที่นั่งอยู๋พื้นก็หันมาและพูดขึ้นมาว่า
“ที่นี่ที่ไหน”
เมื่อถูกถามแบบนี้ก็ทำให้ซึกิสดุ้งขึ้นมาทันทีนึกจะพูดก็พูดเนาะคนเราแต่ก็ได้ตอบคนที่อยู่ตรงหน้าว่า
“คอนโดเราเอง ว่าแต่คุณเป็นใครเนี่ยทำไมมาอยู่ห้องผมได้ยังไง โจรหรอ หรือ เป็นพวกโรคจิตผมโทรแจ้งตำรวจนะ”
พอซึกิพูดจบเขาก็ได้ยืนขึ้นและพูดประโยคนึงขึ้นมาว่า
“ข้าก็ตามเอ็งมา เพราะเอ็งเป็นคนปล่อยข้าออกมา”
ด้วยความที่งง รอบที่ล้าน ได้แต่ ห้ะ กับตัวเองในใจว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเจอกับอะไรอยู่นี่มันสถานการณ์อะไร ถึงเรื่องราวมันจะดูเกินความจริงบ้างแต่เขาก็ไม่ได้อยากลบหลู่หรอก อีกอย่าง มันก็ดูจะเชื่อคนง่ายไปแต่อีกมุมนึงก็รู้สึกว่าเชื่อเพราะใจมันอยากเชื่อว่าเรื่องพวกนี้มันมีจริงๆ และก็อีกอย่างภาษาอะไร ไทย แต่ไทยอะไร คนในยุคนี้เขาคุยกันแบบนี้ด้วยหรอ พูดจบก็ได้เปิดคำถามขึ้นมา
“คุณจะตามเรามาได้ไง ถ้าเป็นผู้ชายในยุคนี้จะเป็นผู้ชายธงแดง นิสัยไม่ดีมากๆ เข้าห้องคนอื่น แล้วเราไปปลุกคุณตอนไหนแล้วๆ คุณพูดภาษาอะไรก็ไม่รู้แปลกๆ”
“ตอนที่เอ็งแตะรูปนั่น ข้าก็ออกมาได้”
ในขณะที่ร่างใหญ่ตรงหน้ากำลังจะพูดต่อซึกิก็ได้หยุดบทสนทนาเอาไว้
“โอเคๆ เราค่อยคุยกันพรุ่งนี้ เราจะนอนแล้ว คุณก็..นอน”
ซึกิได้หยุดนิ่งไปสักพักว่าจะให้เขานอนตรงไหน จะให้นอนข้างล่างก็กลัวเขาจะปวดตัวจะให้นอนเตียงข้างกันก็ระแวง แต่ก็ถ้าเขาจะทำอะไรก็คงทำไปนานแล้ว เพราะตั้งแต่มาเขาก็นั่งนิ่งๆเงียบๆมาตลอด หลังจากตกตะกอนความคิดของตัวเองได้ก็ได้ตัดสินใจให้มานอนข้างบนเตียงด้วยกัน
“นี่ คุณน่ะ ขึ้นมานอนที่เตียงก็ได้แต่ห้ามเลยเขตที่แบ่งให้นะเข้าใจไหม”
ร่างบางที่แบ่งเขตเรียบร้อยก็เรียกให้ร่างใหญ่ขึ้นมาด้วยกัน ถึงแบบนั้นก็รู้สึกใจตุ้มๆ ต่อมๆ คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแต่ให้ขึ้นมานอนเตียงมันก็ยังไงอยู่ แต่ดูแล้วตอนที่คุยกัน เขาก็ค่อนข้างที่จะตกใจมากกว่าที่จะจู่โจมร่างบาง
“ย้ำอีกครั้งนะว่าคุณห้ามเลยเขตมาเด็ดขาด”
ซึกิได้พูดอีกครั้งเพื่อให้อีกฝ่ายทราบ ตัวร่างหนาเองก็รับทราบและเข้าใจก็ได้นอนลงข้างๆ ร่าบาง ภายใต้เขตที่แบ่งอย่างชัดเจน เขานอนคิดอะไรสักพักว่ามาโผล่ที่นี่ได้ไง แล้วเขาออกมาได้ยังไง และก็เป็นอีกครั้งที่เขาหันไปมองซึกิที่นอนหันหลังให้กับเขาอยู่เป็นตอนที่แสงของพระจันทร์สาดเข้าให้เห็นเอวของร่างบาง ที่ทำให้เห็นปานรูปดอกไม้ได้อย่างชัดเจน ตัวของร่างหนาเองตาไปโฟกัสที่ปานตรงเอวของซึกิเพราะมันสวยและดูเหมาะกับซึกิดีและเผลอเอามือไปลูบตรงเอวเบาๆ
อือ…
เสียงที่เปล่งออกมาเบาๆ ของอีกคนที่นอนไม่รู้เรื่องหรือเป็นเพราะเป็นหลับลึกชนิดที่ว่าแผ่นดินไหวก็คงนอนอยู่ เสียงของซึกิที่เปล่งออกมาแผ่วบาทำให้เขาที่นอนข้างๆได้สติขึ้นมา เขาได้นอนพึมพัมกับตัวเองและลุกขึ้นจากเตียงเดินไปดูแสงจันทร์ของวันนี้ เป็นแสงจันทร์ที่ยังคงสวยเสมอ พอดูจนพอใจตัวเขาเอง เขาก็ได้เดินมาฝั่งที่ซึกินอนอยู่แล้วจ้องที่หน้าของคนที่นอนตรงหน้าเขา และได้เอามือลูบที่ใบหน้าเบาๆพอมองดูหน้าชัดๆ ก็ได้แต่ถอนหายใจเลยเดินกลับไปนอนที่เตียง
ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด…
เมี๊ยว
เสียงนาฬิกาดังขึ้นพร้อมกับเสียงของโฮกิแมวน้อยที่มาปลุกเพื่อให้ไปเทอาหารเช้า เพราะตอนนี้เจ็ดโมงเช้าแล้ว ซึกิที่ไม่มีท่าทีจะตื่นแต่คนข้างๆนั้นตื่นแล้ว
อืมมม…
เสียงของชายหนุ่มที่นอนข้างๆ กันได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงนาฬิกาที่ดัง คนตั้งไม่ตื่นนอนหลับสบายและตัวของซึกิขาข้างซ้ายได้พาดขึ้นมาที่ระหว่างลำตัวของร่างหนา ทำให้เขาต้องปลุกคนข้างๆ ให้มาดับนาฬิกา