“กลับมาแล้วนะคะ” ฉันตะโกนตั้งแต่หน้าประตูก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่อยากเจอแม่เลยเพราะท่านต้องถามเรื่องเกรดแน่นอน แต่เพราะช่วงปิดเทอมสัญญาว่าจะกลับมาอยู่บ้านเลยจำใจต้องมา
“Hi กลับมาแล้วเหรอ”
เสียงทักทายของชายวัยกลางคนที่พูดไทยคำอังกฤษคำดังขึ้นเมื่อฉันเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ฝรั่งหน้าตาใจดีพุงพลุ้ยที่กำลังนั่งจกป๊อบคอร์นอยู่หน้าทีวีคือ ปีเตอร์ สามีใหม่ของแม่หรือพ่อเลี้ยงฉันเอง
“กลับมาแล้วค่ะ แม่อยู่ครัวเหรอได้กลิ่นหอมเชียว” ฉันทำหน้าตาสงสัยพลางย่นจมูกเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นปรุงอาหาร คุณนายปิ่นแม่ของฉันชอบทำอาหารทั้งไทยทั้งเทศ ตอนเด็กฉันเคยถามแม่ว่าทำไมต้องทำอาหารเองในเมื่อแม่บ้านก็มี รู้ไหมแม่ตอบมาว่ายังไง ท่านบอกว่าการทำอาหารคือศาสตร์ชนิดหนึ่ง ทุกคนทำอาหารได้แต่ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะอร่อย การกินไม่ใช่แค่ให้อิ่มท้องเหมือนสัตว์ที่ต้องดำรงค์อยู่ด้วยอาหาร มนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่อิ่มท้อง แต่เราต้องมีความสุขกับการกิน มีความสุขกับกรรมวิธีการทำ และมีความสุขกับการได้ลิ้มรส การกินทำให้เราอารมณ์ดีโดยเฉพาะอาหารอร่อย ถ้าถูกปากจะอารมณ์ดีไปทั้งวันนั่นคือสิ่งที่ท่านบอก
“Yes! Beef Wellington” ปีเตอร์เอ่ยยิ้ม ๆ
“ถึงว่าหอมมาถึงนี่งั้นเปอร์เซียเอาของไปเก็บก่อนนะคะ”
“Okey แล้วรีบลงมานะ”
“ค่ะ” ฉันฉีกยิ้มให้ปีเตอร์ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนที่เป็นห้องนอนของตัวเอง บ้านของเราเป็นสไตล์โมเดิร์นทันสมัยแต่คงความคลาสสิกคล้ายกับคาเฟ่ที่ไปนั่งวันนี้ ปีเตอร์เป็นคนอิตาลีเลยอยากให้บ้านผสมผสานความคลาสสิกลงไปด้วย
ฉันรีบเก็บของก่อนจะวิ่งลงมาข้างล่างด้วยความหิว ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงแม่ลอยมาจากห้องอาหาร มือบางชื้นไปด้วยเหงื่อเพราะหวาดกลัวที่จะต้องบอกเรื่องเกรด นี่ต้องลงเรียนซัมเมอร์ไงถ้าไม่บอกแม่ก็ถามอีกทำไมไม่อยู่บ้านตอนปิดเทอม ฉันขมวดคิ้วอย่างหนักก่อนจะตัดสินใจได้ว่าควรบอกไปให้จบ ๆ แม่คงไม่ด่าอะไรหรอก ลูกคนนี้มันไม่ได้เรื่องมาแต่ไหนแต่ไรแม่น่าจะชินแล้ว ฮ่า ฮ่า
“แม่ขามีอะไรนอกจากบรีฟเวลลิงตันกินบ้าง ซีซาร์สลัดมีไหม” ฉันรีบใช้แผนอ้อนให้แม่อารมณ์ดีทันทีเมื่อมาถึง จนได้ยินเสียงหวานหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะยื่นมาหยิกแก้มเบา ๆ
“กินเนื้อบ้าง ชอบกินแต่ผักอยู่ได้”
“แต่แม่ก็เตรียมตลอด” ฉันยิ้มแฉ่งเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นถ้วยสลัดผักสุดโปรดที่แม่เตรียมไว้อย่างรู้ทัน
“รู้ดีนัก รีบมานั่งที่ตัวเองเถอะเดี๋ยวแม่ไปตามปีเตอร์ก่อน” ฉันเลื่อนเก้าอี้ปประจำออกมาก่อนจะทรุดกายนั่งลง บ้านหลังนี้ใหญ่มากถ้าเทียบกับจำนวนคนที่อาศัยอยู่ก็คือปีเตอร์ แม่ และฉัน แต่กลับอบอุ่นไม่ได้จืดจางเหมือนสมัยเด็กที่ต้องอยู่กับพ่อ เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านจัดสรรโครงการใหญ่ พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยมากจนฉันที่เป็นเด็กต้องคอยหลบออกมาเล่นที่สนามเด็กเล่น และได้เจอกับพวกช้องนางนั่นแหละ คนพวกนั้นตั้งแง่รังเกียจฉันทั้งพยายามจะยกตัวเองให้สูงกว่า และกดด้วยคะแนนสอบแน่นอนว่าช้องนางที่หนึ่งส่วนฉันน่ะที่โหล่เสมอ บรรดาลิ่วล้อทั้งสองก็คะแนนไม่แย่ท็อปสิบของห้อง จึงพากันจับกลุ่มบูลลี่ฉันแต่ไม่คิดว่าเพราะเกรดหรอก รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กยัยสามคนนี้ก็แกล้งฉันมาแต่ไหนแต่ไร
“เปอร์เซียปิดเทอมไปฝึกงานเมื่อไหร่ลูก?” ตายห่าล่ะ จำได้ว่าคุยกันล่าสุดกับแม่ ฉันบอกว่ายื่นเอกสารฝึกงานไป
“เอ่อคือ…” ฉันเอ่ยอึกอักค่อนข้างลำบากใจแม้กระทั่งสายตาก็ไม่กล้าสบกับแม่ ทั้งที่เตรียมใจมาแล้วแท้ ๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าบอกอยู่ดี
“มีอะไรเหรอลูก” น้ำเสียงเป็นห่วงกังวลทำให้ฉันร้อนรนกว่าเดิม
“คือ…คือหนูติดเอฟค่ะ ฝึกงานเทอมนี้คงไม่ได้ไปแล้ว”
ฉันโพลงออกไปแล้วก็รีบก้มหน้าหลุบตามองต่ำ รู้สึกหวาดกลัวสายตาของแม่ ไม่อยากเห็นว่าท่านแสดงออกยังไง ฉันเม้มปากแน่นพลางกำมือไว้บนหน้าตัก ท่าทางราวกับสัตว์ตัวน้อยที่กำลังกลัวเสียเต็มประดา จนกระทั่งได้ยินเสียงรวบช้อนบนจาน
“ไม่เป็นไรหรอกลูก…” น้ำเสียงอ่อนโยนของแม่ทำให้ฉันรีบเงยหน้าขึ้นมาทันที นอกจากแม่แล้วปีเตอร์ทำเพียงยิ้มอ่อน ไม่ได้แสดงออกว่าโกรธ ผิดหวัง หรือเสียใจ
“จะเศร้าไปทำไมนี่ไม่ใช่เอฟตัวแรกของหนูสักหน่อย”
“แม่!” แม่จะแรงเพื่อ!คนอุตส่าห์เครียดกลัวเสียใจ
“ใช่ไหมล่ะ ตอนมัธยมปีเตอร์ยังต้องช่วยลูกแก้ศูนย์วิชาภาษาอังกฤษอยู่เลย” ฉันอยากมุดดินหนีจริง ๆ นะทำไมแม่ต้องขุดเรื่องเก่าด้วยเนี่ย ดูหน้าปีเตอร์สิแดงก่ำเพราะกลั้นขำไม่ไหวแล้ว ฉันทำหน้างออย่างอน ๆ
“นั่นมันเรื่องนายแล้วมหา’ลัยหนูเอฟแค่แมทเท่านั้นแหละ นอกนั้นเอาตัวรอดได้ค่ะ”
“ก็ดีแล้วแม่ไม่อยากเห็นคนแถวนี้มานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง งั้นซัมเมอร์นี้จะย้ายไปอยู่คอนโดตัวเองใช่ไหมแม่จะได้ช่วยเตรียมของ”
“แม่ค่ะ ที่ทำหน้าแบบนั้นเพราะแสดงให้แม่เห็นว่าหนูรู้สึกผิดต่างหากต่อไปเอฟอีกแม่จะได้รู้ว่าหนูพยายาม” ฉันพูดพลางหัวเราะคิกคักไปด้วยจนโดนแม่แค่นเสียงใส่ สรุปว่าเรื่องติดเอฟผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเพราะมีแม่แสนประเสริฐ