ดอกเหมยแห่งหาน
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงสูงของนครหลวงแห่งหาน กลิ่นดอกเหมยซึ่งกำลังผลิบานตามตรอกซอกซอยลอยปะปนกับกลิ่นหอมของขนมแป้งทอดและน้ำชาจากร้านรวงสองข้างทาง ยามเช้าเช่นนี้ถนนสายใหญ่ทางทิศตะวันออกเต็มไปด้วยผู้คน พ่อค้าเปิดร้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ชาวบ้านจากนอกเมืองนำผัก ผลไม้ และของป่าเข้ามาขาย เสียงเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นรถม้าคันเล็กซึ่งแล่นออกจากประตูด้านข้างของพระราชวัง
ภายในรถม้านั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางสวมชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ไม่มีลวดลายมังกรหงส์หรือเครื่องประดับล้ำค่าอย่างสตรีสูงศักดิ์ มีเพียงปิ่นหยกขาวปักอยู่บนมวยผมดำสนิท ใบหน้างดงามหมดจด ผิวขาวนวล และดวงตาคู่สวยซึ่งมักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
นางคือ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย พระธิดาองค์เล็กแห่งกษัตริย์หาน ผู้ซึ่งประชาชนเรียกขานลับหลังด้วยความเอ็นดูว่า ดอกเหมยแห่งหาน
“องค์หญิงเพคะ วันนี้คนในตลาดมากกว่าทุกครั้ง หากฝ่าบาททรงทราบว่าพระองค์ออกมานอกวังโดยมีองครักษ์ติดตามเพียงไม่กี่คน หม่อมฉันคงถูกลงโทษแน่”
ชิงหลัว นางกำนัลคนสนิทชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากังวล
เสวี่ยเหมยหัวเราะเบา ๆ “เสด็จพ่อทรงทราบว่าข้าออกมา เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้าจะไปไกลถึงเขตตะวันออกเท่านั้น”
“นั่นต่างกันตรงไหนเพคะ”
“ต่างสิ อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ต้องโกหกว่าข้าแอบหนีออกจากวัง”
ชิงหลัวถอนหายใจยาว นางรับใช้องค์หญิงมาตั้งแต่วัยเด็กจึงรู้ดีว่า เมื่อเสวี่ยเหมยตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ต่อให้ยกกฎในวังมาร้อยข้อก็เปลี่ยนพระทัยไม่ได้
รถม้าหยุดหน้าตรอกเล็กแห่งหนึ่ง เสวี่ยเหมยก้าวลงทันทีโดยไม่รอให้คนรับใช้วางแท่นรองเท้า ชิงหลัวรีบตามลงมา
“ระวังเพคะ”
“ข้าไม่ได้ทำจากแก้วเสียหน่อย”
“แต่พระองค์เป็นถึงองค์หญิงนะเพคะ”
“พอออกมาข้างนอกก็เลิกพูดคำว่าองค์หญิงเสียที หากทุกคนรู้ว่าข้าเป็นใคร ประเดี๋ยวก็พากันคุกเข่า แล้ววันนี้ข้าจะทำอะไรได้”
ชิงหลัวจำต้องรับคำ
ปลายตรอกมีเรือนเก่าหลังหนึ่ง ด้านหน้าแขวนป้ายไม้เขียนว่า โรงทานจี้ซิน สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นจากเงินส่วนพระองค์ของเสวี่ยเหมยเมื่อสองปีก่อน เพื่อแจกอาหารให้คนชรา เด็กกำพร้า และครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากการปกป้องชายแดน
ทันทีที่นางก้าวเข้าไป หญิงชราผู้ดูแลโรงทานก็ยิ้มกว้าง
“คุณหนูเสวี่ยมาแล้วหรือ”
“ท่านยายเฉิน”
เสวี่ยเหมยเดินเข้าไปจับมือหญิงชราโดยไม่ถือพระองค์
“เดือนนี้ข้าวสารพอหรือไม่”
“พอเจ้าค่ะ เงินที่คุณหนูให้มาคราวก่อนยังเหลืออยู่มาก แต่ช่วงนี้มีคนจากทางเหนือเข้ามาขออาหารเพิ่มหลายครอบครัว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสวี่ยเหมยค่อย ๆ จางลง “ทางเหนือหรือ”
“เจ้าค่ะ ได้ยินว่าตามหมู่บ้านชายแดนเริ่มไม่สงบ ผู้คนจึงพาครอบครัวเข้ามาหางานในเมือง”
เสวี่ยเหมยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางชิงหลัว “อีกสองวันให้คนนำข้าวสารจากคลังส่วนตัวของข้ามาที่นี่เพิ่มยี่สิบกระสอบ แล้วเตรียมผ้าห่มกับยาสามัญมาด้วย”
“แต่ของเหล่านั้นพระองค์ตั้งใจส่งไปยังหมู่บ้านทางใต้ไม่ใช่หรือเพคะ”
“ทางใต้ยังพอมีผลผลิตปีนี้ ส่วนคนที่หนีมาจากชายแดนคงแทบไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา แบ่งครึ่งหนึ่งมาที่นี่ก่อน”
“เพคะ”
ขณะทั้งสองกำลังสนทนา เสียงเด็กร้องดังมาจากด้านหลังโรงทาน เสวี่ยเหมยหันไปเห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งล้มอยู่บนพื้น เข่าถลอกจนมีเลือดไหล นางรีบเดินเข้าไปหา
“เจ็บหรือไม่”
เด็กชายเงยหน้าขึ้น พอเห็นหญิงสาวแปลกหน้าก็รีบเช็ดน้ำตา “ไม่เจ็บ”
“น้ำตาเต็มหน้าแล้วยังบอกว่าไม่เจ็บอีก”
นางย่อตัวลงโดยไม่สนใจว่าชายกระโปรงจะเปื้อนฝุ่น ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาซับเลือดให้เด็กอย่างเบามือ
ชิงหลัวมองแล้วอดยิ้มไม่ได้ นี่คือเสวี่ยเหมยที่นางรู้จักมาตลอด องค์หญิงผู้ไม่เคยเห็นว่าตำแหน่งของตนทำให้สูงส่งกว่าผู้อื่น
“พ่อเจ้าแม่เจ้าอยู่ที่ใด”
เด็กชายก้มหน้า “ท่านพ่อเป็นทหารอยู่ชายแดนขอรับ ท่านแม่พาข้ากับน้องหนีเข้ามาเมื่อสามวันก่อน”
มือของเสวี่ยเหมยชะงัก
“เหตุใดต้องหนี”
เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ท่านแม่บอกว่ามีทหารมากมายอยู่ฝั่งตรงข้ามภูเขา ทุกคนกลัวว่าจะเกิดสงคราม”
เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองชิงหลัว คราวนี้สีหน้าของนางกำนัลสาวเปลี่ยนไปเช่นกัน
ข่าวเรื่องความเคลื่อนไหวตามชายแดนเริ่มมีมาหลายวันแล้ว แต่ราชสำนักยังไม่มีประกาศใดออกมาอย่างเป็นทางการ เสวี่ยเหมยจึงคิดว่าเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างกองลาดตระเวน
ทว่าหากชาวบ้านเริ่มละทิ้งบ้านเรือน นั่นหมายความว่าสถานการณ์อาจรุนแรงกว่าที่นางรู้
“คุณหนูเสวี่ย”
เสียงชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง เสวี่ยเหมยหันไปเห็นชายสูงวัยผู้หนึ่งเดินกะเผลกเข้ามา เขาเคยเป็นทหารมาก่อนและสูญเสียขาข้างหนึ่งในสงครามเมื่อสิบกว่าปีก่อน
“ท่านลุงโจว”
“ข้าได้ข่าวจากพ่อค้าที่เพิ่งกลับจากทางเหนือ เขาบอกว่ากองทัพเว่ยกำลังเคลื่อนพล”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที
“กองทัพเว่ยหรือ”
“ใช่ ได้ยินว่ามีทหารหลายหมื่น กำลังมุ่งหน้าเข้าหาชายแดนหาน”
ชิงหลัวรีบกล่าว “ข่าวลือจากพ่อค้าอาจเชื่อถือไม่ได้”
ชายชราส่ายหน้า “หากเป็นเพียงคนเดียวพูด ข้าก็คงคิดเช่นนั้น แต่นี่มีพ่อค้าสามกลุ่มพูดเหมือนกันหมด เมืองชายแดนบางแห่งเริ่มปิดประตูเร็วกว่าปกติแล้ว”
เสวี่ยเหมยลุกขึ้นช้า ๆ แคว้นเว่ย เพียงได้ยินชื่อก็ทำให้หลายคนหวาดกลัว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เว่ยขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว เมืองเล็กเมืองน้อยหลายแห่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นภายใต้การนำของกษัตริย์หนุ่มผู้มีพระชนม์เพียงยี่สิบห้าชันษา
เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง
ชื่อของชายผู้นั้นเดินทางมาถึงหานก่อนกองทัพของเขาเสียอีก มีคนกล่าวว่าเขาเป็นอัจฉริยะด้านการศึก มีคนกล่าวว่าเขาไม่เคยแพ้สงคราม และมีคนกล่าวว่าเว่ยอ๋องไม่เคยปรานีศัตรูที่ปฏิเสธข้อเสนอของตน