ตอนที่ 1

1171 Words
ดอกเหมยแห่งหาน สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงสูงของนครหลวงแห่งหาน กลิ่นดอกเหมยซึ่งกำลังผลิบานตามตรอกซอกซอยลอยปะปนกับกลิ่นหอมของขนมแป้งทอดและน้ำชาจากร้านรวงสองข้างทาง ยามเช้าเช่นนี้ถนนสายใหญ่ทางทิศตะวันออกเต็มไปด้วยผู้คน พ่อค้าเปิดร้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ชาวบ้านจากนอกเมืองนำผัก ผลไม้ และของป่าเข้ามาขาย เสียงเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นรถม้าคันเล็กซึ่งแล่นออกจากประตูด้านข้างของพระราชวัง ภายในรถม้านั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางสวมชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ไม่มีลวดลายมังกรหงส์หรือเครื่องประดับล้ำค่าอย่างสตรีสูงศักดิ์ มีเพียงปิ่นหยกขาวปักอยู่บนมวยผมดำสนิท ใบหน้างดงามหมดจด ผิวขาวนวล และดวงตาคู่สวยซึ่งมักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ นางคือ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย พระธิดาองค์เล็กแห่งกษัตริย์หาน ผู้ซึ่งประชาชนเรียกขานลับหลังด้วยความเอ็นดูว่า ดอกเหมยแห่งหาน “องค์หญิงเพคะ วันนี้คนในตลาดมากกว่าทุกครั้ง หากฝ่าบาททรงทราบว่าพระองค์ออกมานอกวังโดยมีองครักษ์ติดตามเพียงไม่กี่คน หม่อมฉันคงถูกลงโทษแน่” ชิงหลัว นางกำนัลคนสนิทชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากังวล เสวี่ยเหมยหัวเราะเบา ๆ “เสด็จพ่อทรงทราบว่าข้าออกมา เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้าจะไปไกลถึงเขตตะวันออกเท่านั้น” “นั่นต่างกันตรงไหนเพคะ” “ต่างสิ อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ต้องโกหกว่าข้าแอบหนีออกจากวัง” ชิงหลัวถอนหายใจยาว นางรับใช้องค์หญิงมาตั้งแต่วัยเด็กจึงรู้ดีว่า เมื่อเสวี่ยเหมยตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ต่อให้ยกกฎในวังมาร้อยข้อก็เปลี่ยนพระทัยไม่ได้ รถม้าหยุดหน้าตรอกเล็กแห่งหนึ่ง เสวี่ยเหมยก้าวลงทันทีโดยไม่รอให้คนรับใช้วางแท่นรองเท้า ชิงหลัวรีบตามลงมา “ระวังเพคะ” “ข้าไม่ได้ทำจากแก้วเสียหน่อย” “แต่พระองค์เป็นถึงองค์หญิงนะเพคะ” “พอออกมาข้างนอกก็เลิกพูดคำว่าองค์หญิงเสียที หากทุกคนรู้ว่าข้าเป็นใคร ประเดี๋ยวก็พากันคุกเข่า แล้ววันนี้ข้าจะทำอะไรได้” ชิงหลัวจำต้องรับคำ ปลายตรอกมีเรือนเก่าหลังหนึ่ง ด้านหน้าแขวนป้ายไม้เขียนว่า โรงทานจี้ซิน สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นจากเงินส่วนพระองค์ของเสวี่ยเหมยเมื่อสองปีก่อน เพื่อแจกอาหารให้คนชรา เด็กกำพร้า และครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากการปกป้องชายแดน ทันทีที่นางก้าวเข้าไป หญิงชราผู้ดูแลโรงทานก็ยิ้มกว้าง “คุณหนูเสวี่ยมาแล้วหรือ” “ท่านยายเฉิน” เสวี่ยเหมยเดินเข้าไปจับมือหญิงชราโดยไม่ถือพระองค์ “เดือนนี้ข้าวสารพอหรือไม่” “พอเจ้าค่ะ เงินที่คุณหนูให้มาคราวก่อนยังเหลืออยู่มาก แต่ช่วงนี้มีคนจากทางเหนือเข้ามาขออาหารเพิ่มหลายครอบครัว” รอยยิ้มบนใบหน้าของเสวี่ยเหมยค่อย ๆ จางลง “ทางเหนือหรือ” “เจ้าค่ะ ได้ยินว่าตามหมู่บ้านชายแดนเริ่มไม่สงบ ผู้คนจึงพาครอบครัวเข้ามาหางานในเมือง” เสวี่ยเหมยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางชิงหลัว “อีกสองวันให้คนนำข้าวสารจากคลังส่วนตัวของข้ามาที่นี่เพิ่มยี่สิบกระสอบ แล้วเตรียมผ้าห่มกับยาสามัญมาด้วย” “แต่ของเหล่านั้นพระองค์ตั้งใจส่งไปยังหมู่บ้านทางใต้ไม่ใช่หรือเพคะ” “ทางใต้ยังพอมีผลผลิตปีนี้ ส่วนคนที่หนีมาจากชายแดนคงแทบไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา แบ่งครึ่งหนึ่งมาที่นี่ก่อน” “เพคะ” ขณะทั้งสองกำลังสนทนา เสียงเด็กร้องดังมาจากด้านหลังโรงทาน เสวี่ยเหมยหันไปเห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งล้มอยู่บนพื้น เข่าถลอกจนมีเลือดไหล นางรีบเดินเข้าไปหา “เจ็บหรือไม่” เด็กชายเงยหน้าขึ้น พอเห็นหญิงสาวแปลกหน้าก็รีบเช็ดน้ำตา “ไม่เจ็บ” “น้ำตาเต็มหน้าแล้วยังบอกว่าไม่เจ็บอีก” นางย่อตัวลงโดยไม่สนใจว่าชายกระโปรงจะเปื้อนฝุ่น ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาซับเลือดให้เด็กอย่างเบามือ ชิงหลัวมองแล้วอดยิ้มไม่ได้ นี่คือเสวี่ยเหมยที่นางรู้จักมาตลอด องค์หญิงผู้ไม่เคยเห็นว่าตำแหน่งของตนทำให้สูงส่งกว่าผู้อื่น “พ่อเจ้าแม่เจ้าอยู่ที่ใด” เด็กชายก้มหน้า “ท่านพ่อเป็นทหารอยู่ชายแดนขอรับ ท่านแม่พาข้ากับน้องหนีเข้ามาเมื่อสามวันก่อน” มือของเสวี่ยเหมยชะงัก “เหตุใดต้องหนี” เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ท่านแม่บอกว่ามีทหารมากมายอยู่ฝั่งตรงข้ามภูเขา ทุกคนกลัวว่าจะเกิดสงคราม” เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองชิงหลัว คราวนี้สีหน้าของนางกำนัลสาวเปลี่ยนไปเช่นกัน ข่าวเรื่องความเคลื่อนไหวตามชายแดนเริ่มมีมาหลายวันแล้ว แต่ราชสำนักยังไม่มีประกาศใดออกมาอย่างเป็นทางการ เสวี่ยเหมยจึงคิดว่าเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างกองลาดตระเวน ทว่าหากชาวบ้านเริ่มละทิ้งบ้านเรือน นั่นหมายความว่าสถานการณ์อาจรุนแรงกว่าที่นางรู้ “คุณหนูเสวี่ย” เสียงชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง เสวี่ยเหมยหันไปเห็นชายสูงวัยผู้หนึ่งเดินกะเผลกเข้ามา เขาเคยเป็นทหารมาก่อนและสูญเสียขาข้างหนึ่งในสงครามเมื่อสิบกว่าปีก่อน “ท่านลุงโจว” “ข้าได้ข่าวจากพ่อค้าที่เพิ่งกลับจากทางเหนือ เขาบอกว่ากองทัพเว่ยกำลังเคลื่อนพล” บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที “กองทัพเว่ยหรือ” “ใช่ ได้ยินว่ามีทหารหลายหมื่น กำลังมุ่งหน้าเข้าหาชายแดนหาน” ชิงหลัวรีบกล่าว “ข่าวลือจากพ่อค้าอาจเชื่อถือไม่ได้” ชายชราส่ายหน้า “หากเป็นเพียงคนเดียวพูด ข้าก็คงคิดเช่นนั้น แต่นี่มีพ่อค้าสามกลุ่มพูดเหมือนกันหมด เมืองชายแดนบางแห่งเริ่มปิดประตูเร็วกว่าปกติแล้ว” เสวี่ยเหมยลุกขึ้นช้า ๆ แคว้นเว่ย เพียงได้ยินชื่อก็ทำให้หลายคนหวาดกลัว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เว่ยขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว เมืองเล็กเมืองน้อยหลายแห่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นภายใต้การนำของกษัตริย์หนุ่มผู้มีพระชนม์เพียงยี่สิบห้าชันษา เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง ชื่อของชายผู้นั้นเดินทางมาถึงหานก่อนกองทัพของเขาเสียอีก มีคนกล่าวว่าเขาเป็นอัจฉริยะด้านการศึก มีคนกล่าวว่าเขาไม่เคยแพ้สงคราม และมีคนกล่าวว่าเว่ยอ๋องไม่เคยปรานีศัตรูที่ปฏิเสธข้อเสนอของตน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD