ตอนที่ 2

1334 Words
เสวี่ยเหมยเคยได้ยินเรื่องเหล่านั้นจากขุนนางในราชสำนัก แต่นางไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งกองทัพของเขาจะเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของตน “กลับวัง” นางกล่าวทันที ชิงหลัวพยักหน้าและรีบตามไป ระหว่างทางกลับ เสวี่ยเหมยแทบไม่พูดอะไร นางมองผู้คนสองข้างทางผ่านม่านรถม้า ภาพตลาดที่เคยทำให้นางรู้สึกอบอุ่นกลับทำให้หัวใจหนักอึ้ง หากสงครามเกิดขึ้นจริง คนเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นผู้จ่ายราคาสูงที่สุด พ่อค้าจะไม่มีสินค้า ชาวนาจะทิ้ง ไร่นา เด็กจะสูญเสียบิดา มารดาจะสูญเสียบุตร และไม่ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายชนะ คนธรรมดาก็ยังเป็นฝ่ายสูญเสียอยู่ดี เมื่อรถม้ากลับถึงพระราชวัง เสวี่ยเหมยเห็นทหารรักษาการณ์เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดผิดปกติ นางก้าวลงจากรถแล้วตรงไปยังท้องพระโรงทันที “องค์หญิงเพคะ เปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนดีหรือไม่” “ไม่ต้อง” “แต่ฝ่าบาทอาจกำลังประชุมกับเหล่าขุนนาง” “ยิ่งต้องไป” ยังไม่ทันถึงท้องพระโรง เสียงโต้เถียงก็ดังลอดออกมา “กองทัพเว่ยมีอย่างน้อยห้าหมื่น!” “รายงานล่าสุดบอกว่าอาจมากกว่านั้น” “หากเจิ้งเทียนตั้งใจบุกจริง กองกำลังชายแดนของเราต้านได้ไม่นานแน่” เสวี่ยเหมยหยุดอยู่หน้าประตู หัวใจของนางกระตุกวูบ ห้าหมื่น ไม่ใช่การลาดตระเวน ไม่ใช่การข่มขู่เล็กน้อย แต่เป็นกองทัพที่สามารถเปิดสงครามได้ทุกเมื่อ ขันทีหน้าประตูเห็นนางแล้วรีบคำนับ “องค์หญิง” เสียงด้านในเงียบลง ไม่นานนัก เสียงพระบิดาก็ดังออกมา “เหมยเอ๋อร์ เข้ามาเถิด” เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจก่อนก้าวเข้าไป ภายในท้องพระโรง กษัตริย์หานประทับอยู่เหนือบัลลังก์ สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ขุนนางและแม่ทัพหลายสิบคนยืนอยู่สองฝั่ง กลางห้องมีแผนที่ขนาดใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ หมุดสีแดงจำนวนมากปักอยู่ตามแนวชายแดนด้านเหนือ เสวี่ยเหมยมองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจ “ข่าวที่กองทัพเว่ยเคลื่อนพลเป็นความจริงหรือเพคะ” พระบิดามองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “จริง” “พวกเขาต้องการอะไร” ไม่มีใครตอบทันที แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวขึ้น “เว่ยอ๋องยังไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ส่งกองทัพมาประชิดชายแดนสามจุดพร้อมกัน เส้นทางเหล่านี้ล้วนสามารถบุกเข้าสู่เมืองสำคัญของเราได้” “เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น” เสนาบดีเฒ่าถอนหายใจ “เว่ยต้องการเส้นทางการค้าทางตะวันออกของเรา และต้องการให้หานยอมอยู่ใต้อำนาจมาหลายปีแล้ว” เสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว “หากต้องการเจรจา เหตุใดต้องนำทหารห้าหมื่นคนมายืนหน้าบ้านผู้อื่น” ขุนนางหลายคนเงียบ กษัตริย์หานตรัสด้วยเสียงหนัก “เพราะเว่ยอ๋องต้องการให้เราเข้าใจว่า หากไม่ยอมเจรจาตามเงื่อนไข เขาพร้อมใช้วิธีอื่น” เสวี่ยเหมยกำมือแน่น “นี่ไม่เรียกว่าเจรจา นี่คือการข่มขู่” “เหมยเอ๋อ” “หากเขาคิดว่าการมีกองทัพมากกว่าจะทำให้ทุกคนต้องคุกเข่าให้ เขาก็เย่อหยิ่งเกินไปแล้ว” แม่ทัพบางคนมององค์หญิงด้วยความชื่นชม แต่ขุนนางฝ่ายบุ๋นกลับมีสีหน้าหนักใจ พระบิดาถอนพระทัย “สงครามไม่ได้ตัดสินกันด้วยความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว หานมีกำลังทหารน้อยกว่าเว่ย เสบียงของเราก็เพิ่งเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อน หากเปิดศึกในเวลานี้ ต่อให้ป้องกันเมืองหลวงได้ ประชาชนตามชายแดนก็จะเดือดร้อนอย่างหนัก” คำพูดนั้นทำให้เสวี่ยเหมยนึกถึงเด็กชายที่โรงทาน พ่อของเด็กยังอยู่ชายแดน นางไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันเด็กคนนั้นจะยังมีบิดากลับมาหาหรือไม่ “แล้วเราจะทำอย่างไรเพคะ” “ส่งทูตไปถามความต้องการของเว่ยอ๋อง” เสวี่ยเหมยเม้มริมฝีปาก นางไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้าชายชื่อเจิ้งเทียนด้วยซ้ำ แต่นางกลับรู้สึกรังเกียจวิธีการของเขาเสียแล้ว ชายที่ใช้กองทัพนับหมื่นกดดันแคว้นที่อ่อนแอกว่า จะเป็นคนเช่นใดกัน หลังออกจากท้องพระโรง เสวี่ยเหมยไม่ได้กลับตำหนักทันที นางเดินไปยังสวนเหมยด้านตะวันตกของพระราชวัง ดอกสีขาวอมชมพูกำลังผลิบานเต็มกิ่ง บางกลีบปลิวตามสายลมลงบนพื้นหิน สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่โปรดของนางมาตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาเคยบอกว่าเหตุที่ตั้งชื่อนางว่าเสวี่ยเหมย เพราะวันที่นางเกิด หิมะตกหนักทั่วนครหลวง แต่ต้นเหมยหน้าตำหนักกลับออกดอกงดงาม “ดอกเหมยยิ่งผ่านความหนาว ยิ่งผลิบานงดงาม” พระมารดาเคยกล่าวเช่นนั้น เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองกิ่งเหมยเหนือศีรษะ “เว่ยอ๋อง” นางเอ่ยชื่อนั้นเบา ๆ เพียงชื่อเดียวกลับทำให้บรรยากาศสงบงามของสวนดูเย็นเยียบลง “ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดจากหาน ข้าหวังว่าท่านจะยังเหลือความเป็นมนุษย์พอที่จะไม่เอาชีวิตประชาชนมาเป็นเครื่องต่อรอง” ชิงหลัวยืนอยู่ไม่ไกลและไม่ได้พูดอะไร ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ในขณะเดียวกันนั้น ห่างออกไปหลายร้อยลี้เหนือกำแพงเมืองชายแดน ธงสีดำปักลายพยัคฆ์แห่งเว่ยกำลังโบกสะบัดเต็มท้องทุ่ง กองทัพม้านับพันเรียงแถวสุดสายตา เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังเป็นระยะ ทหารในชุดเกราะดำยืนประจำตำแหน่งอย่างมีระเบียบ ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงโดยไม่จำเป็น กลางค่ายใหญ่ บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เหนือแผนที่ เขาสวมชุดสีดำสนิท ปลายแขนปักลายสีทอง เรือนผมดำถูกรวบไว้ด้วยรัดเกล้าหยก ใบหน้าคมคายหล่อเหลาอย่างยากจะหาผู้ใดเทียบ ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบจนผู้ใต้บังคับบัญชาแทบไม่มีใครกล้าสบตรง ๆ ชายผู้นั้นคือ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง เจ้าผู้ครองแคว้นเว่ยวัยยี่สิบห้าชันษา แม่ทัพคนหนึ่งก้าวเข้ามาคำนับ “ทูลฝ่าบาท กองกำลังทั้งสามสายเข้าประจำตำแหน่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากมีพระบัญชา เราสามารถข้ามชายแดนหานได้ภายในคืนนี้” เจิ้งเทียนเลื่อนสายตาไปตามเส้นบนแผนที่ “ยังไม่ต้อง” แม่ทัพชะงัก “ฝ่าบาท?” “ข้าต้องการรัฐหานที่ยังมีเมือง มีประชาชน และมีเส้นทางการค้า ไม่ใช่แผ่นดินไหม้เกรียมที่เต็มไปด้วยศพ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบอย่างน่ากลัว “ให้ทหารอยู่ที่เดิม” “แล้วหากกษัตริย์หานไม่ยอมรับเงื่อนไขของเราเล่าพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งเทียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ไม่มีความอบอุ่นอยู่ในรอยยิ้มนั้นแม้แต่น้อย “เมื่อเขาเห็นทหารของข้ายืนอยู่หน้าประตูบ้านทุกวัน เขาจะยอมเอง” “ฝ่าบาททรงมั่นพระทัยหรือ” เว่ยอ๋องเงยหน้าขึ้น “บนโลกนี้ไม่มีผู้ใดไม่ยอมแพ้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าเขากลัวจะสูญเสียสิ่งใดมากที่สุด” แม่ทัพก้มศีรษะทันที เจิ้งเทียนหันกลับไปมองแผนที่รัฐหานอีกครั้ง ก่อนวางนิ้วลงบนตำแหน่งนครหลวงอย่างช้า ๆ เวลานั้นเขายังไม่รู้เลยว่า ในพระราชวังซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ มีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นเหมยและกล่าวถึงเขาด้วยความเกลียดชัง ทั้งที่ยังไม่เคยพบหน้ากัน และเสวี่ยเหมยเองก็ไม่รู้ว่า บุรุษที่นางเพิ่งตราหน้าว่าไร้มนุษยธรรม กำลังจะก้าวเข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิตของนางไปตลอดกาล สงครามระหว่างเว่ยกับหานยังไม่เริ่มต้น แต่ชะตาระหว่าง เว่ยอ๋องเจิ้งเทียน กับ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย ได้เริ่มหมุนไปแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD