ตอนที่ 3

1243 Words
บุรุษกลางราตรี ราชสาส์นจากแคว้นเว่ยทำให้พระราชวังหานตกอยู่ในบรรยากาศตึงเครียดตลอดทั้งคืน หลังการประชุมราชสำนักสิ้นสุดลง กษัตริย์หานมีพระบัญชาเพิ่มกำลังทหารตามประตูเมืองและส่งม้าเร็วไปยังหัวเมืองชายแดนเพื่อสอบถามสถานการณ์โดยละเอียด ขณะที่เหล่าขุนนางยังถกเถียงกันไม่หยุดว่าควรยอมรับเงื่อนไขของเว่ยหรือเตรียมทำสงคราม สำหรับเสวี่ยเหมย สิ่งที่รบกวนจิตใจนางกลับไม่ใช่เพียงราชสาส์นฉบับนั้น แต่เป็นภาพเด็กชายในโรงทานที่บอกว่าบิดาของเขาเป็นทหารอยู่ชายแดน นางนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน รุ่งเช้าวันต่อมา เสวี่ยเหมยจึงมีรับสั่งให้คนเตรียมข้าวสาร ยารักษาโรค เสื้อผ้าและผ้าห่มจำนวนหนึ่ง เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านทางเหนือซึ่งเริ่มมีผู้ลี้ภัยจากเขตชายแดนเข้ามาอาศัยอยู่ “องค์หญิงจะเสด็จไปด้วยพระองค์เองจริงหรือเพคะ” ชิงหลัวถามเป็นครั้งที่สามขณะยืนมองคนงานขนกระสอบข้าวขึ้นรถม้า “ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าจะไป” “แต่สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมือนเดิมนะเพคะ ฝ่าบาทเพิ่งทรงมีพระบัญชาให้เพิ่มทหารรักษาพระนคร หากทรงทราบว่าองค์หญิงออกไปนอกเมืองในเวลาเช่นนี้…” “เราไม่ได้ไปชายแดนเสียหน่อย หมู่บ้านชิงเหออยู่ห่างจากประตูเมืองเพียงสามสิบลี้” “สามสิบลี้ก็ไกลนะเพคะ” เสวี่ยเหมยหันมายิ้ม “ถ้าเจ้ากลัวก็อยู่ในวัง” “หม่อมฉันไม่ได้กลัวเพคะ!” “เช่นนั้นก็ขึ้นรถม้า” ชิงหลัวทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ต้องเดินตามนายหญิงไปอย่างไม่มีทางเลือก เสวี่ยเหมยไม่ได้เดินทางโดยปราศจากการคุ้มกัน นางมีองครักษ์แปดนายติดตามไปด้วย เพียงแต่นางกำชับทุกคนให้แต่งกายอย่างสามัญชนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านแตกตื่น หมู่บ้านชิงเหอเป็นชุมชนเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ แต่ช่วงหลายวันที่ผ่านมามีครอบครัวจากหมู่บ้านทางเหนือเดินทางเข้ามาพักอาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหวาดกลัวว่าหากกองทัพเว่ยข้ามชายแดน พื้นที่ของตนจะกลายเป็นสนามรบแห่งแรก เสวี่ยเหมยใช้เวลาเกือบทั้งวันแจกจ่ายอาหารและสอบถามความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ยิ่งได้ฟัง นางยิ่งเข้าใจว่าสงครามซึ่งยังไม่เกิดขึ้นได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วแล้ว “คุณหนูเสวี่ย ท่านจะมาอีกหรือไม่” เด็กหญิงตัวเล็กถามขณะรับห่อขนมจากมือนาง เสวี่ยเหมยย่อตัวลง “ถ้ามีโอกาส ข้าจะมา” “ครั้งหน้าข้าจะเก็บดอกไม้ไว้ให้ท่าน” “ตกลง” เด็กน้อยยิ้มกว้างก่อนวิ่งกลับไปหามารดา ชิงหลัวมองท้องฟ้าแล้วรีบเดินเข้ามา “องค์หญิง เราควรกลับแล้วเพคะ” เสวี่ยเหมยเงยหน้ามอง ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำกว่าที่คิด เมฆสีเทากลุ่มใหญ่เริ่มก่อตัวทางทิศตะวันตก “ดูเหมือนฝนจะตก” “เพราะอย่างนั้นยิ่งต้องรีบเพคะ” เสวี่ยเหมยจึงยอมขึ้นรถม้า ขบวนเดินทางออกจากหมู่บ้านในช่วงเย็น เส้นทางกลับเมืองหลวงทอดผ่านป่าเตี้ยและเนินเขาหลายแห่ง หากใช้ถนนใหญ่จะต้องอ้อมเกือบสิบลี้ องครักษ์จึงเลือกเส้นทางลัดเพื่อให้ถึงประตูเมืองก่อนปิด ทว่าพวกเขาเดินทางมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ฝนก็เริ่มโปรยลงมา “วันนี้โชคไม่เข้าข้างเราเลย” ชิงหลัวบ่นพลางปิดม่านรถม้า เสวี่ยเหมยกลับไม่ได้สนใจฝนมากนัก นางยังนั่งอ่านรายชื่อครอบครัวผู้ลี้ภัยที่หัวหน้าหมู่บ้านมอบให้ “มีคนมากกว่าร้อยครอบครัวแล้ว” “เพคะ” “หากสถานการณ์ชายแดนไม่ดีขึ้น จำนวนคงเพิ่มอีก” ชิงหลัวเงียบลง ก่อนถามอย่างลังเล “องค์หญิงคิดว่าเว่ยจะทำสงครามจริงหรือไม่เพคะ” เสวี่ยเหมยวางกระดาษในมือลง “ข้าไม่รู้” “เขาว่ากันว่าเว่ยอ๋องโหดร้ายมาก” “ข่าวลืออาจเกินจริง” “แต่พระองค์เองยังทรงบอกว่าเขาไร้มนุษยธรรมเลยนะเพคะ” เสวี่ยเหมยปรายตามองนางกำนัล “ข้าบอกว่าวิธีของเขาไร้มนุษยธรรม ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นอสูรจริง ๆ เสียหน่อย” ชิงหลัวหัวเราะเบา ๆ ทันใดนั้น รถม้ากระตุกอย่างรุนแรงจนทั้งสองเกือบล้ม เสียงม้าร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เสวี่ยเหมยจับขอบหน้าต่างไว้ทัน “เกิดอะไรขึ้น” ไม่มีคำตอบ กลับมีเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากด้านนอก เคร้ง! ตามด้วยเสียงร้องขององครักษ์ “มีคนซุ่มโจมตี! คุ้มกันคุณหนู!” สีหน้าของชิงหลัวซีดเผือด “องค์หญิง!” เสวี่ยเหมยรีบเปิดม่านมองออกไป กลางสายฝน ชายชุดดำกว่าสิบคนกำลังล้อมรถม้า องครักษ์ทั้งแปดของนางชักดาบออกต่อสู้ แต่ศัตรูมีจำนวนมากกว่าและดูเหมือนจะรู้วิธีต่อสู้อย่างดี นี่ไม่ใช่โจรธรรมดา ความคิดนั้นผุดขึ้นในใจทันที “ชิงหลัว ลงทางด้านหลัง” “อะไรนะเพคะ” “หากเรายังอยู่ในรถม้า พวกเขาจะล้อมเราได้ง่ายกว่า” เสวี่ยเหมยดึงปิ่นออกจากผมแล้วกำไว้แน่น อย่างน้อยมันก็ยังพอใช้ป้องกันตัวได้ ทั้งสองเปิดประตูด้านหลัง แต่เพิ่งก้าวลง ชายชุดดำคนหนึ่งก็เห็นเข้า “อยู่ตรงนั้น!” เสวี่ยเหมยคว้ามือชิงหลัววิ่งเข้าไปในป่า “จับตัวผู้หญิงไว้!” เสียงตะโกนดังตามหลัง หัวใจของเสวี่ยเหมยเต้นแรง นางวิ่งผ่านพื้นดินเปียกลื่นโดยแทบไม่รู้ทิศทาง ฝนตกหนักขึ้นทุกขณะ ชายกระโปรงเปียกจนหนักและเกะกะ ชิงหลัวสะดุดล้ม “องค์หญิง!” เสวี่ยเหมยรีบหันกลับไปดึงนางขึ้น เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ชายชุดดำสองคนปรากฏตัวจากแนวต้นไม้ “หยุด!” เสวี่ยเหมยดันชิงหลัวไปด้านหลัง “พวกเจ้าต้องการอะไร” หนึ่งในนั้นหัวเราะ “คุณหนูไม่จำเป็นต้องรู้” “หากต้องการเงิน ข้าให้ได้” “พวกเราไม่ได้มาเอาเงิน” คำตอบนั้นทำให้หัวใจนางเย็นวาบ แสดงว่าคนเหล่านี้รู้ว่ากำลังตามหาใคร ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เสวี่ยเหมยกำปิ่นแน่นกว่าเดิม “อย่าเข้ามา” “ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ยังคิดจะสู้หรือ” เขายื่นมือมาหมายจะจับแขนนาง เสวี่ยเหมยแทงปิ่นใส่ทันที ชายผู้นั้นหลบไม่ทัน ปลายปิ่นเฉือนหลังมือจนเลือดไหล “นังนี่!” เขาเงื้อมือขึ้นด้วยความโกรธ แต่ก่อนฝ่ามือนั้นจะถึงตัวเสวี่ยเหมย เสียงบางอย่างแหวกสายฝนดังขึ้น ฉึก! ลูกธนูปักลงบนต้นไม้ข้างศีรษะของชายชุดดำ ห่างออกไปเพียงไม่กี่ชุ่น ทุกคนชะงัก เสียงฝีเท้าม้าดังมาจากความมืด ไม่นาน เงาร่างของบุรุษคนหนึ่งก็ปรากฏท่ามกลางสายฝน เขาขี่ม้าสีดำสนิท สวมเสื้อคลุมสีเข้ม ไม่มีเครื่องหมายบ่งบอกฐานะ ใบหน้าครึ่งหนึ่งอยู่ใต้เงาของต้นไม้ มีเพียงดวงตาคมกริบที่มองตรงมายังคนร้าย ชายชุดดำตะโกน “อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น!” บุรุษบนหลังม้ามองเขาอย่างเย็นชา “ปล่อยผู้หญิงสองคนนั้น” “เจ้าเป็นใคร” “คนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีเพราะต้องเดินทางกลางฝน” คำตอบนั้นทำให้เสวี่ยเหมยถึงกับชะงัก คนร้ายสบถ “อยากตายก็เข้ามา!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD