เสียงฝนด้านนอกค่อย ๆ เบาลง เปลวไฟกลางกระท่อมส่องสะท้อนใบหน้าของคนทั้งสอง เสวี่ยเหมยไม่รู้เลยว่าชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นใคร นางเห็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่เสี่ยงชีวิตช่วยนางจากคนร้าย และได้รับบาดเจ็บเพราะปกป้องนาง ส่วนเทียนหลงกลับรู้ดีว่านางคือใคร ยิ่งกว่านั้น เขายังรู้ว่าหากไม่มีเหตุการณ์คืนนี้ อีกไม่นานเขากับหญิงตรงหน้าอาจต้องยืนอยู่คนละฝั่ง เพราะเทียนหลงไม่ใช่พ่อค้า ไม่ใช่จอมยุทธ์พเนจร และไม่ใช่ชายสามัญที่บังเอิญผ่านมา เขาคือบุรุษผู้มีอำนาจสั่งกองทัพหลายหมื่นซึ่งกำลังประชิดชายแดนบ้านเกิดของนางอยู่ในเวลานี้
“เสวี่ยเหมย”
เขาเรียกชื่อนางเป็นครั้งแรก
“อะไร”
“หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าคนที่เคยช่วยเจ้าไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เจ้าคิด เจ้าจะทำอย่างไร”
นางขมวดคิ้ว “เหตุใดจู่ ๆ จึงถามเช่นนี้”
“แค่อยากรู้”
เสวี่ยเหมยมองเปลวไฟก่อนตอบ
“คนเราคงไม่มีใครดีหรือเลวไปเสียทั้งหมด ข้าจะตัดสินจากสิ่งที่เขาทำ”
“หากเขาเคยทำสิ่งที่เจ้าเกลียดที่สุดเล่า”
คราวนี้นางเงยหน้ามองเขาตรง ๆ “ข้าก็คงเกลียดสิ่งที่เขาทำ”
“แล้วตัวเขา?”
เสวี่ยเหมยยิ้มบาง ๆ “ต้องรอให้ถึงวันนั้นก่อน ข้าจึงจะตอบได้”
เทียนหลงมองรอยยิ้มนั้นนิ่ง เขาไม่รู้ว่าเหตุใดคำตอบง่าย ๆ เช่นนี้จึงติดอยู่ในใจ ด้านนอกฝนหยุดตกแล้ว องครักษ์เข้ามารายงานว่าสามารถซ่อมรถม้าชั่วคราวได้และควรออกเดินทางก่อนฟ้ามืดสนิท
เสวี่ยเหมยลุกขึ้น
“ข้าต้องกลับแล้ว”
เทียนหลงพยักหน้า นางเดินไปถึงประตู ก่อนหันกลับมา
“ท่านจะไปทางไหน”
“ทางเหนือ”
“ทางเหนือ?”
หัวใจของนางกระตุกเมื่อคิดถึงกองทัพเว่ย
“ช่วงนี้ทางเหนือไม่ปลอดภัย”
“ข้ารู้”
“รู้แล้วยังจะไป?”
“ข้ามีสิ่งที่ต้องทำ”
เสวี่ยเหมยอยากถาม แต่คิดว่าคงไม่เหมาะ
“เช่นนั้นระวังตัวด้วย”
เขามองนาง “เจ้าเองก็เช่นกัน”
เสวี่ยเหมยเดินออกไปแล้ว แต่ผ่านไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาอีก
“เทียนหลง”
“อะไร”
“อย่าลืมเปลี่ยนผ้าพันแผลพรุ่งนี้”
เขามองนางนิ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“รู้แล้ว”
เสวี่ยเหมยจึงยิ้มและเดินจากไป เทียนหลงยืนอยู่หน้ากระท่อม มองรถม้าของนางค่อย ๆ หายไปตามเส้นทางกลางป่า ชายชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวจากเงามืดและคุกเข่าลงทันที
“ฝ่าบาท”
ความอ่อนโยนที่เพิ่งปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มหายไปในพริบตา เขากลับเป็นบุรุษเย็นชาอีกครั้ง
“สืบให้ได้ว่าใครส่งคนเหล่านั้นมา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าให้ราชสำนักหานรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่”
“รับพระบัญชา”
ชายชุดดำลังเลก่อนถาม “แล้วเรื่ององค์หญิงเสวี่ยเหมย…”
เจิ้งเทียนก้มมองผ้าพันแผลสีขาวบนต้นแขน กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ยังติดอยู่
“ไม่ต้องทำอะไร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยอ๋องเงยหน้ามองเส้นทางที่รถม้าหายไป ก่อนคืนนี้ เสวี่ยเหมยสำหรับเขาเป็นเพียงชื่อขององค์หญิงคนหนึ่งแห่งแคว้นที่กำลังจะถูกบีบบังคับให้ยอมจำนน แต่ตอนนี้ชื่อนั้นกลับมีใบหน้า มีเสียงหัวเราะ และมีดวงตาคู่หนึ่งซึ่งกล้าบอกเขาว่านางเกลียดคนที่เห็นชีวิตผู้อื่นไม่มีค่า น่าสนใจ...เจิ้งเทียนยกมือแตะผ้าพันแผลโดยไม่รู้ตัว
“ดอกเหมยแห่งหานอย่างนั้นหรือ”
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
“ดูเหมือนข่าวลือเรื่องเจ้าจะยังกล่าวไว้น้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ”
ในเวลาเดียวกัน รถม้าของเสวี่ยเหมยกำลังแล่นกลับสู่นครหลวง ชิงหลัวขยับเข้ามาใกล้นายหญิงแล้วถามด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
“องค์หญิงเพคะ”
“อะไร”
“คุณชายเทียนหลงรูปงามนะเพคะ”
เสวี่ยเหมยหันขวับ
“เกี่ยวอะไรกับความรูปงาม”
“หม่อมฉันยังไม่ได้บอกว่าเกี่ยวอะไรเลยเพคะ”
“ชิงหลัว!”
เสียงหัวเราะของนางกำนัลดังขึ้นในรถม้า เสวี่ยเหมยหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมตอบอีก แต่ภาพของชายหนุ่มกลางสายฝนกลับปรากฏขึ้นในความคิดอย่างห้ามไม่ได้ ดวงตาคมคู่นั้น ท่าทางเย็นชา และรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยตอนนางบอกว่าเขาชอบทำหน้าราวกับทุกคนติดหนี้
“เทียนหลง…”
นางพึมพำชื่อเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน เสวี่ยเหมยไม่รู้เลยว่า การพบกันในคืนนี้ไม่ใช่เพียงความบังเอิญที่จะผ่านเข้ามาแล้วจางหายไปจากชีวิต เพราะชายที่นางเพิ่งช่วยพันบาดแผลให้ด้วยมือตนเอง
คือ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง
บุรุษคนเดียวกับที่นางเพิ่งกล่าวเมื่อวานว่าเย่อหยิ่งและไร้มนุษยธรรม และอีกไม่นาน เมื่อกองทัพเว่ยเริ่มเคลื่อนพล ความทรงจำอันงดงามเกี่ยวกับชายชื่อเทียนหลง จะกลายเป็นความลับที่เจ็บปวดที่สุดระหว่างคนทั้งสอง
ชายผู้ไม่ยอมบอกที่มา
ฝนที่เสวี่ยเหมยคิดว่าจะหยุดลงในไม่ช้ากลับเทกระหน่ำหนักขึ้นอีกครั้ง สายลมพัดละอองฝนลอดเข้ามาตามช่องไม้ของกระท่อมร้างจนเปลวไฟกลางห้องไหววูบ แม้องครักษ์จะรายงานว่าสามารถซ่อมรถม้าได้ชั่วคราว แต่เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทและถนนเต็มไปด้วยโคลน การเดินทางกลับนครหลวงในเวลานี้ย่อมเสี่ยงเกินไป
สุดท้ายทุกคนจึงจำเป็นต้องพักอยู่ที่นี่จนกว่าฝนจะเบาลง
เสวี่ยเหมยนั่งใกล้กองไฟ พลางมองชายหนุ่มซึ่งนั่งพิงเสาไม้อีกฟากหนึ่งของกระท่อม เขาเพิ่งถูกนางทำแผลให้เมื่อไม่นาน แต่สีหน้าแทบไม่แสดงความเจ็บปวด ราวกับรอยดาบยาวบนต้นแขนเป็นเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย
สิ่งที่ทำให้นางสนใจมากกว่าบาดแผล คือท่าทีของเขา
ตั้งแต่พบกัน เทียนหลงไม่เคยมีอาการตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
ถูกคนร้ายหลายคนล้อมก็ไม่หวั่น
ได้รับบาดเจ็บก็ไม่สะทกสะท้าน
แม้แต่ยามองครักษ์ของนางเข้ามาพร้อมดาบในมือ เขายังเพียงปรายตามองครั้งเดียวก่อนลดอาวุธลงอย่างใจเย็น
ชายเช่นนี้จะเป็นเพียงคนเดินทางธรรมดาได้อย่างไร
“องค์หญิงเพคะ”
ชิงหลัวขยับเข้ามานั่งข้าง ๆ แล้วกระซิบ “หม่อมฉันรู้สึกว่าคุณชายผู้นั้นแปลก ๆ”
เสวี่ยเหมยยังมองคนตรงข้าม “ตรงไหน”
“ทุกตรงเลยเพคะ”
นางเกือบหัวเราะ “คำตอบของเจ้าช่วยข้าได้มากจริง ๆ”
“หม่อมฉันพูดจริงนะเพคะ คนธรรมดาที่ไหนต่อสู้เก่งขนาดนั้น แล้วดาบของเขาก็ดูไม่เหมือนของชาวบ้านด้วย”
คำพูดนั้นทำให้เสวี่ยเหมยมองไปยังดาบซึ่งวางอยู่ข้างตัวเทียนหลง
ฝักดาบเป็นสีดำเรียบ ไม่มีอัญมณีประดับ แต่ตรงด้ามมีลวดลายเมฆแกะสลักละเอียด ฝีมือประณีตเกินกว่าของที่คนเดินทางทั่วไปจะพกติดตัว ดูเหมือนนางไม่ได้คิดไปเอง เทียนหลงเงยหน้าขึ้นพอดี สายตาของทั้งคู่ประสานกัน เสวี่ยเหมยไม่ได้หลบ กลับมองเขาตรง ๆ
“มองอะไร” เขาถาม
“มองท่าน”
“ข้ารู้ว่ามองข้า”
“แล้วจะถามทำไม”
เทียนหลงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนมุมปากจะกระตุกเหมือนกำลังกลั้นยิ้ม