ตอนที่3 ไม่มีแม่

1352 Words
“ตอนนี้พี่ไม่มีงานทำ ถ้ารัลทำให้พี่ตกงานอีก พี่ก็จะไม่มีงาน ไม่มีเงิน รู้ไหมว่าพี่มีน้องยี่สิบกว่าคนต้องช่วยเหลือ ถ้าพี่ไม่มีเงินน้องของพี่ก็จะลำบาก ฉะนั้นพี่ขออยู่กับรัลที่นี่เพื่อรับเงินเดือนจากพ่อของรัลได้ไหม” พรรษาพูดออกไปอย่างไม่ปิดบัง แม้ว่าคำพูดของเธอมันจะดูไม่น่าฟังไปเท่าไหร่ ดูยาวไปหน่อย แต่เธอรู้สึกว่าเด็กชายวัยสี่ขวบตรงหน้ากลับดูฉลาดมาก และเข้าใจสิ่งที่เธอพูด “คนบ้าอะไรมีน้องตั้งยี่สิบกว่าคน” แล้วสุดท้ายคำพูดของพรรษาก็ทำให้เด็กชายสรัลอดตอบโต้ไม่ได้ “ไม่เชื่อเหรอ” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มขึ้นในใจแต่ก็พยายามคุมสีหน้าของตัวเองไว้แล้วย้อนถามกลับไป “ไม่!” เด็กชายสรัลตอบกลับอย่างไม่ลังเลทันที “งั้นว่างๆ พี่พาไปบ้านพี่ไหม จะได้รู้ว่าพี่มีน้องยี่สิบกว่าคนจริงๆ” บ้านที่เธอเคยอยู่ในวัยเด็กนั่นเอง “ไม่เห็นอยากไป” เด็กชายสรัลพูดขึ้นอย่างไร้เยื่อใยอีกครั้ง “ถ้าไม่ไปจะรู้ได้ยังไงว่าพี่พูดจริงหรือโกหก” “ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” เด็กชายสรัลแย้งออกไปอีกครั้ง “ไม่อยากรู้ก็ไม่เป็นไร แต่รัลช่วยให้พี่ษาทำงานที่นี่ต่อได้ไหม” เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยพูดแบบนั้นเธอก็แสร้งทำเป็นไม่บังคับเขาพร้อมกับถามสิ่งที่อยากให้เขาช่วยออกไปอีกครั้ง “ทำไมต้องช่วย” เด็กชายสรัลถามขึ้นอีกครั้ง “เพราะพี่รู้ว่ารัลเป็นคนมีเหตุผล” คำเยินยอได้เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าจริงจังของพรรษา “ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย ถ้าอยากอยู่ก็อย่าวุ่นวาย” เด็กน้อยที่ได้ยินคำชมนี้สุดท้ายก็เอ่ยขึ้นอย่างผู้ยิ่งใหญ่ แต่คำตอบก็คือเขายินดีช่วยพรรษาแล้วนั่นเอง “น่ารัก งั้นเดี๋ยวพี่ษาอาบน้ำให้นะครับ” พรรษาที่ได้ยินแบบนั้นก็เลือกจะยิ้มและชมขึ้นพร้อมกับจับมือเด็กน้อยที่ยังอยู่ในชุดกลางวันอยู่ “ไม่ต้อง!” เด็กน้อยสะบัดมือออกพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำทันที เพราะตั้งแต่สองขวบครึ่งเขาก็อาบน้ำเองมาตลอด ยิ่งตอนนี้สี่ขวบกว่าแล้วเขาโตพอที่จะอาบน้ำเองได้แล้ว “ไม่ต้องอายหรอก พี่ษาอาบน้ำให้น้องพี่ษาบ่อย” พรรษาเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกันเองก่อนจะจูงมือเด็กน้อยมาถึงห้องน้ำ “ออกไป ไม่งั้นไม่ต้องทำงานที่นี่แล้ว!” เด็กน้อยเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะความอายทันที “ก็ได้ๆ งั้นพี่ษารออยู่ข้างนอกถ้ามีอะไรก็เรียกได้ แล้วไม่ต้องล็อคห้องน้ำนะ พี่ษาไม่แอบดูหรอก” พรรษาพูดพร้อมกับดึงประตูห้องน้ำปิดแล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนอนมาเตรียมให้เด็กน้อยพร้อมกับนั่งรอที่เก้าอี้เล็กรอเด็กน้อยออกมา เด็กชายสรัลที่ออกจากห้องน้ำมาด้วยผ้าขนหนูคลุมไหล่ปกปิดตัวเองไว้หันไปมองพรรษาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเมื่อเห็นพรรษาหันมามองและส่งยิ้มให้ตัวเอง “เลิกอายได้แล้วเด็กน้อย” พรรษาที่เห็นเด็กชายสรัลหยิบชุดนอนจะเดินกลับไปในห้องน้ำก็ลุกขึ้นมายีหัวอย่างเอ็นดูและพูดขึ้นพร้อมกับใช้มืออีกข้างดึงชุดนอนในมือไปวางไว้บนเตียงอีกครั้ง “อย่ายุ่ง!” เด็กชายสรัลที่เรี่ยวแรงน้อยนิดสู้อะไรไม่ได้ก็ใช้เสียงอย่างไม่พอใจ “ตัวเท่าลูกหมาจะอายอะไร น้องพี่ษาโตกว่ารัลพี่ยังช่วยอาบน้ำแต่งตัวเลย มีอะไรให้อายห๊ะเราน่ะ” พรรษาพูดขึ้นก่อนจะใช้ร่างกายที่ใหญ่กว่าแรงที่เยอะกว่าดึงผ้าออกมาเช็ดตัวให้เด็กน้อยจนแห้งพร้อมกับหยิบแป้งและโลชั่นสำหรับเด็กมาช่วยทาให้ “.....” เด็กชายสรัลใบหน้าแดงด่ำยิ่งกว่าลูกมะเขือเทศก็ว่าได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบปีกว่าๆ ก็ว่าได้ที่มีคนมาทำแบบนี้กับเขา เพราะแม้แต่ย่าก็ไม่ได้ทำแบบนี้มานานแล้ว ส่วนพ่อก็ไม่เคยทำแบบนี้เลยด้วยซ้ำ “ยกขาสิ อายไม่ใช่หรือไงไม่รีบใส่เหรอ” พรรษาที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้ามองหน้าเล็กแดงก่ำแล้วถามออกไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู “.....” เด็กชายสรัลยกขาขึ้นสอดขาเข้าไปในขากางเกงชุดนอนของตัวเองอย่างรีบร้อนทันที “จับไหล่พี่ษาไว้สิ เดี๋ยวก็ล้มหรอก” พรรษาพูดพร้อมกับดึงมือเล็กมาวางไว้ที่ไหล่ของเธอ “.....” เด็กชายสรัลเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้น เพราะเขาแทบไม่มีความใกล้ชิดแบบนี้กับใครเลยตั้งแต่จำความได้ “เรียบร้อย ขึ้นเตียงได้แล้วเดี๋ยวพี่ษาเล่านิทานให้ฟัง” พรรษาพูดพร้อมกับยีหัวเล็กอีกครั้งก่อนจะขึ้นบนเตียงเพื่อเล่านิทานให้เด็กน้อยฟัง “ฉันโตแล้ว” เด็กชายสรัลยังคงปฏิเสธออกมาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่เชื่อเถอะว่าพอได้ฟังกลับหลับอย่างง่ายดายทุกรอบ ไม่อยากฟังเหรอ... เขาอยากฟังนิทานมาก เพียงแต่ชีวิตเด็กน้อยที่เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยแบบนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่หลายๆ คิดเลยสักนิด ตั้งแต่วันแรกที่เขาคลอดก็ไร้แม่และได้รับการเลี้ยงดูจากพี่เลี้ยงและผู้เป็นย่า เรื่องนิทานก่อนนอนมีพี่เลี้ยงเล่าให้เขาฟังถึงแค่อายุขวบกว่าเท่านั้น หลังจากนั้นเด็กน้อยเริ่มมีเพื่อนในละแวกใกล้เคียงและเริ่มถูกเพื่อนบางคนในวัยไล่ๆ กันล้อว่าเขาไม่มีแม่ และเด็กน้อยในวัยที่เข้าใจคำว่าแม่คืออะไรและรู้มาตลอดว่าข้างกายตัวเองมีแต่คนที่เรียกแทนตัวเองว่าดิฉันแต่ไม่ใช่แม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ เด็กน้อยก็เข้าใจว่าตัวเองไม่มีแม่ พร้อมกับเริ่มรู้สึกไม่ดีกับคำล้อพวกนั้นจนนิสัยเขาเริ่มเปลี่ยนไปเป็นร้องหาแม่มากขึ้น พ่อที่ปกติไม่ค่อยสนใจอะไรพอได้ยินเขาร้องหาแม่ก็เหมือนไปทำให้ผู้เป็นพ่อไม่ใจและสั่งห้ามไม่ให้เอ่ยถึงแม่อีก เพราะแบบนั้นเด็กน้อยที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองก็เริ่มเข้าใจว่าหากไม่มีพี่เลี้ยงก็จะมีแม่แทน เพราะงั้นเขาเริ่มต่อต้านพี่เลี้ยง เริ่มเอาแต่ใจตัวเอง เริ่มกรีดร้องงี่เง่าไร้เหตุผล และผลสุดท้ายก็ยิ่งถูกผู้เป็นพ่อเข้มงวดตั้งแต่เด็ก ถูกผู้เป็นย่าส่ายหน้าเหนื่อยใจ ส่วนผู้เป็นปู่ก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับเขามากนัก เพราะแบบนั้นเด็กน้อยจึงไม่ได้ฟังนิทานมาตั้งแต่อายุเกือบสองขวบได้ หนังสือนิทานที่เคยมีเขาก็เป็นคนฉีกมันทิ้งด้วยมือของเขาเอง “เอาเรื่องเพื่อนใหม่ของลุงหมีดีกว่า” แม้จะไม่มีหนังสือนิทานแต่เพราะเธอเคยเล่าให้น้องๆ ฟังบ่อยมากจึงไม่ยากสำหรับการเล่านิทานโดยไม่ต้องใช้หนังสือ พรรษาไม่ได้สนใจเด็กน้อยที่นอนห่มผ้าตะแคงข้างเลยสักนิดพร้อมกับเอ่ยปากเล่านิทานตามที่เธอจำได้ออกมาด้วยน้ำเสียงหลากหลายตามบทบาทของตัวละครนั้นๆ เล่าไปไม่ถึงสามนาทีเด็กน้อยที่เคยนอนลืมตาก่อนหน้านี้ได้หลับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เด็กน้อยเอ้ย” พรรษาที่เห็นแบบนั้นก็หยุดเล่าก่อนจะยีหัวเล็กอย่างเอ็นดูและลุกจากเตียงจัดผ้าห่มให้กับเด็กชายสรัลให้เรียบร้อยแล้วหมุนตัวเพื่อกลับไปพักผ่อนไม่ต่างกัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD