ดวงตาคู่สวยสั่นไหวขณะเงยหน้าขึ้นสบสายตากับวิรตี อีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มกว้างมาให้เธอ แต่กุลนันท์รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นมันคล้ายรอยยิ้มเย้ยหยันกันอย่างไรอย่างนั้น
"ยินดีกับคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงด้วยนะคะ ต่อไปชีวิตคู่คงยิ่งมีความสุขน่าดู" วิรตีจงใจเน้นคำว่า 'ความสุข' ทั้งที่กำลังคิดเยาะเย้ยคนบนเตียงอยู่ในใจว่า 'เก็บความสุขในตอนนี้ไว้นะ เพราะมันจะอยู่อีกไม่นานนักหรอก' เธอยกยิ้มกว้างให้กุลนันท์อีกครั้ง
"วันนี้กุลเขาเหนื่อยมามากแล้ว ผมว่าพี่วิกลับก่อนดีกว่านะครับ" จิรกิตติ์ในตอนนี้ก็คงไม่ต่างจากวัวสันหลังหวะ เขารู้ว่าตัวเองมีความผิดติดตัวและเป็นเรื่องอะไร จึงกลัวเหลือเกินว่าการปล่อยให้ผู้หญิงทั้งสองคนเผชิญหน้ากันนานมันอาจจะทำให้กุลนันท์ระแคะระคายบางอย่างขึ้นมาอีก
"จะรีบทำไมกัน พี่ยังไม่ได้อุ้มหลานเลย มา พี่ขออุ้มหน่อย" ว่าแล้วก็ยื่นมือข้ามเตียงคุณแม่ไป เพื่อขออุ้มเด็กน้อยที่ช่างเกิดมาขัดขวางความสุขเธอเหลือเกิน
หัวใจของกุลนันท์ยังเต้นรุนแรงไม่หายกับความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัวสมอง ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่สิ่งเดียวที่เธอแน่ใจตอนนี้คือเธอไม่อยากให้วิรตีอุ้มลูกของเธอ
"ส่งลูกให้เรากิต" คุณแม่พูดโพล่งขึ้นมา ทำให้จิรกิตติ์ชะงักมือที่จะส่งลูกชายให้กับวิรตีไว้
ดวงตาคมมองภรรยาที มองสาวรุ่นพี่ที ทว่าสุดท้ายเขาก็ยอมส่งลูกให้กับแม่ของแกแทน
"ดูท่าน้องกุลจะหวงลูกมากเลยนะคะ"
ดวงตากลมที่เคยสั่นไหว ตอนนี้กลับมาเรียบนิ่งจนบรรยากาศรอบตัวดูแตกต่างไปจากเดิม ก่อนกุลนันท์จะตอบกลับแขกที่มาเยี่ยมด้วยน้ำเสียงนิ่งไม่ต่างจากแววตาที่ใช้มองสาวรุ่นพี่ของสามี
"อย่างอื่นก็หวงค่ะ"
วิรตีถึงกับหลุดขำออกมาเมื่อได้ฟังคำตอบจากเจ้าของใบหน้าหวานดูไร้พิษภัย ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มให้คนบนเตียงอีกครั้ง "อะไรเหรอคะที่น้องกุลหวง ใช่...พ่อของลูกรึเปล่า"
"พี่วิ ผมว่าวันนี้พี่กลับก่อนเถอะครับ ก็อย่างที่บอก วันนี้กุลเขาเหนื่อยมามากแล้วให้เขาได้พักบ้างเถอะ"
"ก็ได้ งั้นพี่กลับก่อนนะคะน้องกุล แล้วก็เมื่อกี้พี่ล้อเล่นเอง อย่าทำหน้าเครียดสิคะ"
ในห้องนี้ดูจะมีเพียงวิรตีเท่านั้นที่อารมณ์ดี ทางด้านจิรกิตติ์นั้นยืนตัวเกร็งเหงื่อท่วมตัวไปหมด เพราะการพูดจาของสาวรุ่นพี่ในวันนี้มันฟังดูสองแง่สองง่าม จนเขากลัวว่าแม่ของลูกอาจจะสงสัยขึ้นมาได้
ส่วนกุลนันท์สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนเธอว่าผู้หญิงที่ชื่อวิรตี กำลังต้องการบางอย่างจากเธอ บางอย่างที่ดูเหมือนจะสำคัญด้วย
"เดี๋ยวผมไปส่งที่รถครับ เดี๋ยวเรามานะ เดี๋ยวพ่อมานะครับ" ท้ายประโยคน้ำเสียงของคุณพ่อป้ายแดงฟังดูอ่อนโยนกว่าปกติ ทำเอาวิรตีชักสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว และมันก็อยู่ในสายตาของคนบนเตียงทั้งหมด
กุลนันท์ยังนั่งนิ่งมองตามแผ่นหลังของสามีและวิรตีจนทั้งคู่ออกจากห้องพักฟื้นไป ดวงตากลมร้อนผ่าว กระบอกตาคลอไปด้วยน้ำตาที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เธอก็เลือกจะเงยหน้าและฝืนไม่ให้พวกมันได้ไหลออกมา
หรือบางทีเธอแค่ยังไม่อยากยอมรับความสงสัยที่เกิดขึ้นภายในจิตใจกันนะ
จิรกิตติ์เดินออกมาส่งสาวรุ่นพี่ถึงลานจอดรถของโรงพยาบาล ไม่แค่นั้นเขายังตามขึ้นไปนั่งด้านในรถด้วยเพราะมีเรื่องที่อยากจะคุยกับวิรตี
"พี่วิอย่ามาเจอกุลอีกได้ไหมครับ"
"ทำไม กลัวน้องกุลจะรู้เรื่องของเรางั้นเหรอ"
"ครับ" จิรกิตติ์ยอมรับออกมาตามตรง เขารู้สึกได้ว่าตอนนี้ความคิดของตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เขาอยากรักษาคำว่าครอบครัวไว้ให้กับลูกชาย
วิรตีพยายามจะควบคุมอารมณ์แล้ว แต่เพราะไม่ใช่คนใจเย็นมาแต่ไหนแต่ไร หญิงสาวจึงหันไปมองหนุ่มรุ่นน้องตาเขียว
"ไหนว่าไม่แคร์แล้วไง ยังรักอยู่ใช่ไหม ทุกวันนี้กิตแค่หลอกให้พี่รอไปวัน ๆ ใช่ป่ะ ไม่ได้คิดจะเลิกกับเมียอย่างที่ปากว่าเลยใช่ไหม"
"ใจเย็นก่อนสิครับพี่วิ ผมไม่ได้รู้สึกกับกุลเหมือนเดิมแล้ว แต่ตอนนี้ผมอยากโฟกัสที่ลูก ผมอยากเป็นพ่อที่ดีให้ลูก"
"อ๋อ อยากเล่นบทพ่อที่ดีนี่เอง" เธอว่าอย่างล้อเลียนก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมา
"ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ ผมพูดจริง เพราะผมไม่เคยมีพ่อที่ดีเหมือนคนอื่น ผมก็แค่อยากจะเป็นพ่อที่ตัวเองอยากมีให้กับลูกก็เท่านั้น" จิรกิตติ์สบสายตากับสาวรุ่นพี่นิ่ง เขาหวังเหลือเกินว่าวิรตีจะเข้าใจหัวอกเขาบ้าง แต่ดูเหมือนช่วงเวลานี้อีกฝ่ายก็มีความต้องการเป็นของตัวเอง จนไม่อยากสนใครหน้าไหนเหมือนกัน
"แล้วเรื่องของเราจะเอายังไง จะเลิกเจอกันเลยไหม"
"คือ...ผมก็ยังไม่รู้"
"ลงไป"
"พี่วิ"
"พี่บอกให้ลงไปไง" เธอบอกเขาเสียงดังและเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธที่มากขึ้น
จิรกิตติ์ยอมลงจากรถ แค่เพียงเขาปิดประตูสนิท รถยนต์ของสาวรุ่นพี่ก็ทะยานออกไปด้วยความเร็ว จิรกิตติ์ได้แต่มองตามอยู่ที่เดิมอย่างคนคิดหนัก
เขาเองก็รู้สึกแย่หากต้องหยุดความสัมพันธ์กับวิรตี แต่เมื่อสำรวจความรู้สึกตัวเองลึกลงไป เขากลับรู้สึกสบายใจมากกว่าที่เรื่องระหว่างตนเองและสาวรุ่นพี่จะจบไปแบบเงียบ ๆ เพราะแค่คิดแบบนั้นก็เหมือนกับได้ปลดชนักที่ติดหลังมานานออกอย่างไรอย่างนั้น
นับจากวันนั้นจิรกิตติ์ก็ให้ความสำคัญกับลูกชายและครอบครัวมากขึ้น เขากลับบ้านทุกวัน แทบไม่ได้ใช้ข้ออ้างว่าติดงานด่วนเหมือนหลายเดือนที่ผ่านมา อาจเพราะเขากลายเป็นคนติดลูกไปแล้วล่ะมั้ง
วิรตีซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานประจำตำแหน่ง เธอมองไปยังโต๊ะทำงานของหนุ่มรุ่นน้องที่ต้องนั่งรวมกับคนอื่น ๆ ด้านนอก ไม่มีห้องแยกแบบตน หญิงสาวเห็นว่าจิรกิตติ์เองก็มักจะมองมาที่เธอ แต่เขาก็ดูจะควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดีที่จะไม่นอกลู่นอกทางมามีสัมพันธ์ทางกายกันอีก
เธอไม่เคยถูกทำให้รู้สึกราวกับโดนทิ้งแบบนี้มาก่อน เพราะปกติคนที่จะตัดสินใจทิ้งก็คือเธอคนนี้ เพราะแบบนั้นวิรตียอมให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอก นิ้วเรียวกดส่งข้อความออกไปหาคนที่ไม่ได้ติดต่อกันมาสักพักหนึ่งแล้ว
พี่วิ: หลังเลิกงานเข้ามาที่ห้องพี่หน่อย มีงานด่วนอยากให้กิตช่วยน่ะ
จิรกิตติ์อ่านข้อความจากหัวหน้างานอย่างวิรตีก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังห้องทำงานของอีกฝ่าย ซึ่งสาวรุ่นพี่เองก็มองมาที่เขาอยู่ก่อนแล้ว และสุดท้ายก็เป็นจิรกิตติ์ที่หลบสายตาไปก่อน เขากลัวการอยู่ใกล้กับวิรตีจึงพยายามหลบหน้ามาตลอด เพราะรู้ดีว่าพวกเราก็ไม่ต่างจากน้ำมันกับไฟ หากอยู่ใกล้กันมากไป เรื่องอะไร ๆ มันอาจจะบานปลายไปกันใหญ่ได้
ทว่าจิรกิตติ์ก็ยอมอยู่จนเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กลับบ้านกันหมด ตอนนี้เหลือเพียงเขาและวิรตีเท่านั้น ชายหนุ่มเดินเข้าไปยังห้องทำงานของคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า ซึ่งตอนนี้สาวรุ่นพี่ได้ปิดม่านทุกด้านจนคนนอกมองเข้ามาไม่เห็นแล้วว่าคนด้านในกำลังทำอะไรกันอยู่บ้าง
"นั่งสิ ช่วยพี่ตรวจเอกสารตรงหน้าหน่อย พรุ่งนี้ต้องเตรียมส่งให้หน่วยงานอื่น ๆ แล้ว"
จิรกิตติ์ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าวิรตีเรียกเขามาเพราะเรื่องงานจริง ๆ เจ้าของร่างสูงโปร่งยอมนั่งลงยังโซฟารับแขกภายในห้อง ก่อนจะหยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน
ไม่นานเจ้าของห้องก็เดินมานั่งลงฝั่งตรงข้าม จังหวะที่สาวรุ่นพี่ยกขาขึ้นเพื่อนั่งไขว่ห้าง เป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงตาคมละจากเอกสารในมือขึ้นมา นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวเมื่อเห็นว่าภายใต้กระโปรงตัวสั้นนั้นไร้สิ่งปกปิดอย่างอื่น
จิรกิตติ์กลืนน้ำลายลงคออย่างอยากลำบาก ยิ่งปลายเท้าเนียนแตะสัมผัสลงมาที่ข้อเท้า ก่อนจะมุดเข้ามาใต้ขากางเกงเพื่อสัมผัสผิวกายกัน เลือดลมในตัวเขายิ่งพลุ่งพล่านปั่นป่วน
เอกสารในมือถูกทิ้งลงข้างตัว จิรกิตติ์ลุกยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวเข้าหาสาวรุ่นพี่ จับกดอีกฝ่ายให้นอนราบไปกับโซฟา กลิ่นหอมจากผิวกายของวิรตีที่ลอยมาแตะจมูกยังเย้ายวนใจไม่เปลี่ยน หลายวันที่ห่างหายเขาคิดถึงร่างกายเธอเหลือเกิน ทว่ายามจะโน้มใบหน้าเข้าใกล้จิรกิตติ์กลับคิดถึงคำพูดของคนเป็นแม่ขึ้นมา
"ตอนนี้กิตเป็นพ่อคนแล้วนะลูก จะทำอะไรต้องคิดให้มาก ๆ ว่ามันจะส่งผลต่อลูกเมียไหม อะไรที่ไม่ดีเลิกได้ก็เลิก"
เจ้าของร่างสูงโปร่งจะถอยตัวออกห่าง แต่กลับถูกรั้งรอบลำคอไว้ อีกทั้งดวงตายังถูกสะกดไว้ด้วยนัยน์ตาแสนเศร้าของสาวรุ่นพี่ซึ่งอยู่ใต้ร่าง
"พี่ยอมแล้ว กิตอยากให้พี่อยู่ในสถานะไหนพี่ก็ยอมทั้งนั้น ขอแค่กิตยังให้พี่อยู่ในชีวิตของกิตต่อไปก็พอ"
"พี่วิ แต่ผมว่ามันไม่ยุติธรรมกับพี่"
"ไม่เป็นไร อย่าลืมสิว่าพี่เป็นคนที่เข้าใจกิตมากที่สุดนะ พี่เข้าใจความลำบากใจของกิตตอนนี้ดี ว่าที่กิตต้องทนอยู่กับเมียก็เพราะลูก พี่สัญญาว่าต่อไปจะไม่สร้างปัญหาอะไร จะอยู่ในที่ของตัวเอง"
"แต่..."
"พี่คิดถึงกิตนะ กิตไม่คิดถึงกันบ้างเหรอ"
ทำไมเขาจะไม่คิดถึงล่ะ เขาคิดถึงร่างกายของวิรตีอยู่ตลอด เพราะไม่ว่าจะตอนท้องหรือหลังคลอดมากว่าหนึ่งเดือนกุลนันท์ก็ยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องบนเตียงสักที เขาที่เคยถูกวิรตีเติมเต็มให้ตลอดหลายเดือนมานี้ พอห่างหายจากเซ็กซ์ก็รู้สึกอยากขึ้นมาราวกับคนขาดสารเสพติดอย่างไรอย่างนั้น
"คิดถึงที่สุดเลยครับ"
วิรตียกยิ้มพอใจในคำตอบที่ได้รับ เธอยังแสร้งตีหน้าแสนดีต่อ ทำราวกับคนยอมทุกอย่าง ยอมเป็นฝ่ายเจ็บปวดเพียงคนเดียวในความสัมพันธ์นี้ เพื่อเรียกคะแนนสงสารในใจของหนุ่มรุ่นน้องให้มากขึ้น
"อย่าเมินพี่อีกเลยนะ พี่รู้แล้วว่าการอยู่โดยไม่มีกิตมันแย่มากแค่ไหน"
จิรกิตติ์ก็มนุษย์คนหนึ่ง เขามีกิเลสตัณหา มีความโลภอยู่ในตัว ในเมื่อมีทางเลือกที่ตนจะไม่ต้องเสียใครไปเลย จิรกิตติ์ก็อยากจะตะครุบไว้ หากเขาแยกให้ชัดเจนระหว่างครอบครัว และเรื่องบนเตียง และวิรตีก็รู้สถานะของตัวเองเหมือนที่คุยกันวันนี้ ทุกอย่างก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร