“นางไปแล้วอย่างนั้นหรือ”
เทียนเหวินกลับมายังอุโมงค์หลังน้ำตกอีกครั้งในยามบ่ายแก่
หลังจากเหล่าศิษย์ในสำนักต่างก็ออกตามหาผู้บุกรุกไปทุกที่ แม้กระทั่งลงเขาก็ไม่พบร่องรอย ทั้งยังไปจนถึงทางขึ้นสำนักฝั่งใต้ หากก็ไม่อาจเข้าไปได้เพราะไม่ได้รับอนุญาต และได้รับการยืนยันจากผู้เฝ้าประตูว่าไม่มีผู้ใดผ่านเส้นทางนั้น
อาจารย์ใหญ่จี๋เฟิ่งเจ้าสำนักและอาจารย์ในสำนักเรียกศิษย์ทั้งหมดรวมตัว หลังศิษย์พี่อาวุโสตรวจตราหอตำราและได้รู้ว่าคัมภีร์จันทราหายไป
‘เราทุกคนต่างรู้ดีว่าคัมภีร์จันทราสำคัญเพียงใด ผู้ที่เข้ามาขโมยคัมภีร์นี้ไม่ประสงค์ดีต่อหกพิภพเป็นแน่ อาจารย์จำต้องทูลต่อองค์จักรพรรดิสวรรค์ ระหว่างนี้อาจารย์ต้องการให้ศิษย์ทุกคนสอดส่องภายในสำนักทุกที่ หากไม่มีผู้ใดลงเขาจริง หมายความว่าคนผู้นั้นยังหลบซ่อนอยู่ในสำนัก’
อาจารย์ใหญ่สั่งก่อนออกเดินทางไปยังสวรรค์ชั้นฟ้า
นั่นทำให้เทียนเหวินนึกถึงสตรีที่ตนช่วยไว้ขึ้นมา ความเป็นไปได้ว่านางคือผู้บุกรุกนั้นน้อยนิด แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย จะว่าไปแล้วการที่ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักฝั่งเหนือ ทั้งยังเข้ามาที่นี่โดยพลการ ก็เท่ากับนางคือผู้บุกรุกแล้ว
จะอย่างไรเขาก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าในตัวของนางไม่มีคัมภีร์จันทรา เพื่อจะได้มั่นใจว่าตนไม่ได้ช่วยคนผิด แต่มาถึงอีกฝ่ายกลับไม่อยู่แล้ว เป็นเช่นนี้น่าสงสัยยิ่งนัก
หรือนางคือผู้ที่ขโมยคัมภีร์จันทรา?
สามวันผ่านไปยังไม่อาจค้นหาตัวผู้ขโมยคัมภีร์จันทราได้ สวรรค์ได้ส่งขุนพลกับกำลังทหารลงมาพร้อมอาจารย์ปู่ เพื่อค้นหาผู้บุกรุก ทั้งยังได้รับอนุญาตให้ตรวจค้นไปถึงสำนักฝั่งใต้อีกด้วย
“ท่านชายน้อย”
“ห้าวอี้”
เทียนเหวินไม่คิดว่าขุนพลที่มาจะเป็นพี่เลี้ยงซึ่งคอยดูแลตนนับแต่วัยเยาว์
“ท่านก้าวหน้ามากทีเดียว”
ทั้งสองพูดคุยกันโดยที่ผู้อื่นต่างเข้าใจว่าทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบธรรมดา ด้วยเทียนเหวินคือทายาทสวรรค์ ขุนพลสวรรค์ย่อมรู้จักเป็นอย่างดี
“เพราะท่านชายน้อย ห้าวอี้จึงมีความดีความชอบ”
อีกฝ่ายถ่อมตน แต่ถึงอย่างนั้นก็คงมีส่วน ในเมื่อเป็นถึงพี่เลี้ยงของทายาทสวรรค์มีหรือที่ฝีมือจะธรรมดา ห้าวอี้ได้รับเลือกจากการประลองภายในของทหารสวรรค์ทั้งหมด ในตอนนั้นอีกฝ่ายเป็นหัวหน้านายกองธงหงขาว ภายใต้สังกัดของเทพสงคราม บิดาของเทียนเหวินผู้เป็นราชบุตรเขยจักรพรรดิสวรรค์
เมื่อเทียนเหวินต้องมาร่ำเรียนวิชาที่สำนักศึกษาซ่างเซียน ห้าวอี้ที่มีความชอบรับใช้ใกล้ชิดทายาทสวรรค์ย่อมได้รับบำเหน็จ รวมถึงได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น
“อย่าเรียกเช่นนี้เลย ข้าไม่ใช่เด็กๆ แล้ว”
เทียนเหวินอดตะขิดตะขวงใจนิดๆ ไม่ได้ จะเรียกว่าอายอยู่บ้างก็ถูก เมื่อห้าวอี้ทำเหมือนตนยังเป็นเด็ก เพราะที่นี่เขาอยู่ในฐานะศิษย์พี่ของศิษย์หลายคน
“เห็นจะยากสักหน่อย ในเมื่อท่านยังเป็นท่านชายน้อยของข้า กับเหล่าเซียนบนสวรรค์”
อีกฝ่ายบอกหน้าตาเฉยทำเอาเทียนเหวินถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
นอกจากค้นหาทุกพื้นที่บนเขาของสำนักศึกษา ทหารสวรรค์ยังตรวจตราภายในหอนอนของบรรดาศิษย์ทั้งหมด ก่อนจะเตรียมตัวลงเขาไปยังสำนักฝั่งใต้ ทว่าในตอนนั้นมีทหารวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ
“มีรายงาน”
บรรดาทหารต่างหลีกทางให้ผู้มาใหม่ กระทั่งอีกฝ่ายมายืนตรงหน้าขุนพลห้าวอี้
“ว่ามา”
“พบผู้น่าสงสัยที่น้ำตกในป่าลึกขอรับ”
“คนน่าสงสัยอย่างนั้นหรือ นำทาง”
อีกฝ่ายรีบนำไปทันที ห้าวอี้กับทหารคนอื่นรีบตามไป
เทียนเหวินเห็นว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ควรเรียนให้อาจารย์ทราบ จึงไปบอกกับอาจารย์ของตนฝูหมิง อาจารย์จึงเรียนให้อาจารย์ใหญ่รับรู้ เมื่อออกมาตรงลานหน้าสำนักก็เห็นว่าทหารจับตัวคนผู้หนึ่งมา ทว่ารูปร่างดูเล็กจนแทบมองไม่เห็นเพราะอยู่ท่ามกลางทหารกับศิษย์ของสำนักซ่างเซียนที่เป็นชายตัวสูงใหญ่
แต่แล้วในที่สุดก็ปรากฏร่างเล็กก้าวโซเซอ่อนแรง ทั้งท่าทางหวาดกลัวไม่กล้าสบตาผู้ใด และลำตัวยังถูกพันธนาการด้วยเชือกเวท
เทียนเหวินที่ก้าวตามอาจารย์ฝูหมิงกับอาจารย์ใหญ่ออกมาถึงกับชะงักเมื่อเห็นเจ้าของร่างบอบบาง ขณะเจ้าตัวเอาแต่ก้มหน้างุดตัวสั่นเทา
“นี่หรือคือผู้บุกรุก”
อาจารย์ใหญ่จี๋เฟิ่งถามเมื่อเห็นผู้ที่ถูกทหารสวรรค์จับตัวมา
“นางไม่ใช่ศิษย์ของพวกท่าน ย่อมเป็นผู้บุกรุก”
ห้าวอี้เอ่ยตามตรง เทียนเหวินกำลังจะเอ่ยแย้ง ผู้เป็นขุนพลสวรรค์ก็พูดต่อ
“แต่ยังไม่อาจบอกได้ว่านางคือผู้ขโมยคัมภีร์จันทรา”
มือหนากำแน่น แม้ยืนเบื้องหลังอาจารย์ทั้งสองหากสายตาสังเกตคนตัวเล็กจนถ้วนทั่ว นึกโล่งใจที่เหมือนนางจะไม่ได้ถูกทำร้ายให้บาดเจ็บแต่อย่างใด
“เจ้าเป็นใคร เข้ามาที่สำนักซ่างเซียนเหนือด้วยจุดประสงค์ใด”
อาจารย์ใหญ่ถามหญิงสาว
บรรดาศิษย์สำนักซ่างเซียนเหนือมารวมตัวยังลานกว้างหน้าสำนักด้วยความสนใจ ต่างก็คิดว่าจับผู้ขโมยคัมภีร์ได้แล้ว
“อาจารย์ปู่ถาม ตอบสิ”
หลี่ไห่ฉินสั่งเสียงเข้ม เขาเป็นคนแรกที่รีบตรงไปยังน้ำตกเมื่อได้ยินว่าทหารสวรรค์จับกุมตัวคนน่าสงสัยได้
“ข้า...ข้าชื่อเสี่ยวเหลียน”
‘เสี่ยวเหลียน ดอกบัว?’
เทียนเหวินคิดในใจ การที่ตนได้กลิ่นดอกบัวจากกายอีกฝ่าย อาจเป็นเพราะกำเนิดแท้จริงของนางคือดอกบัว
อาจารย์ใหญ่เดินลงบันไดหน้าสำนักใหญ่ไปหยุดพินิจสตรีท่าทางบอบบางไร้พิษสงครู่หนึ่ง ก่อนยื่นฝ่ามือไปใกล้หน้าผากของนาง ใช้พลังเบิกเนตรแล้วก็ปรากฏรูปดอกบัวกลางหน้าผากหญิงสาวแวบหนึ่ง
“ภูตดอกบัว”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวรับคำเสียงเบาแล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง
คิ้วเข้มของเทียนเหวินขมวดนิดๆ นึกแปลกใจที่อาจารย์ใหญ่ต้องตรวจสอบดวงจิตวิญญาณว่านางพูดจริงหรือไม่
‘อาจารย์ปู่ไม่ได้กลิ่นดอกบัวจากนางหรือ?’
อาจารย์ใหญ่จี๋เฟิ่งนึกสงสัยนัก แม้จะเป็นเพียงภูต บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเซียน ทว่าตนกลับรับรู้ได้ถึงพลังเทพเซียนสูงส่งไหลเวียนอยู่ในกายของนาง ทำให้ชวนสงสัยจึงถามหยั่งเชิง
“เจ้าเป็นเพียงเซียนน้อย แต่กลับขึ้นมาถึงเขาผิงเหิง เพราะต้องการคัมภีร์จันทราอย่างนั้นหรือ”
“ข้าไม่ได้ต้องการคัมภีร์จันทราอะไรนั่น พวกท่านถามข้ากี่ครั้ง ข้าก็ตอบเช่นเดิม ข้าไม่รู้จักคัมภีร์นั่นด้วยซ้ำ”
หญิงสาวเงยหน้าปฏิเสธอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นเจ้าเข้ามาสำนักซ่างเซียนแห่งนี้ด้วยเหตุใด”
คนถูกจับได้เม้มริมฝีปาก หากสุดท้ายก็ตอบ
“ข้ามาตามหาของของข้า”
“โกหก ของของเจ้าอย่างนั้นหรือ ภูตต่ำต้อยเช่นเจ้าจะมีสิ่งใดตกหล่นอยู่ในสำนักซ่างเซียนได้ อาจารย์ปู่ นางคือผู้บุกรุกในคืนนั้นเป็นแน่”
หลี่ไห่ฉินแทรกขึ้นเสียงดังพร้อมก้าวมาใกล้หญิงสาวกับอาจารย์ปู่มากขึ้น
“ด้วยพลังปราณน้อยนิดของนาง ไม่มีทางมายังสำนักซ่างเซียนเพียงลำพังได้แน่ ต้องมีใครบางคนพานางมาที่นี่ และคนผู้นั้นก็คือผู้สมรู้ร่วมคิด ขโมยคัมภีร์จันทรา”
คำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ทำให้บรรดาศิษย์ในสำนักมองหน้ากันไปมา
“มีเพียงคนภายในสำนักเท่านั้นที่รู้ว่าคัมภีร์จันทราถูกเก็บไว้ที่ใด และมีไม่กี่คนที่สามารถเข้าไปในสถานที่นั้นได้ คนผู้นั้นต้องขโมยคัมภีร์ให้นางเอาไปซ่อนที่อื่นเป็นแน่ หากยังอยู่ในสำนักนี้พวกเราคงหาเจอแล้ว วันนี้ที่นางแอบกลับมาอาจเพื่อนัดแนะบอกสถานที่ซ่อน”
หลายเสียงเริ่มดังเซ็งแซ่ คำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ดูมีน้ำหนัก มีความเป็นไปได้ไม่น้อยทีเดียว ทั้งสีหน้าหลี่ไห่ฉินก็ดูมั่นอกมั่นใจ
“และคนผู้นั้นก็คือ เทียนเหวิน เจ้านั่นเอง”
======