สุดท้ายโบนิตาก็ได้นั่งรถซีดานคันหรูของโรงแรม มุ่งหน้าสู่บ้านเก่าที่เธอเกิดและเติบโตมา
รถซีดานคันงามขับผ่านหน้าร้านอาหารจีนซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวเธอ ก่อนเลี้ยวเข้าถนนส่วนบุคคลซึ่งเป็นซอยตัน ในซอยมีอาคารพาณิชย์หกห้องหันหน้าเข้าหากัน โดยแต่ละห้องเป็นของครอบครัวเธอและญาติพี่น้อง
ร่างระหงก้าวลงจากห้องโดยสารด้านหลัง โดยไม่ลืมหันไปบอกคนขับรถให้รอสักครู่ ก่อนจะเดินเข้าไปยังตึกแถวห้องในสุด ที่มีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ซึ่งหากเทียบกับหลังอื่นก็คงจะเรียกได้ว่าขาดการบำรุงรักษา ด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ของคุณมาลินี เงินทุกบาททุกสตางค์ที่
โบนิตาส่งมาให้ใช้ในแต่ละเดือนถูกเก็บไว้ในบัญชีอย่างครบถ้วน ทำเอาผู้เป็นลูกได้แต่บ่นทุกครั้งที่โทรหา
โบนิตายืนมองตึกแถวสามชั้นห้องนี้ที่เธอเติบโตมาอย่างมีความสุข มีป๊า แม่ และเธอ แต่แล้วโชคชะตาก็พรากมันไปเมื่อป๊าของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตอนนั้นเธอเพิ่งจะขึ้นมัธยมปลายได้ไม่นาน
เจ็กธง ซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของป๊า ก็ขึ้นมาควบคุมทุกอย่างในกงสี หนำซ้ำยังบังคับให้โบนิตาลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยงานที่ร้านอาหารจีนของครอบครัว
“ผู้หญิงอย่างลื้อเรียนไปก็เท่านั้น ออกมาทำงานช่วยเหลือครอบครัวเสียยังดีกว่า”
ถึงแม้ว่าแม่ของเธอจะคัดค้านเพียงใดก็ไม่อาจสู้ได้ ทว่าโชคดีที่ได้อาม่าช่วยออกหน้าจนกระทั่งเธอได้เรียนต่อจนจบมัธยมปลาย
พอกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย อาม่าก็มาด่วนจากไป ครั้งนี้เธอจึงตัดสินใจชวนแม่ย้ายออกไปจากครอบครัวนี้ แต่ทว่าความรักและความผูกพันที่แม่ของเธอมีต่อบ้านหลังนี้ อีกทั้งความทรงจำที่มีต่อผู้เป็นสามี ทำให้แม่ของเธอไม่อาจตัดใจย้ายออกไปได้ แต่แล้วฟางเส้นสุดท้ายของโบนิตาก็ขาดสะบั้น เมื่อเจ็กธงบังคับให้เธอแต่งงานกับเจ้าของโรงงานเหล็กอายุรุ่นราวคราวพ่อ
โบนิตาจึงตัดสินใจย้ายออกมาอยู่กับภัททิราผู้เป็นเพื่อนสนิท และหางานทำส่งตัวเองเรียน
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่เธอมีรุ่นพี่ที่รู้จัก ช่วยหางานพริตตี้ เอ็มซี ถ่ายแบบ เดินแบบให้อยู่ตลอด ทำให้เธอสามารถผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ โดยไม่ต้องรบกวนมารดามากนัก
โบนิตาถอนหายใจยาวให้กับชะตาชีวิตของเธอที่มันน้ำเน่ายิ่งกว่าละครหลังข่าว ก็ได้แต่หวังว่าจะเจอนางฟ้าแม่ทูนหัวช่วยให้เธอได้กลายเป็น
ซินเดอเรลล่าในสักวันหนึ่ง
หญิงสาวส่ายศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนเดินเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมราวกับเวลาถูกหยุดไว้ แม้แต่จักรยานสีชมพูคันแรกของเธอ ตลอดจนหมวกกันน็อคใบเก่าของป๊าก็ยังคงวางไว้ที่เดิม หากวันนั้นป๊าใส่มันออกไปก็คง…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา เธอจึงรีบเดินลึกเข้าไปในตัวบ้าน จึงได้ยินเสียงกุกกักดังออกมาจากในครัวด้านหลัง
เมื่อโผล่หน้าเข้าไปก็เห็นคุณมาลินีผู้เป็นมารดากำลังง่วนอยู่หน้าเตา ท่านยังคงแข็งแรงเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว
“แม่จ๋า” เสียงหวานเอ่ยเรียกผู้เป็นมารดา พร้อมเข้าสวมกอดจากทางด้านหลัง
“ว๊าย ตาเถร”
“ไม่ใช่ตาเถร นี่นิตาลูกสาวแม่เอง” โบนิตาว่าพร้อมหัวเราะเสียงใส
“นิตา แม่ตกใจหมด จะมาทำไมไม่โทรบอกก่อนล่ะลูก”
“นิตาอยากเซอร์ไพรส์แม่”
“รอแม่แป๊บนึง แม่ปิดเตาล้างไม้ล้างมือก่อน”
คุณมาลินีจัดแจงปิดเตาแก๊ส ก่อนเดินไปล้างมือที่ซิงค์ล้างจาน เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน แล้วจึงหันมาเดินจูงมือลูกสาวคนสวยออกไปนั่งบนโซฟาไม้ตัวยาวภายในบ้าน
“ไหนมาให้แม่ดูชัด ๆ หน่อยซิ ผอมลงหรือเปล่าลูก” ฝ่ามือที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัย วางลงบนสองแก้มเนียนด้วยความทะนุถนอม คนเป็นลูกหลับตาพริ้ม ยกมือวางทาบลงบนมือของมารดาอีกที
“นิตาก็ผอมเท่าเดิมแหละค่ะ ก่อนกลับมามีงานถ่ายแบบก็เลยต้องออกกำลังกายฟิตหุ่นนิดนึง แม่นั่นแหละค่ะ ผอมลงไปหรือเปล่า หน้าเรียวขึ้นน้า” คนเป็นลูกแกล้งเย้ามารดา
“ก็ธรรมดาน่ะลูก อายุมากขึ้น กินอะไรก็ไม่อร่อย กินนู่นนิดนี่หน่อยก็เบื่อแล้ว”
“นิตาว่าแม่ไปหาหมอดีกว่าไหม ลองให้คุณหมอตรวจดูสักหน่อย เดี๋ยวนิตาพาไปเอง”
“นิตาก็รู้นี่ว่าแม่ไม่ชอบไปโรงพยาบาล แค่ไปตรวจร่างกายประจำปีตามที่รับปากหนูแม่ก็เบื่อจะแย่” พอเห็นมารดาทำหน้าเศร้าก็ใจอ่อน
“ก็ได้ค่ะ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติตรงไหนต้องรีบบอกนะคะ นิตาจะรีบมาพาไปหาหมอเลย”
“จ้า จ้า อย่าเอาแต่จ้องจะพาแม่ไปหาหมอเลย ว่าแต่หนูเถอะจะเอายังไงต่อ ทำไมถึงรีบย้ายกลับมาล่ะ ที่นั่นงานดีไม่ใช่เหรอลูก” มาลินีเอ่ยถามในสิ่งที่หล่อนข้องใจตั้งแต่ลูกสาวคนสวยโทรมาบอกว่าจะย้ายกลับมา โดยไม่ต่อสัญญากับเอเจนซีที่ปารีส
ความจริงแล้วโบนิตาไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำงานในวงการนางแบบตลอดไป เธอตั้งใจที่จะทำงานเก็บเงินสักก้อนเพื่อพามารดาย้ายออกไปจากที่นี่ และทำธุรกิจร้านอาหารเล็ก ๆ ด้วยกัน
“เอ่อ”
“อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะแม่”
ขณะที่โบนิตาอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ทว่าผู้เป็นมารดากลับดูออกได้อย่างรวดเร็ว
“ก็ส่วนหนึ่งค่ะ อยู่ที่นั่นนิตาเหงา แต่ถึงกลับมาที่นี่นิตาก็ยังมีงานรออยู่ แม่จำพี่จีจี้ได้ไหมคะ คนที่เคยหางานให้นิตาเมื่อก่อน ตอนนี้มีคนติดต่อมาจ้างนิตาผ่านพี่จีจี้เยอะเลย” โบนิตาร่ายยาวเพื่อให้มารดาได้สบายใจ
“งั้นก็ดีแล้วลูก เราจะได้เจอกันบ่อย ๆ แม่ก็คิดถึงหนูเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นแม่ย้ายไปอยู่กับนิตานะ นิตาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง นิตาว่าจะหาซื้อบ้านสักหลัง แม่ไปอยู่กับนิตานะคะ นะคะแม่” โบนิตาเกาะแขนมารดาส่งสายตาอ้อนวอน
“เอาไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลังดีกว่า ไปกินข้าวกัน แม่ทำต้มจับฉ่ายของโปรดหนูไว้ให้หม้อเบ้อเร่อเลย เดี๋ยวเอากลับไปกินด้วยนะลูก”
คุณมาลินีกล่าวตัดบทก่อนลุกขึ้นเดินหายไปในครัว ปล่อยให้คนเป็นลูกนั่งมองตาละห้อย โบนิตารู้ดีแก่ใจว่ามารดาคงยังทำใจย้ายออกจากบ้านหลังนี้ไม่ได้
สองแม่ลูกนั่งกินข้าวพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ถามทุกข์สุขที่ผ่านมาในหนึ่งปี มีบางช่วงที่คุณมาลินีเกิดนึกสงสัยว่าลูกสาวคนสวยทำไมยังไม่มีแฟน
โบนิตาก็บอกไปว่างานยุ่งจนไม่มีเวลา แต่ทว่าคำถามนั้นกลับทำให้เธอนึกถึงใครบางคนที่ภูเก็ตขึ้นมา
ช่วงเวลาแห่งความสุขของแม่ลูกดำเนินไปยังไม่ทันไร ก็มีตัวบ่อนทำลายเดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“สวัสดีค่ะ เจ็ก”
“อั๊วก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลื้อนี่เอง”
“ค่ะ” โบนิตาเกิดรู้สึกอิ่มขึ้นมาฉับพลัน มือบางวางช้อนส้อมลงทันที
“เดี๋ยวนี้ได้ดีแล้วหรือไงถึงทำหน้าตาจองหองแบบนี้ ดูลูกลื้อนะ เลี้ยงมายังไงให้กลายเป็นผู้หญิงแบบนี้ไปได้”
“เจ็ก นิตาจะเป็นยังไงไม่เกี่ยวกับแม่เลยนะ อยากด่าใครเพื่อระบายอารมณ์ก็มาด่านิตาคนเดียว อย่ามาว่าแม่ของนิตา”
“อั๊วจะว่า มีปัญหาไหม แม่ลื้อวิเศษวิโสตรงไหน เลี้ยงลูกออกมาเป็นผู้หญิงหยำฉ่าแบบนี้ ทำงานโชว์เนื้อหนังมังสาให้คนอื่นเค้าดู เหอะ”
“เจ็ก มันจะมากไปแล้วนะ”
โบนิตาลุกขึ้นยืนมองเจ็กธงตาขวาง มือเล็กสองข้างกำแน่นด้วยความโกรธ แต่เล็กจนโตบ้านเจ็กธงที่มีแต่ลูกชายมักชอบดูถูกดูแคลนเธอเสมอ หลังจากป๊าเธอจากไป เจ็กธงก็ยิ่งหนักข้อขึ้น แต่เธอก็ทนได้ตลอด ถ้าไม่มายุ่งกับแม่ของเธอ
“นิตา ใจเย็นก่อนลูก” คุณมาลินีรีบลุกขึ้นมาห้ามลูกสาว เพราะไม่อยากให้ทะเลาะกันใหญ่โต “วันนี้นิตากลับไปก่อนดีกว่านะลูก”
“แม่” โบนิตารู้สึกขัดใจที่มารดามักจะยอมให้คนตระกูลนี้เสมอ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเป็นทุกข์ของท่าน หญิงสาวก็ใจอ่อน “ก็ได้ค่ะ เอาไว้นิตาโทรหานะคะแม่”
โบนิตายกมือไหว้ผู้เป็นมารดา ก่อนคว้ากระเป๋าสะพายบนโต๊ะขึ้นมา เดินออกจากบ้านโดยไม่หันไปร่ำลาญาติผู้ใหญ่ที่ยืนหัวโด่อยู่เลย ทำเอาเจ็กธงยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห