ผู้ช่วยแม่ครัวเอ่ยสิ่งที่ตรงใจใครหลายคนออกมา แต่หลังจากนั้นก็ถูกแม่ครัวใหญ่ไล่ให้ไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง ส่วนซีถิงและยี่ถงก็รีบกลับเรือนใหญ่เพื่อไปดูแลฮูหยินน้อยตามเดิม
พวกนางถูกท่านพ่อบ้านส่งมารับใช้เรือนโหยวเหยียนเมื่อสิบกว่าวันก่อนที่จะมีงานมงคลของท่านตูตู ก่อนหน้าพวกนางเป็นเพียงสาวใช้งานจิปาถะของจวนเท่านั้น จู่ๆ ไม่รู้ว่ากรรมหนักหรือบุญใหญ่ก็ตกใส่หัว ได้มารับใช้ฮูหยินน้อยที่นี่ พวกนางภาวนาให้เจ้านายคนนี้ใจดีไม่ทุบตีบ่าวไพร่ราวผักปลาก็พอแล้ว
เย็นวันนั้นบนโต๊ะอาหารของเรือนใหญ่จึงมีถ้วยน้ำแกงสามถ้วยวางเอาไว้ ฮูหยินใหญ่หรือเจิ้งฮูหยินเลิกคิ้วมองถ้วยน้ำแกงเจ้าปัญหาอย่างสงสัย ซีถิงจึงรีบรายงานตามที่ฮูหยินน้อยสั่งมาว่า
“น้ำแกงถ้วยนี้เป็นของฮูหยินน้อยที่ตั้งใจแสดงความกตัญญูต่อฮูหยินใหญ่ นายท่านและคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
“แล้วทำไมนางไม่มาด้วยตัวเอง”
เจิ้งฮูหยินขมวดคิ้วเผลอคิดไปว่าลูกสะใภ้คนเล็กนี้ไม่ให้ความเคารพนาง เมื่อเช้าก็ไม่มายกน้ำชาคารวะ แต่เมื่อบุตรชายมาแจ้งว่านางไม่ใคร่สบายตัวนางจึงปล่อยไป แต่เวลานี้เย็นแล้วเวลาพักผ่อนก็ย่อมพักไปมาก เพียงแค่ลุกขึ้นมาทานข้าวร่วมกับพ่อแม่สามีจะไม่มีแรงเทียวหรือ
ที่เจิ้งฮูหยินคิดก็เป็นแต่เพียงความน้อยใจและขุ่นข้องบางเบาต่อการกระทำของลูกสะใภ้ที่นางไม่ใคร่จะเต็มใจให้บุตรชายแต่งเข้ามานัก แต่ไม่ใช่ความเกลียดชังหรือต้องการหาเรื่องหาราวนางแต่อย่างใด
“เอ่อ คือ ฮูหยินน้อยลุกออกจากเตียงไม่ไหวเจ้าค่ะ”
ซีถิงกล่าวไปใบหน้าก็แดงก่ำไป เจิ้งฮูหยินมองท่าทีของสาวใช้คนนี้แล้วให้สงสัยนัก
“ทำไมถึงลุกไม่ไหว”
ก่อนที่ซีถิงจะหาคำตอบอันเหมาะสมขึ้นมากล่าวอ้างก็เป็นเวลาเดียวกับที่บุรุษวัยกลางคนในทหารยศใหญ่เดินเข้ามาเสียก่อน
“อะแฮ่ม ฮูหยิน เรื่องน่าอายของบุตรเจ้าก็อย่าถามซักไซ้นักเลย”
เป็นหานจือรุ่ยหรือนายท่านหานกล่าวขัดฮูหยินของตนเองขึ้นเสียก่อน เจิ้งฮูหยินจึงเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นแต่ก็ยังอยากได้ยินจากปากสาวใช้เรือนโหยวเหยียน
“ก็ข้าอยากรู้นี่เจ้าคะ ว่าอย่างไรทำไมถึงลุกไม่ไหว” มองค้อนสามีไปหนึ่งทีแล้วหันมาไล่จี้สาวใช้อย่างซีถิงอีกครั้งอย่างไม่คิดลดละ
“เมื่อคืน ท่านตูตู ทะ ทำ เอ่อ ทำแบบนั้นกับฮูหยินน้อยทั้งคืนเลยเจ้าค่ะ”
จบคำรายงานที่อยากได้ยิน รอยยิ้มสมใจของเจิ้งฮูหยินผุดขึ้นประดับใบหน้าอย่างรวดเร็ว
“โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว ฝากขอบคุณลูกสะใภ้ของข้าด้วยก็แล้วกันที่แม้จะลุกไม่ไหวก็ยังอุตส่าห์นึกถึงคนแก่สองคน” ซีถิงรีบกลับออกไปเมื่อเจ้านายโบกมือไล่
เจิ้งฮูหยินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อได้ฟังรายงานจากสาวใช้เรือนโหยวเหยียน ถึงเมื่อเช้านางจะสั่งให้คนมาสืบความก็ได้รับทราบเรื่องเช่นนี้แล้ว แต่เพื่อความมั่นใจได้ฟังจากปากของคนในเรือนนั้นย่อมเชื่อถือมากกว่า
“คิดอันใดอยู่หรือเจิ้งฮูหยิน”
หานจือรุ่ยร้องถามน้ำเสียงอารมณ์ดี ยกน้ำแกงของลูกสะใภ้คนเล็กขึ้นซดรอฟังคำตอบของฮูหยินคู่ชีวิตอย่างตั้งใจ
“ท่านนี่ก็นะ ชอบขัดใจข้าอยู่เรื่อย จะให้มารดาอย่างข้าอารมณ์ดีที่ค่ำคืนเข้าหอของบุตรชายผ่านไปอย่างราบรื่นหน่อยก็ไม่ได้”
“สมใจหรือไม่เล่า”
“จะสมใจกว่านี้หากทั้งสองมีหลานตัวน้อยมาให้ข้าเลี้ยงเจ้าค่ะ”
ซึ่งดูจากการกระทำของบุตรชายแล้วนางก็คิดว่าคงอีกไม่นาน ฮึฮึ
“ไหนบอกว่าไม่อยากได้สะใภ้คนนี้ไม่ใช่รึ” นายท่านหานจือรุ่ยเลิกคิ้วยังคงไม่เลิกตอแยหาคำตอบกับเจิ้งฮูหยิน
“ข้าก็เคยคิดเจ้าค่ะ ข่าวที่ข้าสืบความมา นางเป็นสตรีที่มีคนรักอยู่แล้ว เป็นบุตรชายของเราที่พรากคนทั้งสองมาจากกัน หากนางแค้นเคืองหรงเอ๋อร์จนพาลไม่ดูแลใส่ใจ หาเรื่องวุ่นวายเข้ามาพวกเราคงพบเรื่องยุ่งยากมากทีเดียว”
หากเป็นซินหงในชาติก่อนการที่เจิ้งฮูหยินคิดเช่นนี้ก็ไม่ผิดนัก เพราะนางทำมันจริงๆ แต่ความไม่สบายใจของเจิ้งฮูหยินก็ต้องหมดไป เมื่อซินหงในชาตินี้มิได้โง่งมจนทำเรื่องเหลวไหลให้ตระกูลหานต้องปวดหัวอีก
“แล้วยามนี้พอใจเจ้าหรือไม่เล่า”
“ก็พอใจเจ้าค่ะ แต่เรื่องแบบนี้ควรมองกันไปนานๆ นางอาจดูแลพวกเราดีจนข้ารักนางหรืออาจจะสร้างเรื่องจนข้าพาลเกลียดนางก็เป็นได้”
ต้าเจียงจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่) ลูบคางที่มีเคราไปมา คิดตามที่ฮูหยินคู่ชีวิตพูดก็เห็นจะเข้าเค้า สตรีที่มีคนรักมักใจแข็งเมื่อถูกจับให้แต่งกับบุรุษที่ไม่รัก พวกนางมักจะยึดติดกับคนรักจนหาเรื่องวุ่นวายมาให้สามีที่นางไม่เต็มใจแต่งให้ ถือเป็นการแก้แค้นที่พรากนางมา
เรื่องที่พวกเขากังวลใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายทีเดียว ครอบครัวต่างๆ ในเมืองหลวงเกิดเรื่องทำนองนี้เยอะแยะ อยู่ที่ว่าจวนไหนจะปิดข่าวได้มิดชิดกว่ากันเท่านั้นเอง
“ท่านแม่จะเกลียดใครหรือขอรับ”
เสียงนุ่มทุ้มดูอ่อนโยนของใครบางคนดังขึ้นหน้าประตูห้องอาหาร ทำให้เจิ้งฮูหยินและนายท่านหานหันกลับไปมองผู้มาใหม่ เจิ้งฮูหยินยกยิ้มใจดีส่งไปให้เขาเช่นที่เคยทำ
“มาแล้วหรือพ่อตัวดี แม่จะเกลียดใครมันก็เรื่องของแม่เถอะ เราน่ะ เมื่อไหร่จะแต่งงาน”
เมื่อบุตรชายคนโตนั่งลงบนเก้าอี้เจิ้งฮูหยินก็ยิงคำถามอันเคร่งเครียดใส่ทันที
หานหงปินขยับตัวอึดอัด แต่ด้วยนิสัยใจดีอ่อนโยนเป็นทุนเดิมจึงยังมีรอยยิ้มมอบให้มารดาอยู่เสมอ เขากำลังตามเกี้ยวสตรีคนหนึ่งอยู่จริง แต่นางก็ไม่ยอมใจอ่อนให้เสียที ไม่รู้ว่าทำไม
“อาหรงก็แต่งให้ท่านแม่แล้วนี่ขอรับ อีกไม่นานก็จะอุ้มหลานแล้ว ข้าแต่งตอนไหนก็ไม่สำคัญหรอกขอรับ”
“ไม่สำคัญได้อย่างไร เจ้าเป็นพี่ชายใหญ่ แต่แต่งงานหลังน้องชายตัวเองใช้ได้ที่ไหนกัน ฮึ๊”
หานหงปินเหลือบมองบิดาที่นั่งหัวโต๊ะเชิงขอร้อง หานจือรุ่ยขัดสายตาบุตรชายไม่ได้จึงยืนมือไปตบแขนของเจิ้งฮูหยินให้เลิกเซ้าซี้เอาความกับบุตรชาย
“เข้ากันดีเหลือกินนะ หรงเอ๋อร์ก็อีกคนทำงานแล้วลืมแม่ นี่ได้ภรรยาแล้วจะไม่ลืมแม่ยิ่งกว่าเดิมหรือ”
เจิ้งฮูหยินเอ่ยถ้อยคำคล้ายกับว่านางกำลังโดนสามพ่อลูกรังแก ซึ่งหากใครได้รู้นิสัยของนางก็จะรู้เองว่านางเพียงแต่พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้มีความไม่พอใจอันใดแฝงอยู่ทั้งสิ้น
“ท่านแม่ก็ไปพูดกับอาหรงสิขอรับ” หงปินกระเซ้ามารดาแล้วคีบอาหารใส่ถ้วยให้นางอย่างใส่ใจ หลังเห็นบิดายกตะเกียบขึ้นคีบอาหารแล้ว
“มีแต่จะทำหน้าตายใส่แม่น่ะสิ ไม่รู้ไปได้เชื้อแบบนี้มาจากไหน เฮ้อ”
คิดคิดแล้วก็ให้สงสารลูกสะใภ้เล็ก ที่ต้องเห็นใบหน้าตายด้านของบุตรชายคนเล็กของนางทุกวัน ขนาดนางเป็นมารดาแท้ๆ เขายังยิ้มให้แทบนับครั้งได้
*****
ครอบครัวสุขสันต์แหละแกร๊~~