ลุกไม่ขึ้น

1372 Words
ผู้ช่วยแม่ครัวเอ่ยสิ่งที่ตรงใจใครหลายคนออกมา แต่หลังจากนั้นก็ถูกแม่ครัวใหญ่ไล่ให้ไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง ส่วนซีถิงและยี่ถงก็รีบกลับเรือนใหญ่เพื่อไปดูแลฮูหยินน้อยตามเดิม พวกนางถูกท่านพ่อบ้านส่งมารับใช้เรือนโหยวเหยียนเมื่อสิบกว่าวันก่อนที่จะมีงานมงคลของท่านตูตู ก่อนหน้าพวกนางเป็นเพียงสาวใช้งานจิปาถะของจวนเท่านั้น จู่ๆ ไม่รู้ว่ากรรมหนักหรือบุญใหญ่ก็ตกใส่หัว ได้มารับใช้ฮูหยินน้อยที่นี่ พวกนางภาวนาให้เจ้านายคนนี้ใจดีไม่ทุบตีบ่าวไพร่ราวผักปลาก็พอแล้ว เย็นวันนั้นบนโต๊ะอาหารของเรือนใหญ่จึงมีถ้วยน้ำแกงสามถ้วยวางเอาไว้ ฮูหยินใหญ่หรือเจิ้งฮูหยินเลิกคิ้วมองถ้วยน้ำแกงเจ้าปัญหาอย่างสงสัย ซีถิงจึงรีบรายงานตามที่ฮูหยินน้อยสั่งมาว่า “น้ำแกงถ้วยนี้เป็นของฮูหยินน้อยที่ตั้งใจแสดงความกตัญญูต่อฮูหยินใหญ่ นายท่านและคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ” “แล้วทำไมนางไม่มาด้วยตัวเอง” เจิ้งฮูหยินขมวดคิ้วเผลอคิดไปว่าลูกสะใภ้คนเล็กนี้ไม่ให้ความเคารพนาง เมื่อเช้าก็ไม่มายกน้ำชาคารวะ แต่เมื่อบุตรชายมาแจ้งว่านางไม่ใคร่สบายตัวนางจึงปล่อยไป แต่เวลานี้เย็นแล้วเวลาพักผ่อนก็ย่อมพักไปมาก เพียงแค่ลุกขึ้นมาทานข้าวร่วมกับพ่อแม่สามีจะไม่มีแรงเทียวหรือ ที่เจิ้งฮูหยินคิดก็เป็นแต่เพียงความน้อยใจและขุ่นข้องบางเบาต่อการกระทำของลูกสะใภ้ที่นางไม่ใคร่จะเต็มใจให้บุตรชายแต่งเข้ามานัก แต่ไม่ใช่ความเกลียดชังหรือต้องการหาเรื่องหาราวนางแต่อย่างใด “เอ่อ คือ ฮูหยินน้อยลุกออกจากเตียงไม่ไหวเจ้าค่ะ” ซีถิงกล่าวไปใบหน้าก็แดงก่ำไป เจิ้งฮูหยินมองท่าทีของสาวใช้คนนี้แล้วให้สงสัยนัก “ทำไมถึงลุกไม่ไหว” ก่อนที่ซีถิงจะหาคำตอบอันเหมาะสมขึ้นมากล่าวอ้างก็เป็นเวลาเดียวกับที่บุรุษวัยกลางคนในทหารยศใหญ่เดินเข้ามาเสียก่อน “อะแฮ่ม ฮูหยิน เรื่องน่าอายของบุตรเจ้าก็อย่าถามซักไซ้นักเลย” เป็นหานจือรุ่ยหรือนายท่านหานกล่าวขัดฮูหยินของตนเองขึ้นเสียก่อน เจิ้งฮูหยินจึงเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นแต่ก็ยังอยากได้ยินจากปากสาวใช้เรือนโหยวเหยียน “ก็ข้าอยากรู้นี่เจ้าคะ ว่าอย่างไรทำไมถึงลุกไม่ไหว” มองค้อนสามีไปหนึ่งทีแล้วหันมาไล่จี้สาวใช้อย่างซีถิงอีกครั้งอย่างไม่คิดลดละ “เมื่อคืน ท่านตูตู ทะ ทำ เอ่อ ทำแบบนั้นกับฮูหยินน้อยทั้งคืนเลยเจ้าค่ะ” จบคำรายงานที่อยากได้ยิน รอยยิ้มสมใจของเจิ้งฮูหยินผุดขึ้นประดับใบหน้าอย่างรวดเร็ว “โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว ฝากขอบคุณลูกสะใภ้ของข้าด้วยก็แล้วกันที่แม้จะลุกไม่ไหวก็ยังอุตส่าห์นึกถึงคนแก่สองคน” ซีถิงรีบกลับออกไปเมื่อเจ้านายโบกมือไล่ เจิ้งฮูหยินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อได้ฟังรายงานจากสาวใช้เรือนโหยวเหยียน ถึงเมื่อเช้านางจะสั่งให้คนมาสืบความก็ได้รับทราบเรื่องเช่นนี้แล้ว แต่เพื่อความมั่นใจได้ฟังจากปากของคนในเรือนนั้นย่อมเชื่อถือมากกว่า “คิดอันใดอยู่หรือเจิ้งฮูหยิน” หานจือรุ่ยร้องถามน้ำเสียงอารมณ์ดี ยกน้ำแกงของลูกสะใภ้คนเล็กขึ้นซดรอฟังคำตอบของฮูหยินคู่ชีวิตอย่างตั้งใจ “ท่านนี่ก็นะ ชอบขัดใจข้าอยู่เรื่อย จะให้มารดาอย่างข้าอารมณ์ดีที่ค่ำคืนเข้าหอของบุตรชายผ่านไปอย่างราบรื่นหน่อยก็ไม่ได้” “สมใจหรือไม่เล่า” “จะสมใจกว่านี้หากทั้งสองมีหลานตัวน้อยมาให้ข้าเลี้ยงเจ้าค่ะ” ซึ่งดูจากการกระทำของบุตรชายแล้วนางก็คิดว่าคงอีกไม่นาน ฮึฮึ “ไหนบอกว่าไม่อยากได้สะใภ้คนนี้ไม่ใช่รึ” นายท่านหานจือรุ่ยเลิกคิ้วยังคงไม่เลิกตอแยหาคำตอบกับเจิ้งฮูหยิน “ข้าก็เคยคิดเจ้าค่ะ ข่าวที่ข้าสืบความมา นางเป็นสตรีที่มีคนรักอยู่แล้ว เป็นบุตรชายของเราที่พรากคนทั้งสองมาจากกัน หากนางแค้นเคืองหรงเอ๋อร์จนพาลไม่ดูแลใส่ใจ หาเรื่องวุ่นวายเข้ามาพวกเราคงพบเรื่องยุ่งยากมากทีเดียว” หากเป็นซินหงในชาติก่อนการที่เจิ้งฮูหยินคิดเช่นนี้ก็ไม่ผิดนัก เพราะนางทำมันจริงๆ แต่ความไม่สบายใจของเจิ้งฮูหยินก็ต้องหมดไป เมื่อซินหงในชาตินี้มิได้โง่งมจนทำเรื่องเหลวไหลให้ตระกูลหานต้องปวดหัวอีก “แล้วยามนี้พอใจเจ้าหรือไม่เล่า” “ก็พอใจเจ้าค่ะ แต่เรื่องแบบนี้ควรมองกันไปนานๆ นางอาจดูแลพวกเราดีจนข้ารักนางหรืออาจจะสร้างเรื่องจนข้าพาลเกลียดนางก็เป็นได้” ต้าเจียงจวิน (ท่านแม่ทัพใหญ่) ลูบคางที่มีเคราไปมา คิดตามที่ฮูหยินคู่ชีวิตพูดก็เห็นจะเข้าเค้า สตรีที่มีคนรักมักใจแข็งเมื่อถูกจับให้แต่งกับบุรุษที่ไม่รัก พวกนางมักจะยึดติดกับคนรักจนหาเรื่องวุ่นวายมาให้สามีที่นางไม่เต็มใจแต่งให้ ถือเป็นการแก้แค้นที่พรากนางมา เรื่องที่พวกเขากังวลใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายทีเดียว ครอบครัวต่างๆ ในเมืองหลวงเกิดเรื่องทำนองนี้เยอะแยะ อยู่ที่ว่าจวนไหนจะปิดข่าวได้มิดชิดกว่ากันเท่านั้นเอง “ท่านแม่จะเกลียดใครหรือขอรับ” เสียงนุ่มทุ้มดูอ่อนโยนของใครบางคนดังขึ้นหน้าประตูห้องอาหาร ทำให้เจิ้งฮูหยินและนายท่านหานหันกลับไปมองผู้มาใหม่ เจิ้งฮูหยินยกยิ้มใจดีส่งไปให้เขาเช่นที่เคยทำ “มาแล้วหรือพ่อตัวดี แม่จะเกลียดใครมันก็เรื่องของแม่เถอะ เราน่ะ เมื่อไหร่จะแต่งงาน” เมื่อบุตรชายคนโตนั่งลงบนเก้าอี้เจิ้งฮูหยินก็ยิงคำถามอันเคร่งเครียดใส่ทันที หานหงปินขยับตัวอึดอัด แต่ด้วยนิสัยใจดีอ่อนโยนเป็นทุนเดิมจึงยังมีรอยยิ้มมอบให้มารดาอยู่เสมอ เขากำลังตามเกี้ยวสตรีคนหนึ่งอยู่จริง แต่นางก็ไม่ยอมใจอ่อนให้เสียที ไม่รู้ว่าทำไม “อาหรงก็แต่งให้ท่านแม่แล้วนี่ขอรับ อีกไม่นานก็จะอุ้มหลานแล้ว ข้าแต่งตอนไหนก็ไม่สำคัญหรอกขอรับ” “ไม่สำคัญได้อย่างไร เจ้าเป็นพี่ชายใหญ่ แต่แต่งงานหลังน้องชายตัวเองใช้ได้ที่ไหนกัน ฮึ๊” หานหงปินเหลือบมองบิดาที่นั่งหัวโต๊ะเชิงขอร้อง หานจือรุ่ยขัดสายตาบุตรชายไม่ได้จึงยืนมือไปตบแขนของเจิ้งฮูหยินให้เลิกเซ้าซี้เอาความกับบุตรชาย “เข้ากันดีเหลือกินนะ หรงเอ๋อร์ก็อีกคนทำงานแล้วลืมแม่ นี่ได้ภรรยาแล้วจะไม่ลืมแม่ยิ่งกว่าเดิมหรือ” เจิ้งฮูหยินเอ่ยถ้อยคำคล้ายกับว่านางกำลังโดนสามพ่อลูกรังแก ซึ่งหากใครได้รู้นิสัยของนางก็จะรู้เองว่านางเพียงแต่พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้มีความไม่พอใจอันใดแฝงอยู่ทั้งสิ้น “ท่านแม่ก็ไปพูดกับอาหรงสิขอรับ” หงปินกระเซ้ามารดาแล้วคีบอาหารใส่ถ้วยให้นางอย่างใส่ใจ หลังเห็นบิดายกตะเกียบขึ้นคีบอาหารแล้ว “มีแต่จะทำหน้าตายใส่แม่น่ะสิ ไม่รู้ไปได้เชื้อแบบนี้มาจากไหน เฮ้อ” คิดคิดแล้วก็ให้สงสารลูกสะใภ้เล็ก ที่ต้องเห็นใบหน้าตายด้านของบุตรชายคนเล็กของนางทุกวัน ขนาดนางเป็นมารดาแท้ๆ เขายังยิ้มให้แทบนับครั้งได้ ***** ครอบครัวสุขสันต์แหละแกร๊~~
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD