หลังจากที่ป้าโซเฟียเห็นสภาพที่น่าสงสารของแอนนิก้าแล้ว เธอก็อนุญาตให้แอนนิก้ากลับห้องพักไปสงบจิตสงบใจแล้วค่อยออกมาช่วยเตรียมมื้อค่ำทีหลัง เด็กสาวเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องพักของตัวเอง นั่งอยู่ในมุมมืดของห้อง กอดเข่าเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว
ภาพที่คาลอสตรงเข้ามากระชากเสื้อผ้าให้หลุดออกจากตัว ยังคงวนเวียนอยู่ในสมอง มันเหมือนจะตอกย้ำว่าเธอมาที่นี่เพื่อรับใช้และมีชีวิตอยู่ภายใต้คำสั่งตามต้องการของผู้เป็นนายเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เธอนึกถึงวันวานที่เธอเคยผ่านมา วันวาน… ที่ทำให้เธอกลัวจนฝังใจมาถึงทุกวันนี้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“แอนนิก้า ออกมาเร็ว คุณคาลอสให้เธอไปพบที่สวนน่ะ” เสียงป้าโซเฟียร้องเรียกอยู่ด้านนอก แรกทีเดียวแอนนิก้าคิดไปว่าป้าโซเฟียมาตามให้ไปช่วยงาน แต่เมื่อได้ยินว่าคุณคาลอสเรียกไปพบอีก เธอก็รู้สึกหวาดระแวงนัก แต่จะขัดคำสั่งก็ไม่ได้
“ค่ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” แอนนิก้าเปิดประตูออก ใบหน้าของคนที่ยังร้องไห้ไม่หยุดแดงก่ำไปหมด จนป้าโซเฟียต้องรีบช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินมาส่งเธอที่สวนหน้าบ้าน
ตรงนั้นคาลอสนั่งอยู่บนโต๊ะสีขาว มีชายหญิงราวห้าคนยืนอยู่ด้านหลังด้วยท่าทางนอบน้อม ข้างกันเป็นดิลลอนที่เธอคุ้นเคยดี เด็กสาวจึงค่อย ๆ เดินไปใกล้ ๆ
“นั่งลงสิ” เมื่อได้ยินคำสั่งให้นั่ง เด็กสาวก็เกือบทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหญ้า ดีที่ดิลลอนดึงแขนเอาไว้และพามานั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับคาลอส
“ยื่นแขนเธอออกมา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คุณจะทำโทษอะไรฉันอีกล่ะคะ คราวนี้จะตัดแขนฉันหรือยังไง คุณรู้ไหมว่าฉันกลัวแค่ไหน คุณเอาแต่ใจตัวเอง ไม่เห็นจะเคยฟังฉันบ้างเลย” เด็กสาวพูดไปร้องไห้ไปราวกับเด็กน้อยวัยสามขวบ ทำเอาคาลอสตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าแอนนิก้าจะกล้าพูกับเขาขนาดนี้ ในขณะเดียวกันดิลลอนก็ลอบยิ้มให้กับความใจกล้าของแอนนิก้า เพราะน้อยคนนักที่จะกล้าต่อว่าคาลอสผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้
“นี่เธอ! ไม่สำนึกเลยหรือไงว่าที่โดนทำโทษเพราะอะไร” ฝ่ามือหนาตบโต๊ะเสียงดังจนแต่ละคนสะดุ้งโหยงไปตาม ๆ กัน
“ช่างเถอะ ยื่นแขนออกมาซะ” แอนนิก้าหันไปมองดิลลอนราวกับจะถามว่าเธอควรทำตามคำสั่งดีไหม ฝ่ายดิลลอนก็พยักหน้าให้เบา ๆ แอนนิก้าจึงยื่นแขนออกมาวางบนโต๊ะช้า ๆ พลางเหลือบไปมองกล่องมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะและมีผ้าคลุมไว้
ชายหญิงห้าคนที่ตอนแรกยืนอยู่ด้านหลังคาลอส ขยับมายืนล้อมรอบแอนนิก้าไว้ และเริ่มเปิดผ้าคลุมกล่องออก เผยให้เห็นคริสตัลหลากสี จี้ทองคำ และของมีค่าต่าง ๆ มันสวยจนแอนนิก้าตาโตเป็นไข่ห่าน
“ฉันให้รางวัลที่เธอตั้งใจทำคุกกี้เป็นอย่างดี เลือกที่ชิบออกมาสัก… ยี่สิบชิ้นสิ” ดูแล้วคริสตัลพวกนี้มันเหมือนถูกทำให้เป็นลูกปัดสำหรับร้อยเป็นเครื่องประดับอย่างไรอย่างนั้น
“มันมากเกินไปหรือเปล่าคะ” แอนนิก้าเอ่ยถาม ดูแล้วคนอย่างเธอไม่น่าจะเหมาะกับอะไรที่มีค่าขนาดนี้
“รีบเลือก!” เขาส่งเสียงดุดันมาอีกครั้ง แอนนิก้าจึงต้องก้มหน้าก้มตาเลือกที่ตนชอบออกมา แต่ก็พยายามเลือกที่ดูมีราคาน้อยที่สุด จนคาลอสอดรำคาญไม่ได้ และเริ่มช่วยเลือกให้อีกแรง
หลังจากเลือกได้แล้ว ช่างทั้งหมดก็ช่วยกันร้อยเข้ากับเอ็นร้อยอย่างดี จับคู่สีและเลือกใช้คริสตัสราคาแพงที่คาลอสเป็นคนเลือก แต่ก็ยังใช้โทนสีแบบที่เด็กสาวชอบ จนในที่สุดสร้อยข้อมือราคาเหยียบแสนยูโรก็เสร็จสิ้นมันดูระยิบระยับสวยงามจนแอนนิก้าอดชื่นชมไม่ได้
“เหมาะกับเธอดีนะ” เขาเอ่ยชม พลางดึงข้อมือของเธอมาดูใกล้ ๆ ทำให้เด็กสาวรู้สึกขัดเขินไม่น้อยที่จู่ ๆ เจ้านายอย่างเขาก็มาทำดีด้วยแบบนี้
“แล้วอย่าให้ฉันรู้ว่าเธอถอดมันทิ้งไว้ที่ไหนนะ เธอโดนดีแน่” คาลอสรับเช็กจากดิลลอนก่อนจะจรดปลายปากกากรอกราคาสร้อยข้อมือลงไปและส่งให้ช่าง แล้วลุกจากไป
“เธอคงยังตกใจไม่หายสินะ” เป็นดิลลอนที่เข้ามาชวนคุย แอนนิก้าจึงยิ้มรับ
“ค่ะ ฉันไม่เคยต้องทำอะไรแบบนั้นมันก็ออกจะ… น่ากลัวไปหน่อย แต่ฉันมีหน้าที่ทำตามคำสั่งคุณคาลอสอยู่แล้วนี่คะ” ประโยคท้ายเหมือนเธอจะปลง แต่ก็ไม่ แววตาคู่สวยดูหม่นหมองลงชั่วครู่ และก็กลับมาฉายแววสดใสเหมือนเดิม
“ใกล้ได้เวลามื้อค่ำแล้ว ฉันขอตัวไปเตรียมมื้อค่ำก่อนนะคะ” แอนนิก้าพูดพลางวิ่งกลับเข้าไปในตัวบ้าน และเริ่มทำงานของตัวเองอย่างอารมณ์ดีอีกครั้ง