ทันที่ที่ได้ยินเสียงรถจอดเทียบที่หน้าบ้าน แอนนิก้าก็รีบยกถาดขนมวิ่งออกมาต้อนรับเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“คุณคาลอส” เธอเอ่ยทักทาย พร้อมก้มศีรษะลงเพื่อทำความเคารพตามที่ป้าโซเฟียสอน
“วันนี้ป้าโซเฟียสอนให้ฉันอบคุ๊กกี้แบบที่คุณคาลอสมักจะกินคู่กับการแฟ คุณช่วยชิม…” พูดไม่ทันจบ คาลอสก็เดินผ่านเธอไป ราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน
แอนนิก้าหันไปหาดิลลอนเพื่อจะขอคำตอบว่าเธอทำอะไรผิดไป แต่ดิลลอนเองก็ไม่มีคำตอบให้เธอเช่นกัน เขาส่ายหน้าช้า ๆ ให้เธอ ก่อนจะเดินตามคาลอสไปยังห้องโถง
“ไปตามแอนนิก้ามา” เมื่อดิลลอนตามมาถึงห้องโถงแล้ว คาลอสก็ออกคำสั่งที่ชวนให้สับสนทันที
“เมื่อกี้นายก็เจอเด็กนั่นแล้วนี่ ทำไมไม่คุยตั้งแต่เมื่อกี้?”
“ฉันบอกให้ไปตามมาก็ไปตาม แล้วนอกจากแอนนิก้าห้ามให้ใครหน้าไหนเข้ามาทั้งนั้น” ดิลลอนพยักหน้ารับให้กับคำสั่งของคนเอาแต่ใจ ก่อนจะเดินออกไปยังห้องครัวเพื่อบอกแก่แอนนิก้าว่าคาลอสต้องการพบ
“เธอรีบไปเถอะ ดูท่าคุณคาลอสจะอารมณ์ไม่ดีเท่าไร” คำเตือนจากดิลลอนทำเอาแอนนิก้าเสียวสันหลังวาบ นี่เธอเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วันเองนะ
ไม่นานนักแอนนิก้าก็เดินเข้ามาในห้องโถง แววตาราวกับกวางน้อยที่กำลังคอยระแวงภัย
“ปิดประตูด้วย” เบื้องหน้าของเธอ คือเจ้านายเหนือหัวที่สีหน้าไม่สบอารมณ์นัก
เด็กสาวเดินเข้ามารีบวางถาดคุ๊กกี้ไว้บนโต๊ะและนั่งลงกับพื้น รอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ
“ทำไมถึงใส่ชุดนี้” แม้จะดูเป็นคำถามทั่วไปแต่น้ำเสียงของเขากลับดุดันและน่ากลัวจนแอนนิก้าสะดุ้งตาม
“เอ่อ… ฉัน… ถนัดที่จะใส่ชุดนี้ค่ะ” มันเป็นชุดเดิมของเธอที่ใส่มาที่นี่ครั้งแรก นั่นแปลว่าเขาอาจจะโกรธที่เธอมองข้ามเสื้อผ้าที่เขาหามาให้อย่างนั้นหรือ
“เธอคิดจะขัดคำสั่งฉันตั้งแต่วันแรก ๆ เลยใช่ไหม แอนนิก้า?!” คาลอสลุกขึ้นจากโซฟาตัวงามแล้วย่างสามขุมเข้ามาหาเธอช้า ๆ ตอนนี้เองที่แอนนิก้ารู้สึกกลัวคาลอสขึ้นมาจริง ๆ
“ฉันขอโทษค่ะ ฉันคิดว่าชุดพวกนั้นมันแพงและดูดีเกินกว่าที่จะใส่ทำงานบ้าน ฉันก็เลยใส่ชุดของตัวเอง…”
“ถอดออก!” เขาตวาดอีกครั้งโดยไม่ฟังคำอธิบายของเด็กสาวตรงหน้าแม้แต่น้อย
“อะไรนะคะ”
“ฉันบอกให้ถอดออก! หรือเธอจะให้ฉันถอดให้” แอนนิก้าถอยกรูด ยกสองแขนขึ้นกอดตัวเองเอาไว้
“ได้ เธอคงอยากให้ฉันถอดให้สินะ” คาลอสก้าวยาว ๆ ไม่กี่ก้าวก็มาถึงร่างเล็กที่นั่งกองอยู่กับพื้น มือหนารวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างไว้ในมือเดียว และดึงให้เธอลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะใช้อีกมือพยายามดึงให้เสื้อหลุดออกจากตัวเธอจนแอนนิก้าต้องร้องบอก
“ฉันยอมแล้วค่ะ ๆ ฉันจะถอดเอง คุณอย่าทำให้มันขาดเลยนะคะ มันสำคัญกับฉันมากจริง ๆ” น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มขาวของเธออย่างน่าเวทนา ร่างสูงจึงยอมปล่อยมือออกและยืนรอให้แอนนิก้าถอดชุดออกด้วยตัวเอง ในใจก็นึกสงสัยว่ากะอีแค่เสื้อผ้าเก่า ๆ ชุดเดียวทำไมถึงบอกว่าสำคัญนักหนา
แอนนิก้าถอดเสื้อออกช้า ๆ จนเหลือแต่เสื้อชั้นในสีขาวที่ดูเก่ามากแล้ว เธอบรรจงพับเสื้ออย่างดีและวางลงข้างตัว สายตานั้นมองมาที่เขาอย่างไม่เข้าใจ ไม่คิดว่าเขาจะบังคับให้เธอทำเรื่องน่าอายแบบนี้ต่อหน้าเขา
“หยุดทำไม ถอดกางเกงออกด้วย” คาลอสยังคงสั่งเสียงเข้ม เขาจะไม่ยอมใจอ่อนกับน้ำตาของเด็กสาวเป็นอันขาด ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่เธอไม่วางตาจนกางเกงยีนส์เก่าตัวนั้นถูกถอดออกไปจนพ้นทาง และแน่นอนว่าเธอก็บรรจงพับมันวางรวมไว้กับเสื้อเป็นอย่างดี
ในตอนนี้เด็กสาวมีเพียงชุดชั้นในปกคลุมส่วนสงวนของร่างกายเอาไว้ สองแขนยกขึ้นหมายจะปกปิดหน้าอกนูนใหญ่ให้พ้นสายตาของเขา และสองขาก็หนีบชิดด้วยความอาย
คาลอสมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา แต่ในใจกลับร้อนระอุราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ เนินเนื้อขาวสว่างที่โผล่พ้นเสื้อชั้นในมันนวลเนียนเสียจนเขาอยากจะสัมผัส หน้าท้องแบนราบรับกับสัโพกสมส่วนน่ามอง กึ่งกลางกายสาวที่ถูกปกปิดด้วยแพนตี้สีขาวยิ่งทำให้เขาแทบบ้า ต้องยอมรับว่าถึงแม้เขาจะเคยเห็นเรือนร่างผู้หญิงมานับร้อย แต่ไม่มีเรือนร่างไหนที่น่าหลงใหลและน่ามองเท่าเรือนร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้เลย
“ใส่นี่ซะ” เขาโยนชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนมาให้ และนั่งลงกับโซฟา รอดูให้เด็กสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยตัวเอง แอนนิก้ารีบรับมาและสวมมันทันที จึงได้รู้ว่านี่เป็นหนึ่งในเสื้อผ้าที่เขาซื้อให้เธอ และเธอเก็บมันไว้ในตู้เสื้อผ้า
“จำเอาไว้ว่าถ้าเธอขัดคำสั่งฉันและยังใส่ชุดเก่า ๆ นั่นอยู่ เธอก็ต้องมาเปลี่ยนต่อหน้าฉันแบบนี้ทุกวัน! และครั้งหน้าฉันจะไม่ให้เธอมีโอกาสได้พับมัน เพราะฉันจะเผาให้สิ้นซาก ออกไปได้แล้ว!” แอนนิก้าปาดน้ำตาและลุกขึ้นยืน โดยไม่ลืมจะหยิบเสื้อผ้าของตนกลับออกไปด้วย ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปากของเธอ นอกเสียจากแววตาสื่อความหมายที่คาลอสไม่ทันได้สังเกต
หลังจากที่แอนนิก้ากลับออกไปแล้ว คาลอสก็เอนกายลงกับโซฟาอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่เข้าใจการกระทำของตัวเองเอาเสียเลย คนอย่างเขาน่ะหรือจะหวั่นไหวเพราะเด็กสาวใสซื่ออย่างแอนนิก้า พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นถาดคุกกี้ที่เธอบอกว่าตั้งใจจะทำให้เขา มือหนาเอื้อมไปหยิบมาถือไว้และพินิจดู จินตนาการไปถึงตอนที่มือเล็ก ๆ หยิบส่วนผสมมาปรุงเข้าด้วยกัน ในที่สุดเขาก็อ้าปากลิ้มรสมันเข้าไป แม้รสชาติจะยังไม่ใช่อย่างที่เขาชอบสักเท่าไร แต่สำหรับการทำครั้งแรก ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก ๆ จนเขาอยากจะให้รางวัล
“ตายแล้ว!” เมื่อป้าโซเฟียเห็นสภาพของแอนนิก้าก็รีบตรงเข้ามาหาและอ้าแขนรับเธอไว้ในอ้อมกอด ดิลลอนเองที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็พลอยเวทนาเด็กสาวไปด้วย ใบหน้าและดวงตาแดงก่ำอย่างคนที่เพิ่งร้องไห้มาอย่างหนัก และไหนจะเสื้อผ้าที่ถูกเปลี่ยนใหม่ ไม่บอกก็รู้ว่าคาลอสคงหาเรื่องแกล้งแอนนิก้าเป็นแน่ เขาขยับกายลุกขึ้นและเดินไปยังห้องโถงทันที
“นายมาพอดี ให้คนไปตามช่างเครื่องประดับมาที ฉันมีงานจะสั่ง” คาลอสเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าดิลลอนเดินเข้ามาหา
“นายทำอะไรเธอ รู้หรือเปล่าว่าเธอตกใจและกลัวแค่ไหน จะทำอะไรก็นุ่มนวลหน่อยสิ เธอไม่ใช่ผู้หญิงทั่วไปนะ เบามือกับเธอหน่อย” ดิลลอนถือวิสาสะตำหนิเพื่อนของตนยกใหญ่ เพราะนึกสงสารแอนนิก้าที่ต้องเจอคนป่าเถื่อนอย่างคาลอส
“ฉันก็แค่ให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าฉัน ก็แค่นั้น ฉันไม่ได้แตะต้องอะไรเธอสักนิด” เขาพูดพลางลอยหน้าลอยตาอย่างคนไม่รู้สึกผิด
“เธออายุแค่สิบเก้า คาลอส เธอไม่ประสาเรื่องนี้ ทั้งชีวิตของเธอ นายอาจเป็นคนแรกที่ได้เห็นก็ได้” เมื่อได้ยินว่าเขาอาจเป็นคนแรกที่ได้เห็น ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก
“เฮอะ สมัยนี้เด็กสิบเก้าจะไปเหลืออะไรแล้ว เห็นซื่อ ๆ แบบนั้นอาจช่ำชองแล้วก็ได้” แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากคาดหวังและไม่อยากเชื่อว่าแอนนิก้าจะยังบริสุทธิ์ขนาดนั้น และต่อให้เด็กนั่นยังบริสุทธิ์จริงแล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ
“นายโง่รึไงคาลอส ไหนว่ามองผู้หญิงออก… เอาเถอะ ฉันจะไปตามช่างมาให้ก็แล้วกัน” ดิลลอนสบถ ก่อนจะน้อมรับคำสั่งของเขา และถอยกลับออกมาทำงานของตัวเองต่อ