หลังจากที่ดิลลอนทิ้งให้เธอยืนงงอยู่นาน แอนนิก้าก็เดินกลับเข้ามาทำงานของตัวเองต่อจนเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ปลีกตัวกลับไปพักผ่อนในห้องพักของตัวเอง ครุ่นคิดเกี่ยวกับเจ้านายของตน
ตั้งแต่เกิดจนโตมาสิบเก้าปี ผู้ชายคนแรกที่ได้เห็นเรือนร่างของเธอก็คือเขา แต่นั่นก็ไม่สำคัญนักหรอกเพราะต่อให้เห็นสักกี่ร้อยครั้งก็ไม่มีใครเอาไปได้ สิ่งที่ทำให้หัวใจเธอไหววูบอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ คือสิ่งที่เขาให้เธอต่างหากล่ะ แม้ว่าเธอจะไม่ได้หวังในทรัพย์สินอะไร แต่การที่ผู้ชายคนหนึ่งให้ของมีค่าแก่ผู้หญิงมันจะเรียกว่าอะไรได้อีก ไหนจะสายตาที่มองเธออีก ถึงเธอจะยังไม่มีประสบการณ์เรื่องอย่างว่าแต่เธอก็มองออกว่าหมายถึงอะไร
คิดไปคิดมาภาพหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแน่นของเขาก็ลอยเข้ามาในสมอง ทักทายให้เธอใจสั่นแรงมากขึ้นไปอีก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
แอนนิก้าหันมองนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบเที่ยงคืน และก็อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันที่มาเคาะประตูเอาป่านนี้
“ใครคะ?”
“ฉันเอง… เจ้านายเธอ” เมื่อได้ยินว่าเป็นเจ้านายของตน แอนนิก้าก็เบิกตาโพลง
‘หรือเขาจะรู้ว่าเรากำลังนึกถึง!?’
“นี่จะไม่เปิดประตูใช่ไหม!” คาลอสตะโกนถามอีกครั้ง เด็กสาวรีบจับผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะค่อย ๆ แง้มประตูออก
“คุณจะรับอะไรเหรอคะ” เธอเอ่ยถามด้วยใบหน้าของคนที่กำลังแสร้งว่าง่วงเสียเต็มประดา
“ง่วงอยู่เหรอ? งั้นก็นอนไปเถอะ ฉันแค่จะชวนไป…”
“ไปค่ะ!” ยังไม่ทันจะฟังให้เขาพูดจบ แอนนิก้าก็รีบตอบตกลง เพียงพริบตาเดียวเธอก็ออกมายืนนอกห้อง สวมรองเท้าพร้อมจะไปกับเขาทันที คาลอสที่เห็นอย่างนั้นก็อดขำให้ท่าทางของแม่บ้านสาวไม่ได้ แต่มันเป็นการขำในใจเท่านั้น ใบหน้ายังคงเรียบสนิทเหมือนเดิม
คาลอสเดินนำเด็กสาวมายังสวนดอกไม้ด้านข้างที่มีสระน้ำอยู่ตรงหน้า ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงบนพื้นหญ้าด้วยท่าทางสบาย แอนนิก้าที่เดินตามมาก็นั่งลงข้าง ๆ
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมเหรอคะ”
“ฉันนอนไม่หลับน่ะ ก็เลยอยากออกมาสูดอากาศซะหน่อย แต่จะออกมาคนเดียวมันก็… วังเวงไปหน่อย” เมื่อได้ฟังคำตอบ แอนนิก้าก็พยักหน้าเข้าใจ
“คุณนอนไม่หลับ เพราะกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่าคะ…” เด็กสาวเอ่ยถาม พลางหันมาทางที่เจ้านายนั่งอยู่ แต่ก็พบว่าเขาเอนกายลงนอนบนพื้นหญ้าไปเสียแล้ว
“ใช่ มีเรื่องให้ฉันต้องคิดเยอะมาก ๆ เลย” คำตอบที่ดูเศร้าหมองนั้น ทำให้แอนนิก้าค่อย ๆ เอนตัวลงนอนข้าง ๆ เขา หวังให้เขารู้สึกผ่อนคลายที่อย่างน้อยก็มีเธอคอยรับฟังอยู่ข้าง ๆ เสมอ
“บอกฉันได้ไหมคะว่าเรื่องอะไร เผื่อฉันจะช่วยคุณได้บ้าง?”
“ฉันเล่าให้ฟังคืนนี้ไม่หมดหรอก ถ้าจะให้เล่าทั้งหมดเธอคงต้องอยู่กับฉันทุกคืน…” เด็กสาวหันขวับเมื่อได้ยินคำพูดที่ดูกำกวมนั้น
‘เขากำลังหมายถึงอะไรนะ’
“เธอ… อยากจะอยู่กับฉันทุกคืนไหม” คาลอสหันมาหาเด็กสาว สองสายตาประสานกันอย่างลึกซึ้ง นี่เป็นครั้งที่สองที่แอนนิก้าสังเกตเห็นแววตาสื่อความหมายแบบนั้น
“ถ้าคุณเรียกหา… ฉันก็จะมาหาคุณเสมอค่ะ” พูดจบ คาลอสก็ยันกายให้ลุกขึ้นมาคร่อมทับเด็กสาวไว้ครึ่งตัวราวกับจะพันธนาการเธอเอาไว้ในอ้อมกอด
ใบหน้าคมเข้มก้มลงมาจนริมฝีปากเกือบจะชนกัน แต่ก็หยุดไว้เพียงเท่านั้น เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าขืนใจขโมยจูบใคร แต่จู่ ๆ คนใต้ร่างก็ยกศีรษะขึ้นจนริมฝีปากของคนทั้งคู่แตะกันและก็เป็นอย่างนั้นอยู่พักใหญ่ เพราะเด็กสาวใสซื่อเกินกว่าจะรู้ว่าการจูบเป็นอย่างไร เขาจึงสนองจูบนั้นให้เธอได้สัมผัสเป็นครั้งแรก ริมฝีปากหนาดูดเม้มเรียวปากอวบอิ่มของเธออย่างหยอกเย้า ลิ้นร้อนก็กวาดไปทั่วโพรงปากจนเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กของเด็กสาว มือหนาเลื่อนจากเอวคอดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ที่เต้านุ่มนิ่ม เขาบีบขยำอย่างมันมือ พร้อม ๆ กับตะโบมจูบเร่าร้อนไปด้วย แม้จะเพิ่งได้พบกับประสบการณ์แปลกใหม่เป็นครั้งแรกแต่มันกลับปลุกความรู้สึกบางอย่างของเด็กสาวให้ตื่นขึ้น กายสาวร้อนวูบวาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต จนเมื่อความรู้สึกมันพุ่งมาถึงจุดหนึ่ง เขาก็หยุดทุกอย่างลงดื้อ ๆ แม้จริง ๆ แล้วมันจะยากเย็นสำหรับผู้ชายอย่างเขาก็ตาม
“ฉันจะไม่ทำอะไรเธอไปมากกว่านี้ แต่ถ้าเธอก็ต้องการฉันเหมือนกัน พรุ่งนี้ตอนมื้อเช้าค่อยมาคุยกันอีกที” พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นและเดินจากไป ปล่อยให้แอนนิก้ายังนอนงงอยู่กับที่อย่างนั้นครู่ใหญ่
เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องนอนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองแล้ว คาลอสก็ได้แต่คิดวนไปวนมาว่าทำไมเขาถึงห้ามใจตัวเองไม่ได้เวลาอยู่ใกล้แอนนิก้า เจ้าน้องชายของเขาที่ยังแข็งตึงอยู่ในกางเกงมันก็เรียกร้องให้เขาปลดปล่อยมันเสียที ด้วยความหงุดหงิดและจนใจเขาจึงต้องเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการความว้าวุ่นในจิตใจให้สงบลงซะที มือหนากอบกุมรอบลำใหญ่และค่อย ๆ สาวขึ้นลงเป็นจังหวะ ก่อนที่จะหลับตาลง แต่แล้วจู่ ๆ หัวสมองก็ผุดภาพของเด็กสาวขึ้นมา ไม่ว่าสลัดอย่างไรก็ไม่มีทางลบภาพแอนนิก้าได้เลย และเหมือนร่างกายจะตอบสนองต่อจินตนาการของเขาเป็นอย่างดี เพราะไม่นานเขาก็ปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมามากมาย เหมือนจะตอกย้ำให้เขารู้ว่าตัวเองต้องการแอนนิก้ามากขนาดไหน
เมื่อเสร็จสมเรียบร้อยแล้ว คาลอสก็ออกมาเปิดอีเมลดูและนั่งจ้องอยู่แบบนั้น มันเป็นแบบร่างสัญญาที่เขาสั่งให้ดิลลอนทำขึ้น พรุ่งนี้หากแอนนิก้าเข้ามาและบอกว่าต้องการเขา เขาก็จะยื่นสัญญานี้ให้เธอได้ดูและตัดสินใจอีกครั้ง
‘ขอให้เธอคิดเหมือนกันกับเขาด้วยเถอะ!’
ด้านแอนนิก้าที่กลับมายังห้องพักตัวเอง ก็เอาแต่นึกย้อนกลับไปถึงรสจูบที่แสนวาบหวามของเจ้านายจนความรู้สึกแปลก ๆ เข้ามาทักทายตลอดทั้งคืนจนไม่เป็นอันหลับอันนอน ขณะเดียวกันเธอก็ต้องคิดหาคำตอบว่าเธอต้องการเขาหรือไม่ เพราะพรุ่งนี้เช้าเธอจะต้องให้คำตอบเจ้านายตัวเอง
‘ฉันต้องการเขาหรือเปล่านะ’ แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกแบบนี้ ทำให้ไม่ว่าจะคิดกี่ตลบแอนนิก้าก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เลยว่าต้องการเขาหรือไม่ เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่คือความรู้สึกของอะไรด้วยซ้ำ
‘เอาไว้ค่อยถามเขาพรุ่งนี้ก็แล้วกัน’
เมื่อหาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้ แอนนิก้าจึงคิดไปว่าเธอจะบอกสิ่งที่เธอรู้สึกเมื่อคืนให้เขารู้ และให้เขาช่วยเธอคิดว่าจริง ๆ แล้วเธอต้องการหรือไม่ต้องการเขากันแน่
รุ่งเช้า แอนนิก้าเดินถือถาดมื้อเช้าขึ้นมาที่ห้องของคาลอสและเคาะสามครั้งตามปกติ แต่ครั้งนี้คาลอสตอบกลับมาว่าให้เธอเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องรอห้านาที เด็กสาวจึงเปิดประตูเข้าไปและวางถาดอาหารลง
“คิดมาแล้วหรือยัง” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ขณะนั่งอยู่บนเตียงในสภาพเปลือยท่อนบน
“ค่ะ ฉันคิดมาแล้ว แต่ว่า…” เมื่อได้ยินคำว่าแต่ของเธอ คาลอสก็ลุกพรึ่บจากเตียง และเดินมาหาเพื่อฟังคำตอบใกล้ ๆ
“แต่อะไร รีบพูดมา”
“ฉันไม่รู้ค่ะว่าต้องการคุณหรือเปล่า… เมื่อคืนที่คุณ… จูบฉัน มันเป็นครั้งแรก ฉันก็เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกมันหมายความว่าอะไร” แม้คำตอบของเธอจะไม่ใช่คำตอบรับว่าต้องการเขา แต่เขากลับรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ยินว่าเขาคือจูบแรกของเธอ ทำให้เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกสับสนที่เด็กสาวเป็นอยู่ จึงไม่ได้ต่อว่าอะไร
“งั้นเธอตอบคำถามฉัน ไม่ว่าฉันจะถามอะไรเธอตอบได้แค่ ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่’ เท่านั้น เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะ” เมื่อเธอตอบรับแล้ว เขาก็เริ่มยิงคำถามที่ตัวเองอยากรู้ทันที