“โอ้โห แพงระยับเลยนะนี่” ป้าโซเฟียอ้าปากค้างเมื่อเห็นสร้อยข้อมือเส้นพิเศษที่คาลอสมอบให้เป็นรางวัลแก่แอนนิก้า
“ฉันไม่อยากรับไว้เลยค่ะ มันดูแพงเกินไปสำหรับฉัน แต่คุณคาลอสกำชับว่าห้ามถอดเด็ดขาด” แม้เธอจะชอบสร้อยเส้นนี้มากแค่ไหน แต่ถ้าให้เทียบแล้วชีวิตเธอคงมีค่าน้อยกว่าสร้อยเส้นนี้แน่ ๆ
“นี่ อย่าคิดอย่างนั้นสิ คนเราเกิดมาจะยากดีมีจน ทุกชีวิตล้วนตีเป็นราคาไม่ได้… ถ้าคุณคาลอสให้เธอก็แปลว่าเขาคิดมาดีแล้วว่าเหมาะกับเธอ ใส่ไว้เถอะ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นสมบัติติดตัว” ป้าโซเฟียส่งยิ้มใจดีมาให้ และหันกลับไปหุงหาอาหารมื้อค่ำต่อ ในใจก็คิดไปว่าปกติคาลอสไม่ใช่คนที่จะให้อะไรใครง่าย ๆ แต่กับแอนนิก้ากลับได้ของขวัญที่มีราคาสูงลิ่วเสียอย่างนั้น
อาหารค่ำมากมายถูกยกออกมาที่โต๊ะสำหรับรับประทานอาหารค่ำ ที่หัวโต๊ะมีคาลอสนั่งอยู่เพียงคนเดียวด้วยสีหน้าที่ไม่ยินดียินร้ายอะไรนัก เมื่อจัดโต๊ะอาหารเรียบร้อย โซเฟียและแอนนิก้าก็ถอยหลังกลับไปอยู่ในที่ของตัวเองเพื่อรอรับใช้เจ้านาย คาลอสปรายตามองข้อมือของแอนนิก้าแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเธอยังใส่สร้อยข้อมือนั้นอยู่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“กินอะไรกันหรือยัง” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ขณะเอื้อมมือตักอาหารมาใส่จานตนเอง
“เอ่อ… หมายถึงใครคะ” โซเฟียเป็นฝ่ายถามกลับ เพราะปกติระหว่างมื้ออาหารครลอสจะไม่พูดกับใครทั้งนั้น แต่ครั้งนี้เขากลับเอ่ยถามออกมา
“ก็… ทุกคนนั่นแหละ”
“ยังหรอกค่ะ พวกเรายังไม่เสร็จงาน ไว้ทำอะไรเรียบร้อยแล้วค่อยทานทีเดียว” เมื่อได้ยินคำตอบ คาลอสก็พลิกข้อมือดูนาฬิกาและพบว่ามันเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว
“ไปกินอะไรกันซะ แล้วค่อยกลับมาเก็บโต๊ะทีหลัง” สาวใช้คนอื่น ๆ รวมถึงโซเฟียและแอนนิก้าหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง แต่ก็พากันเดินออกไป
“ไม่ใช่เธอ แอนนิก้า…” เด็กสาวที่ถูกเรียกตัวไว้ก็หยุดชะงัก โซเฟียหันมามองและพยักหน้าให้เป็นเชิงว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี แอนนิก้าจึงเดินกลับมาประจำที่
‘ก็เราเป็นแม่บ้านส่วนตัวนี่นา ไม่ใช่แม่บ้านทั่วไป ต้องอยู่รับใช้เป็นคนสุดท้ายก็ถูกแล้ว’
เมื่อคิดได้อย่างนั้นแอนนิก้าก็สลัดความหิวออกจากหัวไป สายตาก็เหลือบไปเห็นว่าน้ำในแก้วของเจ้านายพร่องลงไปแล้ว เธอจึงคว้าเหยือกน้ำและเดินเข้าไปหาเขา ก่อนจะรินน้ำให้เต็มแก้วเหมือนเดิม โดยไม่ลืมคีบน้ำแข็งก้อนใส่ลงไปเพิ่มด้วย
“เอาจานมาให้ฉันเพิ่มสักชุด” แอนนิก้าค้อมศีรษะรับคำสั่ง พลางเดินกลับไปหยิบจาน ส้อม และมีดมาหนึ่งชุดตามคำสั่งของเจ้านาย
“นั่งลงสิ” แต่เมื่อเธอเดินมา และทำท่าจะเปลี่ยนจานให้ คาลอสกลับสั่งให้เธอนั่งลงเสียอย่างนั้น
แม้จะไม่เข้าใยชจว่าให้เธอนั่งลงทำไม แต่แอนนิก้าก็รับคำสั่งและทำท่าจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที ร้อนถึงคาลอสต้องดึงแขนเธอเอาไว้
“ทำไมจ้องแต่จะนั่งพื้นอยู่เรื่อย!” เขาพูดเสียงดัง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกครั้งที่สั่งให้นั่ง เธอถึงลดตัวลงนั่งกับพื้นทุกที
“ก็ฉันเป็นแค่แม่บ้านนี่คะ” แอนนิก้าตอบใสซื่อ ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอถูกกดขี่ให้อยู่ต่ำกว่าคนอื่นมาตลอด แม้กระทั่งกับพ่อของตัวเองแท้ ๆ เธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้นั่งกินข้าวพร้อมกับพ่อด้วยซ้ำ
“ที่นี่เท่าเทียม ห้ามลงไปนั่งกับพื้นอีก ถ้าใครเห็นแล้วคิดว่าฉันกดขี่เธอขึ้นมา เธอจะรับผิดชอบชื่อเสียงที่เสียหายของฉันไหวไหม” เด็กสาวลอบยิ้มให้กับความใจดีของเขา โดยลืมไปเสียสนิทว่าเพิ่งถูกเขาลงโทษอย่างน่าอายมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“กินซะ แล้วก็รีบกลับไปทำงานของเธอต่อ” เขาตักเนื้อชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมาให้เธอในจาน ก่อนจะหันไปกินของตัวเองต่อ ทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เขาทำอยู่ประจำ
มื้อนั้นเป็นมื้อแรกในชีวิตของแอนนิก้าเลยก็ว่าได้ที่มีโอกาสได้กินของดี ๆ รสชาติเยี่ยมยอดบนโต๊ะอาหารที่ราคาแพงเกือบเท่าบ้านทั้งหลังของเธอ รอยยิ้มของเด็กสาวขณะกินอาหารพลอยทำให้คาลอสเจริญอาหารตามไปด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ เขาลอบมองรอยยิ้มสดใสนั่นเป็นระยะ ๆ จนเผลอยิ้มตามออกมาหลายครั้ง
“เอ่อ…” จนกระทั่งโซเฟียและคนอื่น ๆ เริ่มกลับมาประจำที่ แต่แอนนิก้าที่กำลังเอ็ดอร่อยกับอาหารไม่ทันได้สังเกตเห็น คาลอสไม่อยากให้แอนนิก้ารู้สึกขัดเขินจึงโบกมือเบา ๆ ให้พวกเขาไปพักต่ออีกสักหน่อย
สุดท้ายมื้อนั้นจบลงด้วยการที่อาหารบนโต๊ะหมดเกือบทุกจาน ทั้งที่ปกติจะเหลือทิ้งอยู่เสมอ
“ฉันขอบคุณมากค่ะสำหรับมื้อนี้ คุณอิ่มแล้วใช่ไหมคะ ฉันจะเก็บโต๊ะให้” ผู้เป็นเจ้านายพยักหน้ารับเบา ๆ
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ที่ฉันให้เธออยู่ก็เพราะเธอเป็นแม่บ้านส่วนตัวของฉัน ต้องอยู่รับใช้ใกล้ชิดแบบนี้มันก็ถูกแล้ว แล้ววันนี้ฉันก็แค่เหงา ๆ ไม่อยากกินมื้อค่ำคนเดียว” เขาพูดแล้วลุกเดินออกจากห้องไป ด้านโซเฟียและแม่บ้านคนอื่น ๆ ที่เห็นว่าคาลอสออกมาจากห้องรับประทานอาหารแล้ว ก็พากันตรงเข้าไปในห้อง แต่ถูกเรียกไว้ก่อน
“อย่าพูดถึงเรื่องที่เธอกินอาหารร่วมโต๊ะกับฉันเด็ดขาด ไม่ว่ากับใคร แม้กระทั่งกับแอนนิก้าเองก็ด้วย ถ้าฉันรู้ว่ามีใครพูด รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เพราะเขาไม่อยากให้เธอรู้สึกว่าตัวเองอภิสิทธิ์กว่าคนอื่น และไม่อยากให้ใคร ๆ เอาเรื่องนี้ไปพูดสนุกปาก เขาจึงเลือกจะสั่งห้ามเสีย
วันต่อมาแหวนเพชรราวยี่สิบวงก็ถูกส่งมาที่บ้านของคาลอสตามคำสั่งของเขาเมื่อวาน ตอนนี้มันถูกกองอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ดิลลอนที่ได้เห็นก็กุมขมับเพราะนึกเสียดายมูลค่าเงินที่ต้องเสียไป
“เมื่อไรจะเลิกประเคนให้แม่นั่นไม่เข้าเรื่องสักที” ดิลลอนพูดอย่างเหลืออด เขารู้ว่าทรัพย์สินของตระกูลซานมาริโนมีมากมายจนใช้สิบชาติก็ไม่หมด แต่ถ้าต้องมาสูญไปเพราะผู้หญิงอย่างเชียร่ามันก็น่าเสียดาย
“ก็เชียร่าอยากได้แหวน แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าเชียร่าชอบแบบไหนก็เลยเอามาหมด นายช่วยโทรนัดเชียร่าให้ด้วยแล้วกัน ให้เธอมาเลือกเอาที่ชอบไปสักสองสามวง” คาลอสพูดพลางยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์
“นายซื้อมาเป็นสิบ เพื่อให้แม่นั่นมาเลือกไปสองสามวงน่ะเหรอ? ท่าจะบ้า” ดิลลอนพ่นหัวเราะ ก่อนจะออกไปโทรศัพท์นัดเชียร่าให้มาที่บ้าน โดยบอกว่าคาลอสมีเซอร์ไพรส์พิเศษจะมอบให้ เดียงเท่านั้นเชียร่าก็ดี๊ด๊าจนแทบอยากจะโดดกองมาหาคาลอสแล้ว
ขณะเดียวกันแอนนิก้าก็ยกถาดอาหารว่างมาให้คาลอส แต่เมื่อได้เห็นกองแหวนเพชรมูลค่านับล้านอยู่ตรงหน้า ก็อดชื่นชมความสวยงามไม่ได้
“จะถืออีกนานไหม” คาลอสเอ่ยเหน็บแนม เมื่อเห็นว่าเด็กสาวยืนอึ้งอยู่พักใหญ่
“เอ่อ ขอโทษค่ะ” แอนนิก้ารีบเดินเข้ามาวางถาดอาหารว่าง แล้วหมุนตัวเดินกลับออกไป แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าตัวเองเผลอมองแหวนเพชรพวกนั้นด้วยสายตาละห้อย และท่าทางของเธอก็อยู่ในสายตาของเจ้านายหมดแล้ว