บรรยากาศการเรียนภาคค่ำของเด็ก ม.6 มักจะตึงเครียดอยู่เสมอ
ต่อให้เป็นคนที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเล่นสนุกมาตลอดสองปีในชั้นมัธยมปลาย แต่พอเห็นเพื่อน ๆ รอบข้างกำลังก้มหน้าก้มตาตวัดปากกาเขียนหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบโจทย์ขึ้นมาทำเพิ่มสักสองสามข้อ
เหอเยว่มองดูเนื้อหาความรู้ที่ตัวเองลืมไปหมดสิ้นแล้ว ทำได้เพียงเปิดหนังสืออ่านพลางทำโจทย์ไปทีละข้อเท่านั้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าประตู โจวเหวินเหอเดินเข้ามาพร้อมกับตั้งข้อสอบปึกใหญ่ในอ้อมแขน
"ข้อสอบควิซคราวก่อนฉันตรวจเสร็จแล้ว หัวหน้าห้องมาเอาไปแจกด้วย"
สายตาอันเย็นชาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ จ้องมองใบหน้าของทุกคนตอนที่ได้รับคะแนนอย่างเงียบเชียบ
หลังจากไล่สายตาดูนักเรียนทีละคน โจวเหวินเหอก็เปิดปากขานชื่อขึ้นมาทันที "เจียงเหม่ยอี๋"
เหอเยว่ยังไม่ทันได้ดูข้อที่ตัวเองทำผิดในกระดาษข้อสอบ ก็รีบหันไปมองตามเสียงนั้น เจียงเหม่ยอี๋ที่ถูกเรียกชื่อไหล่สั่นสะท้านและยิ่งก้มหัวต่ำลงไปอีก
"ครั้งนี้เธอเขียนเรียงความหลุดประเด็น"
คำพูดเรียบ ๆ ประโยคเดียวของโจวเหวินเหอ ราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัยยามที่ปีศาจคืบคลานขึ้นมาจากขุมนรก
เจียงเหม่ยอี๋กัดริมฝีปาก มองรอยปากกาสีแดงที่ขีดกากบาทบนกระดาษ สองมือของเธอสั่นเทาอย่างรุนแรง เธอก้มหน้าซุกต่ำอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าปริปาก รอคอยให้โจวเหวินเหอพูดต่อ
เขาเดินเข้ามาเคาะโต๊ะของเจียงเหม่ยอี๋พลางปรับน้ำเสียงให้สูงขึ้น
"ตามฉันมา"
ปากกาของเจียงเหม่ยอี๋ร่วงหลุดจากมือ กลิ้งไปบนพื้นแต่เธอไม่มีกะจิตกะใจจะก้มเก็บ
ทำได้เพียงลุกขึ้นยืนอย่างหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิตและจำนนต่อโชคชะตา เดินตามหลังโจวเหวินเหอออกไป
สายตาของเหอเยว่กวาดมองทุกคนในห้องอย่างรวดเร็ว
ถานฉินฉินคนที่เจียงเหม่ยอี๋เคยพูดถึง ต่อให้จะพยายามปกปิดแค่ไหน แต่ก็ยังเห็นแววตาที่ตื่นตระหนกได้อย่างชัดเจน
เธอถึงกับลนลานใช้ปากกาลูกลื่นสีดำแก้คำผิดบนกระดาษ แล้วก็รีบขีดฆ่ามันทิ้งอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่... ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว...
คนที่มีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการหันหน้าหนีเพื่อหลบสายตาของโจวเหวินเหอเหมือนกับเธอ ยังมีเว่ยจื่อเหล่ย ฟางหล่าง จางเสียง...
ต่อให้เป็นนักเรียนชาย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ล้วนเป็นเด็กหนุ่มที่ร่างกายโตไม่เต็มที่และค่อนข้างผอมบาง
เพราะคนแบบนี้ควบคุมง่ายที่สุด และไม่มีกำลังพอจะขัดขืนยามที่ถูกทุบตีทำร้าย
เมื่อเหอเยว่คิดมาถึงตรงนี้ มือที่ถือปากกาอยู่ก็เผลอกำแน่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแบบนี้มันเหมือนกับตอนที่เจียงเส้าหมิงควบคุมบงการฉันไม่มีผิด...
ใครจะไปคาดคิดว่า ในห้องเรียนที่ดูสะอาดสะอ้านแห่งนี้ กลับมีคนอีกครึ่งหนึ่งที่กำลังใช้ชีวิตอยู่บนขุมนรก
แพขนตาหนาสั่นไหว ไส้ดินสอหักสะบั้น ทิ้งจุดสีดำเอาไว้บนกระดาษข้อสอบ เหอเยว่ผุดลุกขึ้นยืนพรวด แล้ววิ่งออกไปนอกห้องเรียนทันที
"ฉันอยากรู้ว่าวันนั้นที่เธอไม่สบาย ใครเป็นคนเซ็นใบลาให้?" โจวเหวินเหอใช้เข็มขัดในมือเขี่ยไปที่ใบหน้าของเจียงเหม่ยอี๋ทีละนิด
เจียงเหม่ยอี๋สะอื้นไห้ "ฉันไม่สบายกะทันหันจริง ๆ ค่ะ เลยลาไม่ทัน"
เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ พยายามพับตัวงอเข้าหากันด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ไม่กล้าขยับเขยื้อนออกจากเก้าอี้แม้แต่เซนติเมตรเดียว
"โรงเรียนมีกฎระเบียบ ต้องลาถึงจะพักได้" โจวเหวินเหอมองเจียงเหม่ยอี๋ด้วยสายตาเย็นชา
"เจียงเหม่ยอี๋ ดูท่าเธอจะเรียนวิชาจริยธรรมของฉันน้อยไปสินะ"
เธอรีบเอ่ยปากขอความเห็นใจ “อาจารย์โจว ฉันผิดไปแล้วค่ะ"
"เธอรู้ไหมว่าการโดดเรียนโดยพลการแล้วถูกจับได้ มันส่งผลกระทบต่อฉันด้วย?"
โจวเหวินเหอพ่นลมหายใจออกทางจมูก "ก็เพราะมีพวกนักเรียนดื้อด้านปกครองยากอย่างพวกเธอไง ฉันถึงไม่เคยได้รับการประเมิน..."
"อาจารย์โจวคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ..."
โจวเหวินเหอรู้สึกขัดใจที่ไม่เป็นดั่งใจหวัง "เจียงเหม่ยอี๋ ฉันต้องสั่งสอนเธอยังไง ถึงจะทำให้เธอเป็นนักเรียนที่ดีได้ฮะ?"
"ปัง!"
ประตูห้องเรียนถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ใบหน้าของโจวเหวินเหอปรากฏความตื่นตระหนกแวบหนึ่ง แต่พอเห็นว่าเป็นใคร สายตาก็เปลี่ยนเป็นเหยียดหยามทันที
"เหอเยว่?"
เหอเยว่เหลือบมองเจียงเหม่ยอี๋ เธอเองก็คาดไม่ถึงว่าเหอเยว่จะโผล่มาปุบปับ จนถึงกับอึ้งและลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ
"เธออยากโดนสั่งสอนหรือไง?" โจวเหวินเหอสะบัดเข็มขัดในมือไปมา
เหอเยว่ไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อโจวเหวินเหอเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังสาวเท้าก้าวใหญ่เดินเข้ามา
เธอคว้าหมับเข้าที่ปลายเข็มขัดอีกด้านหนึ่ง เงยดวงหน้ารูปไข่ขนาดเท่าฝ่ามือขึ้น สบตาประจันหน้ากับโจวเหวินเหอตรง ๆ
"บ้าไปแล้วคนหนึ่ง คุณยังคิดจะตีให้ตายเพิ่มอีกคนหรือไง?"
เมื่อเผชิญหน้ากับการคาดคั้นเสียงดังของเหอเยว่ ใบหน้าของโจวเหวินเหอก็ตึงเปรี๊ยะจนเก็บอาการไม่อยู่
"เหอเยว่ พูดจาเลอะเทอะอะไรของเธอ?"
เหอเยว่แค่นหัวเราะเยาะ เอ่ยชื่อชื่อหนึ่งออกมาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำต่อหน้าโจวเหวินเหอ "หวังซิ่วหย่า"
"ฟึ่บ!"
โจวเหวินเหอกระชากเข็มขัดกลับอย่างแรง วินาทีนั้นเหอเยว่ถึงกับคิดว่ากระดูกไหปลาร้าของตัวเองจะหักเสียให้ได้
เธอเซถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อรักษาระยะห่างจากโจวเหวินเหอ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะยอมจำนนเลยสักนิด
"โกรธเหรอ? อยากฆ่าคนปิดปากงั้นสิ? ถ้าคุณลงมือฆ่าคนตอนนี้ละก็ รับรองได้เลยว่าต้องมีพยานรู้เห็นเหตุการณ์อย่างแน่นอน"
เหอเยว่กวาดสายตามองเจียงเหม่ยอี๋ที่กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นด้วยความกลัว ก่อนจะเอ่ยปากพูดกับโจวเหวินเหอด้วยรอยยิ้ม
ใครมันจะบ้าดีเดือดได้มากกว่ากันล่ะ?
ทว่าโจวเหวินเหอกลับทำเพียงแค่แค่นยิ้มเย็นชา เขาปรายตามองเจียงเหม่ยอี๋ที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นราวกับสุนัขตัวหนึ่งด้วยความสมเพช
"เธอคิดจะให้ยัยนี่เป็นพยานให้เธองั้นเหรอ?"
เจียงเหม่ยอี๋มองเหอเยว่ด้วยความหวาดกลัว นึกไม่ถึงว่าวินาทีต่อมาเธอจะถูกเหอเยว่หิ้วปีกกระชากตัวลุกขึ้น แล้วผลักไปประชิดขอบหน้าต่าง
"เหอเยว่ เธอจะทำอะไรน่ะ?"
เสียงของเจียงเหม่ยอี๋เริ่มสั่น เธอเหลียวหน้ามองลงไปด้านล่าง ความสูงหลายเมตรทำให้เธอรู้สึกหน้ามืดและตาลายขึ้นมาทันที
"ก็ปล่อยให้เธอตายน่ะสิ แล้วฉันจะเป็นคนเป็นพยานให้เอง"
น้ำเสียงของเหอเยว่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
"ฉันเป็นพยานบุคคล ส่วนห้องเรียนห้องนี้กับเข็มขัดในมือของคุณก็คือพยานวัตถุ ที่นี่จะต้องตรวจเจอเศษผิวหนังและลายนิ้วมือของผู้เสียหายคนอื่น ๆ อีกเพียบแน่"
เหอเยว่เรียกชื่อจริงของเขาออกมาอย่างอาจหาญ "โจวเหวินเหอ อยากลองไหมล่ะ?"
พูดจบ เธอก็ดันร่างของเจียงเหม่ยอี๋ให้ออกไปนอกหน้าต่างอีกนิด ทำเอาเจียงเหม่ยอี๋กรีดร้องลั่นเสียงหลงเหมือนหมูถูกเชือด
"เหอเยว่ ยัยบ้า!"
"แถมคนที่นั่งอยู่ในห้องเรียนอีกครึ่งหนึ่งก็พร้อมจะเป็นพยานได้ทั้งนั้น" เหอเยว่ไม่ได้สนใจเจียงเหม่ยอี๋ แต่ยังคงกัดโจวเหวินเหอไม่ปล่อย
“เหอเยว่ ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเป็นคนนิสัยแบบนี้"
หลายปีมานี้ เขาคิดมาตลอดว่าเหอเยว่เป็นเด็กผู้หญิงที่ขี้ขลาดและอ่อนแอที่สุดในห้องเรียน
ใบหน้าของโจวเหวินเหอเขียวคล้ำ แววตาที่เขามองเหอเยว่นั้น มันไม่ใช่สายตาของเด็กสาวอายุ 18 ปีเลยสักนิด
แต่กลับเหมือนคนที่เคยผ่านประสบการณ์ถูกทุบตีทำร้ายแบบนี้มาจนโชกโชน และมีความบ้าคลั่งในแบบที่พร้อมจะพังทลายไปด้วยกัน
โจวเหวินเหอค่อย ๆ ม้วนเก็บเข็มขัดทีละนิด ท่าทางภายนอกดูสุขุมเยือกเย็น ราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายใจกว้างยอมปล่อยพวกเหอเยว่ไปเฉย ๆ
แต่แท้จริงแล้วเขาขบกรามแน่นจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่ข้างใน
"เหอเยว่ คราวหน้าอย่าให้ฉันจับได้ว่าเธอทำผิดก็แล้วกัน"
เมื่อเห็นโจวเหวินเหอเดินจากไป เหอเยว่จึงยอมปล่อยมือ เจียงเหม่ยอี๋ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น พอตั้งสติได้ถึงได้รู้สึกเลื่อมใสเหอเยว่จากใจจริง
"เธอทำให้เขากลัวจนหนีไปได้จริง ๆ เหรอเนี่ย?"
เหอเยว่ย่อตัวนั่งลง จ้องมองเจียงเหม่ยอี๋
"เจียงเหม่ยอี๋ ใช่ว่าเขาเป็นครูแล้วจะทำอะไรก็ได้ เขาก็แค่ครูคนหนึ่ง เธอจะยอมให้ขยะสังคมแบบนี้มาบงการชีวิตไม่ได้ เธอต้องเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง"
คำพูดพวกนี้ ฉันตั้งใจพูดให้ตัวเองฟังด้วยเช่นกัน ถ้าหากฉันเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ให้เร็วกว่านี้สักหน่อยก็คงจะดีใช่ไหม?
เจียงเหม่ยอี๋พยุงผนังพาร่างตัวเองลุกขึ้นยืน แต่ในใจยังคงหวาดผวาไม่หาย "แล้วโจวเหวินเหอจะยังกลับมาตบตีพวกเราอีกไหม?"
"ตีแน่"
"เอ๊ะ?" เจียงเหม่ยอี๋เบิกตากว้าง
โจวเหวินเหอก็แค่โดนขู่จนขวัญเสียไปชั่วคราวเท่านั้น รอจนเขาจับจุดอ่อนของพวกเธอได้อีกครั้ง การกดขี่ข่มเหงที่มีต่อพวกเธอก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว
"งั้นจะทำยังไงดีล่ะ?" ครั้งนี้เจียงเหม่ยอี๋ไม่ได้คิดที่จะยอมจำนนอีกต่อไป แต่เธอกำลังปรึกษาหารือกับเหอเยว่ด้วยความจริงจัง
"พวกเราต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ พยายามโน้มน้าวเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ให้ลุกขึ้นสู้ด้วยกัน ให้ก้าวออกมาเป็นพยานเปิดโปงพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของโจวเหวินเหอ"
แววตาของเหอเยว่ฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"พวกเราจะต้องส่งไอ้ปีศาจนี่กลับขุมนรกไปให้ได้อย่างถอนรากถอนโคน"