บทที่ 17 ฝันร้าย

2203 Words
“ครูใหญ่ครับ ช่วยรับข้อเสนอของผมไปพิจารณาหน่อยเถอะนะ!” อันซูยืนขวางทางเดินของครูใหญ่โรงเรียนฮุ่ยหลิน เขาพนมมือสองข้างเข้าด้วยกัน พยายามงัดทุกกลเม็ดออกมาออดอ้อนครูใหญ่สุดชีวิต ครูใหญ่ไช่ซึ่งกำลังยืนอยู่บนพื้นอาคารที่ตระกูลอันบริจาคทุนสร้างให้ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนยากที่จะเอ่ยปากปฏิเสธ เขาได้แต่ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะบ่ายเบี่ยงอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ “เรื่องนี้โรงเรียนเราไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อนเลยนะ” “โธ่ แต่งานกีฬาสีที่มีแต่คนในโรงเรียนเราแข่งกันเอง มันจะไปสนุกอะไรล่ะครับ? นี่ผมก็ได้แชมป์กระโดดสูงมาสองปีซ้อนแล้วนะ!” อันซูเริ่มใช้ตรรกะหัวหมอหว่านล้อมครูใหญ่ไช่ “ครูใหญ่ครับ ผมขอถามหน่อยว่าจิตวิญญาณของกีฬาคืออะไร?” “ความยุติธรรม ความถูกต้อง และความโปร่งใส!” ครูใหญ่ไช่ตอบกลับทันควัน “ผิดครับ! มันคือการแข่งขันต่างหาก!” อันซูตบหน้าอกตัวเองฉาดใหญ่ “และผม... ก็กระโดดสูงจนไร้พ่ายไปแล้ว” ครูใหญ่ไช่รู้สึกเหมือนมีฝูงอีกาบินผ่านหัวไปเป็นแถว เขาอึ้งไปพักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเออออตามน้ำเพื่อเอาใจอันซู “ที่เธอพูดมันก็มีเหตุผลอยู่” “เพราะงั้นไงครับ ถ้าครูใหญ่ตกลงร่วมมือกับโรงเรียนอวิ๋นหลงจัดงานกีฬาสีนี้ขึ้นมา ให้ทุกคนได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เดี๋ยวผมจะช่วยหาสำนักข่าวสักสองสามที่มาช่วยทำข่าวประชาสัมพันธ์ให้ด้วย ทีนี้จะมีใครไม่ชื่นชมในความกล้าคิดกล้าทำของครูใหญ่ไช่ของเราล่ะครับ?” ฝีมือการหว่านล้อมของอันซูนับวันจะยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ เขาป้อนคำหวานเสียจนครูใหญ่ไช่เคลิ้มตามจนหน้าบาน “มันก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้นะ...” แม้ครูใหญ่ไช่จะเริ่มคล้อยตาม แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะตัดสินใจได้โดยลำพัง “แต่ต่อให้ทางฮุ่ยหลินของเรายินดี แล้วเราจะเอาอะไรไปโน้มน้าวอวิ๋นหลงล่ะ? พวกเด็กอวิ๋นหลงมีแต่พวกเด็กเรียน วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ พวกเขาไม่เคยสนใจงานกีฬาสีอยู่แล้ว จะยอมมาร่วมจัดงานเอิกเกริกแบบนี้กับเราได้ยังไง?” ครูใหญ่ไช่เองก็ไม่รู้ว่าวันนี้เจ้าเด็กคนนี้เกิดความคิดอะไรขึ้นมา ถึงได้ตื๊อให้เขาไปชวนอวิ๋นหลงมาร่วมจัดงานกีฬาสีฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้ให้ได้ ทั้งที่พอฟังดูแล้วมันก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย “ครูใหญ่ครับ พวกเด็กเรียนก็ต้องมีสิ่งที่พวกเด็กเรียนอยากได้สิครับ” อันซูก้าวเข้าไปกอดคอครูใหญ่ ท่าทางสนิทสนมราวกับเป็นพี่น้องคลานตามกันมา “ของรางวัลสำหรับงานกีฬาสีครั้งนี้ ให้ทางอวิ๋นหลงเป็นคนกำหนดเลยครับ เดี๋ยวตระกูลอันของผมจะเป็นคนออกทุนสปอนเซอร์ให้เอง” ครูใหญ่ไช่เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความลนลาน กลัวว่าจะมีใครมาเห็นท่าทางไม่เหมาะสมนี้เข้า เขาจับแขนของอันซูออกจากบ่าตัวเอง “เอาล่ะๆ ฉันจะลองไปคุยกับทางอวิ๋นหลงดูแล้วกัน” “ครูใหญ่ไช่ปราดเปรื่องที่สุดเลยครับ!” อันซูโห่ร้องด้วยความดีใจ ครูใหญ่ไช่ถูกชมจนเริ่มทำตัวไม่ถูก “พอเลยๆ เลิกขวางฉันได้แล้ว ฉันยังมีประชุมต่ออีก” “รับทราบครับ! เดินทางปลอดภัยครับครูใหญ่!” เมื่อเห็นแผ่นหลังของครูใหญ่ไช่ลับสายตาไป อันซูก็กระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ ทันใดนั้น ตรงหัวมุมทางเดินด้านหลังก็มีหัวกลมๆ สองสามหัวโผล่ออกมาพร้อมกัน “ลูกพี่ซู เรียบร้อยไหมครับ?” อันซูยืดอกด้วยความภาคภูมิใจเป็นล้นพ้น “ระดับลูกพี่ซูออกโรงเอง มีอะไรที่จัดการไม่ได้บ้าง? คอยดูเถอะ ฉันจะช่วยลูกพี่หนิงจีบยัยสาวสุดเท่คนนั้นมาครองให้ได้! ฮ่าๆๆ...” ค่ำคืนที่สายฝนโปรยปรายอย่างเหน็บหนาว ณ คฤหาสน์หลังหนึ่ง “ซี้ด...” ก้นบุหรี่ที่ยังแดงถูกกดลงบนข้อเท้าขาวเนียนอย่างแรงจนเกิดเสียงแผ่วเบา กลิ่นเนื้อไหม้โชยออกมา แต่ไม่นานก็ถูกลมราตรีพัดหายไปจนแทบจับกลิ่นไม่ได้ ความเจ็บปวดบีบคั้นให้เหอเยว่ต้องรีบหนี ทว่าในความเป็นจริง... เธอไม่มีทางหนีพ้นเลย แผ่นหลังของเธอแนบสนิทอยู่กับปลายเตียง เม็ดเหงื่อที่ผุดออกมาจากความกลัวและความเจ็บปวดซึมจนชุดนอนผ้าไหมตัวบางเปียกชุ่ม เจียงเส้าหมิงมองใบหน้าของเธอที่แดงซ่านด้วยความกลัวผสมปนเปกับความเจ็บปวด ดวงตารูปเม็ดแอลมอนด์คู่นั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแต่เธอกลับสะกดกลั้นไม่ยอมปล่อยให้มันไหลริน เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาอีกมวนอย่างย่ามใจ เขาพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าเหอเยว่อย่างอ้อยอิ่ง มองดูเธอที่สำลักควันจนไอไม่หยุดพลางหัวเราะชอบใจด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ทว่าในวินาทีต่อมา เขากลับยกมือขึ้นและจิ้มปลายบุหรี่ที่ยังติดไฟไปยังนัยน์ตาของเหอเยว่ ก่อนจะหยุดกึกห่างไปเพียง 0.1 เซนติเมตรเท่านั้น สายตาของเหอเยว่พร่าเบลอไปในทันที รังสีความร้อนแผ่ซ่านจนเธอแข็งทื่อไปทั้งตัว ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ แต่ถึงจะเปราะบางและหวาดกลัวขนาดนั้น เหอเยว่กลับไม่กล้าแม้แต่จะเอียงศีรษะหลบเลยด้วยซ้ำ ดวงตาเรียวรีของเจียงเส้าหมิงแฝงไปด้วยสัญญาณอันตรายอันน่าหวาดหวั่น ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็ปล่อยมือ ก้นบุหรี่ร่วงหล่นลงบนต้นขาขาวผ่องของเหอเยว่ ความร้อนลวกทำให้เธอสะดุ้งเฮือกตามสัญชาตญาณ มองดูมันกลิ้งหล่นจากเรียวขาลงไปบนพรมทอมือเนื้อดี เจียงเส้าหมิงยกมือขึ้นลูบไล้แก้มของเหอเยว่ การกระทำนั้นช่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหลงใหลที่ยากจะควบคุม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ว่า “เหอเยว่ อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนี้ ดวงตาของเธอบอกฉันว่า... เธอไม่ได้รักฉันเลยสักนิด” เหอเยว่เบือนสายตาหนี ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เจียงเส้าหมิง จุดเริ่มต้นของความรักมันไม่เคยมาจากการขู่บังคับหรือการแลกเปลี่ยน ฉันไม่อยากเป็นแค่กาฝากในชีวิตนายหรอกนะ” สิ้นคำพูดนั้น มือที่กำลังลูบไล้อย่างรักใคร่ของเจียงเส้าหมิงก็ชะงักกึก ด้านนอกหน้าต่างมีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังก้อง สายฝนสาดซัดกระทบกระจกหน้าต่างอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเจียงเส้าหมิงกลับเอาแต่จ้องมองรอยไหม้ของก้นบุหรี่อันใหม่บนร่างกายของเหอเยว่นิ่ง แววตาแฝงความปวดใจเอาไว้จางๆ จนแทบมองไม่เห็น เหอเยว่เห็นเจียงเส้าหมิงค่อยๆ โน้มตัวลงมาหาเธอ มุมนั้นดูราวกับว่าเขาต้องการจะจุมพิตลงบนบาดแผลของเธอ “เจียงเส้าหมิง” เหอเยว่เอ่ยปากห้ามเสียงแข็ง เจียงเส้าหมิงชะงักไปเล็กน้อย รอฟังว่าเธอจะพูดอะไรต่อ “ฉันกลัว” เหอเยว่เอ่ยขอความเห็นใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เจียงเส้าหมิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หางตาของเขาแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ “เหอเยว่ เธอคิดว่าเธอจะหนีพ้นจากฉันงั้นเหรอ?” เจียงเส้าหมิงเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที ฝ่ามือหนาตะปบเข้าที่ลำคอของเหอเยว่แน่น “ฉันรู้ความลับของเธอ... ความลับเรื่องที่พวกเธอฆ่าคน!” เหอเยว่ดิ้นรนขัดขืน ในระหว่างที่สติกำลังจะหลุดลอยจากการถูกบีบคอ มือของเธอก็คว้าเอาที่เขี่ยบุหรี่มาได้อันหนึ่ง ก่อนจะฟาดมันลงบนศีรษะของเจียงเส้าหมิงสุดแรง ร่างของเขาชะงักไปทันที เลือดสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมออกจากขมับ จากนั้นก็ทะลักออกมาไม่หยุด ร่างหนาทิ้งตัวล้มลงไป “เจียงเส้าหมิง!” เหอเยว่ตกใจสุดขีดกับภาพเลือดสีสดที่บาดตา เธอพุ่งเข้าไปมองดูดวงตาคู่นั้นที่ยังคงเบิกโพลงจ้องมองมาที่เธอ เธอนึกอยากจะช่วยห้ามเลือดให้เขา แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้เนื้อตัวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดตามไปด้วย “ฉันฆ่าคนตาย... ฉันฆ่าคนตาย...” ในเวลานั้นเอง โทรศัพท์มือถือบนพื้นก็สว่างวาบขึ้นมา โดยที่เหอเยว่ยังไม่ทันจะได้หยิบมันขึ้นมา วิดีโอหนึ่งก็เริ่มเล่นขึ้นเองโดยอัตโนมัติ... ค่ำคืนที่ฝนตก ศพ และตัวเธอที่กำลังลนลานทำอะไรไม่ถูก เหอเยว่กรีดร้องพลางคลานเข้าไปพยายามจะปิดโทรศัพท์เครื่องนั้น แต่ก็ไร้ผล โทรศัพท์ไม่ยอมฟังคำสั่งของเธอเลย ที่แย่ไปกว่านั้นคือหน้าจอโทรทัศน์ก็เปิดขึ้นเองในตอนนั้นเช่นกัน มันกำลังฉายภาพเหตุการณ์ในคดีฆาตกรรมของเฉินซง ตามมาด้วยคอมพิวเตอร์บนโต๊ะ... สายตาของเหอเยว่เต็มไปด้วยภาพของเฉินซงที่นอนอยู่บนพื้น ดำดิ่งสู่ความตายโดยที่ดวงตายังคงปิดไม่ลง “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้!” เหอเยว่คว้าโทรศัพท์ขว้างใส่กำแพงอย่างแรง หน้าจอแตกกระจายแต่ตัวเครื่องยังคงดื้อด้านเล่นวิดีโอนั้นซ้ำไปซ้ำมา ทันใดนั้นเหอเยว่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะมาจากทางด้านหลัง... เป็นเจียงเส้าหมิงนั่นเอง เขาลุกขึ้นมานั่งทั้งที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด ขนตาหนาเต็มไปด้วยหยาดเลือดข้นคลั่ก เขาหัวเราะจนตัวงอ สายฟ้าที่ฟาดลงมาสะท้อนแสงวาบบนใบหน้า ส่งให้ภาพนั้นดูแปลกประหลาดและน่าสยดสยองเป็นที่สุด “เหอเยว่ สนุกจัง!” “เจียงเส้าหมิง?” เหอเยว่รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจติดขัด เธอวิ่งเท้าเปล่าเข้าไปคว้าคอเสื้อของเจียงเส้าหมิง เตรียมเผชิญหน้ากับเขา “นายทำอะไรลงไปกันแน่!" “ฉันกำลังเตือนเธออยู่น่ะสิ” เขายังคงหัวเราะร่า “เธอไม่มีวันหนีไปจากฉันพ้นหรอก ทั้งชีวิตของเธอจะต้องถูกฉันควบคุมเอาไว้แบบนี้!” “ไม่จริง!” เหอเยว่กรีดร้องพลางบีบคอเจียงเส้าหมิงแน่นขึ้นเรื่อยๆ เธอเฝ้ามองใบหน้าของเขาที่ค่อยๆ ขาดอากาศหายใจจนกลายเป็นสีเขียวคล้ำ ในขณะที่สติของเธอกำลังเลือนรางลงเรื่อยๆ นั้น หูของเธอกลับแว่วเสียงอันแสนคุ้นเคยขึ้นมา “เสี่ยวเยว่” “เสี่ยวเยว่?” เหอเยว่ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ความคิดของเธอยังคงติดอยู่ในฝันร้ายตอนที่เจียงเส้าหมิงเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเลือด ใบหน้าของเธอขาวซีดราวกับกระดาษ ลั่วอี้หลานยืนอยู่ข้างเตียงของเธอ พลางละมือที่แตะอยู่บนหน้าผากออก แววตาเต็มไปด้วยความกังวล “เสี่ยวเยว่ ดูเหมือนเธอจะตัวร้อนนะ” พอได้ยินแบบนั้น เหอเยว่ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าร่างกายของเธอไม่มีแรงเลยสักนิด เมื่อลองยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเองดูก็พบว่ามันร้อนจี๋จริงๆ “เธอนอนพักผ่อนเถอะ ฉันหยิบยาลดไข้มาให้แล้ว เดี๋ยวฉันจะไปลาหยุดให้เธอเอง” ลั่วอี้หลานโชว์ยาลดไข้ในมือพร้อมกับแก้วน้ำที่เพิ่งรินเสร็จให้เธอดูอย่างใส่ใจ “ถ้าในคาบเรียนมีจุดสำคัญอะไร เดี๋ยวฉันจะช่วยจดสรุปเอาไว้ให้ เธอไม่ต้องเป็นห่วงนะ” “ลั่วลั่ว” เหอเยว่พยุงตัวลุกขึ้นนั่งครึ่งหนึ่ง พลางยื่นมือไปหาอีกฝ่าย ลั่วอี้หลานหันกลับมามองเหอเยว่ด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ยังยิ้มและเอื้อมมือมากุมมือของเหอเยว่ไว้ “มีอะไรเหรอ?” เวลาที่คนเราเจ็บไข้ได้ป่วย มักจะอ่อนแอลงเสมอ เหอเยว่สะกดกลั้นความรู้สึกขมขื่นในใจ มองใบหน้าอันงดงามของลั่วอี้หลาน แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “ตอนนี้ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม?” คงไม่ใช่ว่าพอตื่นจากฝันแล้ว จะต้องกลับมาเห็นแววตาหม่นแสงสีเทาหม่นในดวงตาข้างขวาของลั่วอี้หลานอีกหรอกนะ นัยน์ตาของลั่วอี้หลานฉายแววความรู้สึกบางอย่างวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแสนหวาน “ดูท่าเธอจะไข้ขึ้นจนเบลอไปแล้วจริงๆ นี่ไม่ใช่ความฝัน ต่อให้เป็นความฝัน เธอก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ดี!” เหอเยว่หลุดหัวเราะออกมาเพราะมุกตลกของลั่วอี้หลาน ความกังวลในใจมลายหายไป “เธอรีบไปเข้าเรียนเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน” “อื้อ” ลั่วอี้หลานรับคำ พลางป้อนยาให้เหอเยว่ทาน เหอเยว่มองตามแผ่นหลังของลั่วอี้หลานที่เดินจากไป ก่อนจะเอนตัวลงนอนใต้ผ้าห่มอีกครั้ง ยาลดไข้เริ่มออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เธอดำดิ่งสู่ห้วงนิทราอันแสนสงบอีกหน ทว่าในครั้งนี้... ไม่มีฝันร้ายใดๆ มารบกวนเธออีกเลย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD