วินาทีแรกที่โจวเหวินเหอเดินเข้ามาในห้องเรียน เขาก็สังเกตเห็นที่นั่งว่างของเหอเยว่ทันที คิ้วของเขาเพิ่งจะขมวดเข้าหากัน ลั่วอี้หลานก็ลุกขึ้นยืนเสียก่อน
“อาจารย์โจวคะ เหอเยว่เป็นไข้ค่ะ ฉันเลยมาลาหยุดให้เธอ”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักเรียนดีเด่นอย่างลั่วอี้หลาน โจวเหวินเหอก็ยังคงต้องรักษาภาพลักษณ์ภายนอกเอาไว้ เขาแสร้งทำเป็นแสดงความห่วงใย
“เธอเป็นยังไงบ้าง?”
เจียงเหม่ยอี๋มองไปยังที่นั่งว่างด้านหลังถานฉินฉินด้วยสายตาไม่เป็นธรรมชาติ ในใจรู้สึกกระวนกระวาย เหอเยว่แค่เป็นไข้จริงๆ ใช่ไหม? หรือว่า...
“ไข้ขึ้นค่อนข้างสูงเลยค่ะ” ลั่วอี้หลานตอบ
เห็นท่าทางเป็นกังวลของลั่วอี้หลานดูท่าจะไม่ใช่เรื่องโกหก โจวเหวินเหอจึงพยักหน้า
“งั้นบอกให้เพื่อนพักผ่อนให้ดีๆ นะ”
การเป็นไข้แล้วนอนซมอยู่ในหอพัก ยังไงก็ดีกว่าการที่เธอมาคอยขัดขวางเขาอยู่ข้างหลังเหมือนคนบ้า
พอโจวเหวินเหอนึกถึงท่าทางบ้าคลั่งของเหอเยว่ที่ต้อนเจียงเหม่ยอี๋จนมุมในวันนั้น เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
ยังไม่เคยมีนักเรียนคนไหนควบคุมเขาได้มาก่อน
“ขอบคุณค่ะอาจารย์” ลั่วอี้หลานนั่งลงตามเดิม
โจวเหวินเหอหันหลังเดินขึ้นไปบนโพเดียมหน้าห้อง ไม่มีใครเห็นแววตาที่มืดมนลงในชั่วพริบตาของเขา เขาจัดระเบียบความคิดของตัวเองก่อนจะประกาศข่าวดีกับทุกคน
“งานกีฬาสีฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้ พวกเราจะจัดร่วมกับโรงเรียนฮุ่ยหลิน”
พอได้ยินข่าวนี้ ทั่วทั้งห้องเรียนก็ฮือฮาขึ้นมาทันที
“งั้นพวกเราก็ใช้สนามโรงเรียนฮุ่ยหลินได้ใช่ไหม?”
“โรงยิมของฮุ่ยหลินใหญ่กว่าตึกเรียนของพวกเราอีกนะ!”
“โรงอาหารของพวกเขามีตั้งห้าชั้น แถมมีลิฟต์ด้วย! พวกเราไปเนียนกินข้าวที่นั่นกันเถอะ”
“เงียบๆ!” โจวเหวินเหอเคาะโต๊ะ ทุกคนค่อยๆ ปิดปากเงียบและฟังโจวเหวินเหอพูดต่อ
“การแข่งขันกีฬาจะจัดขึ้นทั้งสองโรงเรียน แต่เรื่องอาหารกลางวันให้กินที่โรงอาหารของโรงเรียนตัวเอง”
พอได้ยินข่าวนี้ทุกคนก็พากันหมดอาลัยตายอยาก หลิวฉีส่ายหัวไปมาอย่างเสียดายพลางพูดว่า “กุ้งเผาของฉัน... ปลิวไปซะแล้ว”
สายตาของโจวเหวินเหอกวาดผ่านที่นั่งว่างของเหอเยว่อีกครั้ง เขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มุมปากผุดรอยยิ้มที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“เอาอย่างนี้แล้วกัน คาบนี้ฉันจะไม่สอนทำโจทย์ แต่ให้ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดกันดีกว่า งานกีฬาสีครั้งนี้เราต้องแสดงด้านที่ดีที่สุดให้ทางฮุ่ยหลินเห็น”
นี่ก็ไม่ใช่ข่าวดีเหมือนกัน ทั้งห้องเรียนเริ่มส่งเสียงบ่นอุบด้วยความไม่พอใจทันที
ลั่วอี้หลานสังเกตเห็นว่าหลินเซี่ยหนิงดูมีท่าทางประหม่า
“เธอเป็นอะไรไปน่ะ?”
“ยังจำผู้ชายคนนั้นที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ไหม? เขาอยู่ฮุ่ยหลินเหมือนกัน”
ใบหน้าของจูหวยหนิงที่เลิกคิ้วยิ้มเจ้าเล่ห์เริ่มผุดขึ้นมาในหัวของหลินเซี่ยหนิงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลินเซี่ยหนิงสะบัดหัวแรงๆ อยากจะสลัดใบหน้าหล่อเหลาของจูหวยหนิงทิ้งไปซะ
ลั่วอี้หลานเท้าคางคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เธอไม่อยากเจอเขาอีกเหรอ?”
หลินเซี่ยหนิงชะงักไป เธอมองลั่วอี้หลานพลางส่ายหัว “ฉันไม่อยากเจอ”
ในขณะที่พวกเธอกำลังคุยเรื่องของจูหวยหนิง โจวเหวินเหอก็เริ่มแบ่งงานแล้ว
“เจียงเหม่ยอี๋ ถานฉินฉิน เว่ยจื่อเหล่ย ฟางหล่าง จางเสียง... พวกเธอตามฉันไปทำความสะอาดพื้นที่รับผิดชอบส่วนกลาง”
นักเรียนที่ถูกขานชื่อราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ พวกเขาสบตากัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มใจ และเดินตามโจวเหวินเหอไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น
ในที่สุดกลุ่มคนก็เดินมาถึงห้องเรียนว่างจนได้
จางเสียงกลืนน้ำลาย ประท้วงด้วยเสียงเบาราวกับยุงบิน “อาจารย์ ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่รับผิดชอบของห้องเรานะครับ”
โจวเหวินเหอหันกลับมามองค้อนใส่เขา “จางเสียง ทัศนคติของเธอเนี่ยไม่ได้เรื่องเลย ที่นี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโรงเรียนเราหรือไง?”
มือของเขาแตะอยู่ที่เข็มขัด นักเรียนทุกคนก้าวถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ
“ตอนนี้ รบกวนพวกเธอทำความสะอาดห้องเรียนว่างห้องนี้ให้สะอาดเอี่ยมอ่องด้วยนะ”
เลนส์แว่นตาของโจวเหวินเหอสะท้อนประกายเย็นชา เขามองไปทางเจียงเหม่ยอี๋ “จำไว้ ต้องทำให้ดูใหม่เอี่ยมเลย”
เหอเยว่ คิดจะสู้กับฉัน เธอยังอ่อนหัดเกินไป
ทุกคนต่างนิ่งเงียบและหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาทำความสะอาด เพราะยังไงการทำความสะอาดก็ยังดีกว่าโดนทุบตี
เจียงเหม่ยอี๋ถือไม้กวาดปัดไปปัดมาอยู่แถวๆ ประตู จนกระทั่งแน่ใจว่าโจวเหวินเหอเดินไปไกลแล้ว เธอจึงรีบปิดประตูลงกลอนทันที แล้วเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน
“เจียงเหม่ยอี๋ ถ้าเธอไม่รีบทำความสะอาด เดี๋ยวก็โดนด่าอีกหรอก”
ถานฉินฉินเตือนเธอด้วยความหวังดี สายตาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปที่ประตู กลัวเหลือเกินว่าพอหันไปแล้วจะเจอสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาจากกระจกหน้าต่าง
เจียงเหม่ยอี๋เลียริมฝีปาก รวบรวมความกล้าเสนอขึ้นมาว่า
“พวกเรามาร่วมมือกันรายงานพฤติกรรมของโจวเหวินเหอกันเถอะ!”
ไม่ใช่แค่เจียงเหม่ยอี๋ที่ขี้ขลาดที่สุด แม้กระทั่งผู้ชายอย่างเว่ยจื่อเหล่ยก็ยังตกใจกับคำพูดของเธอ
“เจียงเหม่ยอี๋ เธอรู้ไหมว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่?”
“พวกเธออยากโดนโจวเหวินเหอทารุณกรรมไปถึงเมื่อไรกัน?”
พอได้ยินเจียงเหม่ยอี๋ย้อนถาม เว่ยจื่อเหล่ยก็เงียบกริบไปทันที แต่กลับเป็นฟางหล่างที่กำลังบิดผ้าขี้ริ้วอยู่ข้างๆ ที่พูดขึ้นมา
“ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนก็เคยมีคนรายงานเรื่องโจวเหวินเหอเหมือนกัน แต่ว่า... โดนสั่งพักการเรียนไปเลย”
ฟางหล่างที่โดนกดขี่มาเป็นเวลานานพูดจาด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเจียงเหม่ยอี๋ เขาบิดผ้าขี้ริ้วพลางหันหลังพูดว่า
“พ่อฉันขาไม่ดี ท่านหวังจะให้ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อหาเงิน ทนอีกหน่อยก็จะจบการศึกษาแล้ว ฉันไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อน”
พูดจบเขาก็ปิดปากเงียบ แล้วออกแรงเช็ดคราบสกปรกบนกระจกหน้าต่างแรงขึ้น กระจกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู
ทุกคนต่างพากันหวาดกลัวเรื่องการโดนพักการเรียน จึงพากันก้มหน้าก้มตาทำความสะอาด
เช็ดถูกระเบื้องทุกแผ่นที่พวกเขาเคยล้มลงกราบอ้อนวอน และเป็นที่ที่หยาดน้ำตามากมายนับไม่ถ้วนเคยแห้งเหือดลงไป
“มันไม่ใช่ว่าพอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วทุกอย่างจะจบนะ”
เจียงเหม่ยอี๋กำหมัดแน่นเงียบๆ เธอเดินไปใจกลางกลุ่มคน มองดูแต่ละคนที่คอยหลบสายตาเธอ
“ต่อให้อยากเป็นคนรวย หรืออยากเป็นนักวิชาการ แต่อันดับแรกพวกเราต้องเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีไม่ใช่เหรอ?”
ห้องเรียนว่างห้องนี้ที่บันทึกความทุกข์ทรมานที่พวกเขาได้รับ คือหลักฐานที่ศักดิ์ศรีของพวกเขาถูกโจวเหวินเหอย่ำยี
“เจียงเหม่ยอี๋...” น้ำตาของถานฉินฉินไหลรินจากหางตา “ถ้ารายงานไม่สำเร็จ พวกเราจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เจียงเหม่ยอี๋ได้แต่อ้าปากค้าง เรื่องนี้เธอยังไม่เคยคิดมาก่อนเลย
เมื่อทุกคนไม่ได้รับคำตอบ ประกายแสงแห่งความหวังในดวงตาก็ค่อยๆ หม่นแสงลง
พวกเขายืนอยู่บนเศษซากศักดิ์ศรีที่แตกสลายเต็มพื้น ความกลัวเปรียบเสมือนปลักโคลนที่คืบคลานขึ้นมาเกาะกุมข้อเท้า และฉุดรั้งพวกเขาลงไปอย่างรุนแรง
เจียงเหม่ยอี๋รู้ดีว่า การเกลี้ยกล่อมของเธอ... ล้มเหลวแล้ว
“เสี่ยวเยว่ของพวกเราล่ะ?”
หลินเซี่ยหนิงและลั่วอี้หลานถือโจ๊กร้อนๆ วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องพักของเหอเยว่ จนถูกรูมเมทของเหอเยว่แซวว่า
“พวกเธอสองคนอยากย้ายห้องกับพวกฉันไหมล่ะ วันๆ เอาแต่ 'เสี่ยวเหอ เสี่ยวเยว่' อยู่ได้”
พอโดนแซว หลินเซี่ยหนิงก็โอบไหล่รูมเมทอย่างสนิทสนมพลางแกล้งทำเสียงเสียดายสุดขีด
“พวกเธอกลายเป็นอุปสรรคต่อความสุขของพวกเราซะแล้ว”
“จ้าๆๆ พวกเธอคือคู่รักกัน ส่วนพวกฉันคือคนที่คอยขัดขวาง”
รูมเมทแกล้งทำเป็นโกรธ แต่หลินเซี่ยหนิงหยิบขนมกับมันฝรั่งทอดออกมาติดสินบนได้อย่างทันท่วงที จึงพากันถืออ่างอาบน้ำไปอาบน้ำอย่างอารมณ์ดี
“ยกห้องให้พวกเธอเดทกันไปเลย พวกฉันไปอาบน้ำละ”
“ขอบใจจ้า!” หลินเซี่ยหนิงประสานมือคำนับพวกเธอ พอพวกเธอเดินออกไปแล้ว ก็ลากเก้าอี้มานั่งลงพลางบ่นอุบกับเหอเยว่
“เสี่ยวเยว่ วันนี้โชคดีนะที่เธอลาหยุด อยู่ๆ ก็ให้ทำความสะอาด เกือบเอาชีวิตฉันไปครึ่งนึงเลย”
หลินเซี่ยหนิงตัวสูง หน้าต่างทุกบานในห้องเรียนเธอเลยเป็นคนเช็ดทั้งหมด การต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวันมันเหนื่อยมากจริงๆ
เหอเยว่ยื่นปรอทวัดไข้ที่วัดเสร็จแล้วให้ลั่วอี้หลาน พลางทำหน้ามึนงง “ทำความสะอาดเหรอ?”
“ใช่ ปีนี้พวกเราต้องจัดงานกีฬาสีฤดูใบไม้ร่วงร่วมกับฮุ่ยหลิน”
ลั่วอี้หลานมองตัวเลขบนปรอทวัดไข้ที่ลดลงมาเหลือ 37 องศาเซลเซียสแล้ว ถึงได้โล่งอก
“โอเค ไข้ลดแล้ว”
เธอสะบัดปรอทวัดไข้ ในที่สุดก็วางใจลงได้
ฮุ่ยหลินงั้นเหรอ? ในใจของเหอเยว่รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาลึกๆ เธอเหลือบมองหลินเซี่ยหนิงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอีกฝ่ายกำลังตักโจ๊กกินอย่างอารมณ์ดี
“เสี่ยวเยว่ เธอถ่ายรูปสวย ถึงเวลาช่วยถ่ายรูปให้ฉันเยอะๆ นะ ฉันจะลงแข่งวิ่ง 100 เมตรกับ 200 เมตร”
หลินเซี่ยหนิงมีพลังในการออกตัววิ่งได้ยอดเยี่ยม เธอครองแชมป์วิ่งระยะสั้นของโรงเรียนอวิ๋นหลงมาโดยตลอด
และเธอก็คิดตกแล้วด้วย ลั่วลั่วพูดถูก ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ฉันจะไปคอยคิดถึงไอ้หมอนั่นจากฮุ่ยหลินทำไมกัน? พวกเราเป็นแค่เส้นขนานที่ยากจะโคจรมาเจอกันอยู่แล้ว อย่างมากที่สุดถ้าเจอเขา ฉันก็แค่หันหลังเดินหนีไปก็สิ้นเรื่อง
เหอเยว่พยักหน้ารับ เธอแรงน้อย เลยเป็นแค่ผู้ชมที่กระตือรือร้นในงานกีฬาสีมาตลอดสองปี
“ทำความสะอาด... ทำแค่ในห้องเรียนเหรอ?” เหอเยว่อ้าปากกินโจ๊กที่ลั่วอี้หลานป้อนให้ถึงปาก พลางเอ่ยหยั่งเชิง
ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมเหอเยว่ถึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ลั่วอี้หลานก็อธิบายว่า
“ไม่นะ อาจารย์โจวยังเรียกคนไปทำความสะอาดพื้นที่รับผิดชอบส่วนกลางด้วย”
“พื้นที่รับผิดชอบส่วนกลาง?”
จากความทรงจำของเหอเยว่ โจวเหวินเหอให้ความสำคัญกับผลการเรียนมากที่สุด
ถึงแม้ห้องของพวกเขาจะเป็นห้องคิง และมักจะละเลยเรื่องความสะอาดมาตลอด ครั้งนี้เขากลับเจาะจงให้ไปทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางเป็นพิเศษเนี่ยนะ
หัวใจของเหอเยว่กระตุกวูบ “พื้นที่ส่วนกลางที่ว่า... ใช่เรียกพวกเจียงเหม่ยอี๋กับถานฉินฉินไปทำหรือเปล่า?”
หลินเซี่ยหนิงมองเหอเยว่สลับกับลั่วอี้หลานด้วยความประหลาดใจสุดขีด “เธอรู้ได้ยังไงเนี่ย? เป็นไข้แล้วมีตาทิพย์เหรอ”
ลั่วอี้หลานตีหลินเซี่ยหนิงไปทีหนึ่ง “เธออย่าพูดเหลวไหลน่า”
เหอเยว่เม้มปาก พลางฝืนยิ้ม “ก็ถานฉินฉินสนิทกับเจียงเหม่ยอี๋ไม่ใช่เหรอ ฉันเดาสุ่มเอาน่ะ”
“งั้นเหรอ?” หลินเซี่ยหนิงครุ่นคิด
ลั่วอี้หลานมองเหอเยว่ที่หลบสายตาเหมือนมีพิรุธ สุดท้ายจึงเอ่ยปากเปลี่ยนประเด็น
“เธอพักผ่อนให้ดีๆ เถอะ อย่าไปสนใจเรื่องพวกนี้เลย” ลั่วอี้หลานพูดพลางประคองให้เหอเยว่นอนลง “พวกฉันก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน”
“อื้อ”
จนกระทั่งพวกเธอเดินจากไป ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นผ่อนคลายของเหอเยว่ก็หม่นลงทันที เธอกำผ้าห่มแน่น หัวใจดิ่งวูบลงราวกับตกไปในธารน้ำแข็ง
สิ่งที่พวกเจียงเหม่ยอี๋ทำความสะอาดต้องไม่ใช่พื้นที่ส่วนกลางแน่ๆ แต่น่าจะเป็นห้องเรียนว่างห้องนั้นต่างหาก
คิดไม่ถึงเลยว่าโจวเหวินเหอจะร้ายกาจขนาดนี้ ถึงกับยอมให้ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคนค่อยๆ เก็บกวาดทำลายหลักฐานการก่ออาชญากรรมให้เขาผู้เป็นคนร้ายทีละนิด
คืนนั้นทั้งคืน... เธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลย