แบบนี้มันเข้าข่ายข่มขู่กันชัดๆ
เยว่โจวที่พวกเธอเจอตอนกลางวันยังพิงหน้าต่างส่งยิ้มบางๆ ทักทายอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับแผ่รังสีคุกคามกดดันอย่างหนักจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
เหอเยว่รู้สึกขึ้นมาแวบหนึ่งว่า บางทีเยว่โจวที่กำลังปกป้องความลับของตัวเองอย่างระมัดระวังในความมืดมิดยามค่ำคืนคนนี้ อาจจะเป็นตัวตนจริงๆ ของเขาก็ได้
"เยว่โจว สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องรู้สึกเป็นปมด้อยหรือหวาดกลัวเลยนะ"
คำพูดประโยคเดียวของเหอเยว่ แลกมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะตัวเองของเยว่โจว "เธอไม่เข้าใจหรอก"
เขาเกิดมาเป็นลูกรักของพระเจ้า เป็นคนที่ถูกกำหนดว่าห้ามมีข้อบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น
หลายปีมานี้เขาพยายามแกล้งทำตัวเป็นคนปกติมาโดยตลอด แต่กลับต้องถูกความลับนี้กดทับจนแทบกระอักเลือด
เขาเป็นทายาทเพียงคนเดียวของเยว่ซื่อกรุ๊ป ถ้าความลับเรื่องร่างกายของเขาบกพร่องถูกแพร่งพรายออกไป หุ้นของเยว่ซื่อกรุ๊ปจะต้องดิ่งลงเหวอย่างแน่นอน
"เยว่โจว" เหอเยว่มองเยว่โจวที่ยอมปล่อยมือจากเธอ แต่เธอก็ไม่ได้เลือกที่จะวิ่งหนีไปในทันที
"นับตั้งแต่วินาทีที่นายกล้าเผชิญหน้ากับจุดอ่อนของตัวเอง มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาพันธนาการนายได้อีกต่อไป"
เด็กหนุ่มเปรียบเสมือนพญาอินทรี ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลนัก จะมายอมหุบปีกของตัวเองเพียงเพราะความหวาดกลัวไม่ได้
ยังไม่เคยมีใครพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน ทุกคนที่รู้ความลับนี้ต่างพากันระแวดระวังและบอกให้เขาซ่อนจุดอ่อนของตัวเองเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด
เยว่โจวอยากรู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าคือใครกันแน่ แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรเขาก็ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเธอได้ชัดเจนเลย
อาศัยจังหวะที่เยว่โจวกำลังอึ้ง เหอเยว่ก็รีบก้มลงเก็บบัตรผ่านเข้าออกห้องกระจายเสียงของหวังซิ่วหย่าบนพื้น แล้ววิ่งเหยาะๆ หนีออกจากห้องกระจายเสียงไปทันที
เมื่อมองตามเงาร่างของเด็กสาวที่เลือนหายไปจากสายตา เยว่โจวก็กำขวดยาในมือแน่น
เธอเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังมาพูดให้กำลังใจเขาแบบนี้อีก
จนกระทั่งกลิ่นหอมละมุนของเด็กสาวจางหายไปในอากาศจนหมดสิ้น เยว่โจวจึงยัดยาเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ คลำหาไฟฉายบนพื้นขึ้นมา แล้วเดินฝ่าความกระจัดกระจายนั้นออกไป
พวกเราต้องได้เจอกันอีกแน่ๆ
เหอเยว่จงใจเลือกเดินเส้นทางสายเล็กเพื่อออกจากโรงเรียน ในหัวคิดแต่เรื่องรีบกลับไปเอาเป้เพื่อกลับบ้าน จึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าในมุมมืดอันสลัวของอาคารเรียน โจวเหวินเหอกำลังยืนนิ่งอยู่ในเงามืด
เขามองเหอเยว่วิ่งขึ้นตึกไป แล้วไม่นานก็สะพายเป้วิ่งลงมา ดูจากทิศทางที่เธอเดินไปคงกำลังจะกลับบ้านแล้ว
เขาถึงได้ก้มลงมองสมุดเล่มหนาในมือของตัวเอง มันคือแฟ้มประวัติสมาชิกห้องกระจายเสียง
"เหอเยว่ เธอไม่ควรสืบเรื่องนี้ลึกไปกว่านี้”
…
"เขาคงจำฉันไม่ได้ใช่ไหมนะ?"
หลังจากวิ่งข้ามทางม้าลายตรงสี่แยกไฟแดงหน้าโรงเรียนมาได้ เหอเยว่ที่วิ่งจนหอบแฮกก็เริ่มหายใจได้ทั่วท้องขึ้น
ในสมองพลันนึกถึงอุณหภูมิจากฝ่ามือของเยว่โจวที่กุมข้อมือเธอไว้เมื่อครู่ ใบหน้าก็กลับมาแดงซ่านอีกครั้ง
"ไม่สิ ฉันจะไปกลัวเขาทำไมกัน?"
เธอเดินบ่นพึมพำกับตัวเองเข้ามาในโถงตึก เหอเยว่จับราวบันไดพลางก้าวเดินขึ้นไป เสียงเอ้อร์หูอันไพเราะก้องกังวานลอยมาตามระเบียงทางเดินอันมืดมิด ผสานเข้ากับแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในโสตประสาท
เมื่อได้ยินท่วงทำนองที่ไม่ได้ยินมานานแสนนาน น้ำตาหยดหนึ่งก็ร่วงหล่นลงบนพื้น
"คุณตา..."
เมื่อก่อนเหอเยว่ไม่ชอบฟังเลยสักนิด แต่หลังจากต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวอ้างว้างถึงสิบปีในชีวิตก่อน เธอกลับโหยหามันที่สุด
เหอเยว่หยุดยืนที่หน้าประตูบ้าน ใช้มืออันสั่นเทาปาดน้ำตาออก พลางเลียริมฝีปากด้วยความประหม่า และพยายามฝึกยิ้มให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดที่หน้าประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอไม่อยากให้คุณตาดูออกว่าเธอมีอะไรผิดปกติ
เหอเยว่กำกุญแจในฝ่ามือแน่น มองประตูบ้านที่คุ้นเคย ก่อนจะค่อยๆ เสียบกุญแจเข้าไปในแม่กุญแจแล้วบิดเปิดออก
สิ่งแรกที่เห็นเมื่อก้าวเข้าบ้านคือระเบียงที่เต็มไปด้วยไม้ประดับสีเขียว คุณตายังคงนั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนในอดีตไม่มีผิด
เพลิดเพลินไปกับสายลมยามเย็น หลับตาพริ้มพลางโยกศีรษะไปมาขณะสีซอท่อนสุดท้ายจนจบ
ภาพนี้... ไม่ได้เห็นมานานเหลือเกิน
เหอเยว่เม้มปาก กลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วค่อยๆ เดินย่องเข้าไปหาคุณตา
"เพลงนี้คือเพลงอะไร ทายถูกไหม?"
คุณตายกเปลือกตาขึ้น มองเหอเยว่ที่ลงไปนั่งอยู่ข้างๆ เท้าของเขาแล้วเอ่ยถาม
"เพลงส่งลา"
นอกศาลาริมทาง ข้างถนนเก่าแก่ ผืนหญ้าเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา...
คุณตาขยับที่ให้เธอ พลางยื่นเอ้อร์หูที่เช็ดจนเงาราวกับกระจกส่งให้ "ลองดูสิ"
เหอเยว่รับเอ้อร์หูมา ลองจับพลิกไปมาเพื่อจับความรู้สึก ผ่านไปสิบปีเธอคืนครูไปหมดแล้ว พอเริ่มลงมือสี ประโยค "นอกศาลาริมทาง" เธอก็สีเพี้ยนไปทันที
เธอถือซอค้างไว้ ไม่กล้าสีต่อด้วยความอับอาย ได้แต่มองคุณตาพลางส่งยิ้มเจื่อนๆ เพื่อประจบ
"รู้อยู่แล้วว่าแกมันยัยบื้อ" คุณตาบ่นพึมพำอย่างทนไม่ได้ ไม่อยากทนฟังเสียงซอบาดหูของเหอเยว่อีก จึงลุกเดินเข้าครัวไปตักบะหมี่ที่เขาต้มไว้
เหอเยว่ที่อยู่ข้างหลังช่วยคุณตาเก็บเอ้อร์หูตัวโปรดเข้าที่ สายลมยามเย็นพัดผ่านใบหน้า เธอยืนอยู่ท่ามกลางระเบียงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้
ทอดสายตามองไปยังตึกเก่าๆ แต่ละตึกที่พากันเปิดไฟสีเหลืองนวลอบอุ่น
ความรู้สึกของการได้กลับบ้านนี่มันดีจริงๆ
"คุณตาคะ พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งนานแน่ะ" เหอเยว่พูดเสียงเบา
ครอบครัวมีกันห้าคน แต่กลับเหลือแค่เธอกับคุณตาสองคนที่อาศัยอยู่ที่ฉวีเฉิง คนแก่หนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคน คอยดูแลประคับประคองกันมาจนถึงตอนนี้ ความผูกพันย่อมลึกซึ้งเป็นธรรมดา
หลังจากปรับอารมณ์เรียบร้อยแล้ว เหอเยว่ถึงแสร้งทำเป็นร่าเริงเดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น
นึกไม่ถึงว่านอกจากบะหมี่แล้ว คุณตายังยกพวกต้มพะโล้ออกมาอีกหลายชาม ซึ่งล้วนแต่เป็นของโปรดของเหอเยว่ทั้งนั้น
"ทำไมกับข้าวเยอะจังเลยคะ?" เหอเยว่นั่งลงพลางถามด้วยความประหลาดใจ
"ได้ยินว่าพ่อของแกหาเงินได้น่ะ เดือนนี้แม่ของแกเลยโอนเงินค่าเลี้ยงดูมาให้ฉันเพิ่มขึ้น"
คุณตานั่งลงบนเก้าอี้หวายข้างๆ "กินซะ ในเมื่อพวกเขาไม่เลี้ยงแก แกก็ต้องกินของดีๆ หน่อยไม่ใช่หรือไง?"
หลังจากฟังคำพูดที่แสดงถึงความห่วงใยจนรู้สึกซาบซึ้ง แล้วพูดต่ออีกว่า "ผอมกว่าลาที่ฉันเคยใช้ให้ลากโม่ตอนเด็กๆ ซะอีก"
น้ำตาแห่งความซาบซึ้งอันตรธานหายไปในพริบตา เหอเยว่ใช้ตะเกียบคีบบะหมี่คำโตยัดเข้าปาก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคุณตาเปรยขึ้นมาเบาๆ จากข้างหลังว่า
"ใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว สอบเข้าปักกิ่งซะสิ เมืองใหญ่น่ะ"
"ฉันไม่ไปหรอกค่ะ" เหอเยว่พูดประชดพลางใช้ตะเกียบจิ้มเส้นบะหมี่ "คุณตาอยู่ที่ไหน ฉันก็จะอยู่ที่นั่น"
คุณตาหลับตาลงพลางเบือนหน้าหนี นอนโยกเยกไปมาบนเก้าอี้หวายด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายและสบายอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
"ยัยบื้อ ตาจะอยู่ได้อีกสักกี่ปีเชียว? แกยังต้องมีชีวิตอยู่ไปอีกตั้งนานนะ"
บะหมี่คำนั้นเหอเยว่เคี้ยวช้ามากๆ นิสัยชอบเอาอกเอาใจคนอื่นที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ชาติแรก ก็เพื่อต้องการจะบอกพ่อกับแม่ว่า เธอเป็นเด็กดีนะ เธอไม่เปลืองพื้นที่บ้าน และเธอก็ไม่ได้กินเยอะด้วย
เธอแค่อยากให้พวกเขาพาเธอไปปักกิ่งด้วยก็เท่านั้น
แต่สุดท้ายล่ะ?
ไอความร้อนจากชามบะหมี่ลอยขึ้นมากระทบใบหน้า ทัศนียภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวเพราะหยาดน้ำตา
เหอเยว่นึกถึงเหตุการณ์ในชาติก่อน ตอนที่เธอบังเอิญไปเจอพวกเขาที่ปักกิ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว
ยังจำได้ดีว่าวันนั้นเจียงเส้าหมิงอารมณ์ดีมาก รบเร้าจะพาเธอไปเดินห้างสรรพสินค้าให้ได้
พอเข้าร้านไหนเขาก็รูดการ์ดรัวๆ อย่างบ้าคลั่ง แถมยังคะยั้นคะยอให้เธอช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ด้วยว่าชุดไหนดูดี เพราะเขาตั้งใจจะใส่ไปร่วมงานเลี้ยงการกุศลที่เครือหมิงเวยกรุ๊ปจัดขึ้น
เธอก็อดทนอยู่ช่วยเขาเลือก นึกไม่ถึงว่าพอหันกลับมาจะเจอเหอหลาง น้องชายของเธอเอง
เหตุผลที่เหอเยว่ชื่อเหอเยว่ (เยว่ แปลว่า พระจันทร์) เป็นเพราะเธอเกิดในตอนกลางคืน แต่ชื่อของเหอหลางนั้นไม่เหมือนกัน
นั่นเป็นชื่อที่เหอเจียเซินและอินโหรวเปิดพจนานุกรมตั้งให้เขาอย่างพิถีพิถัน
หลาง ที่มาจากคำว่า หลางเซวียน ที่หมายถึงสง่างามดุจไข่มุกและหยก
เหอหลางยืนอยู่ภายในร้านเสื้อผ้า ขมวดคิ้วก้มหน้าก้มตาเล่นเกม ดูจากท่าทางก็รู้ว่าสถานการณ์ในเกมคงไม่สู้ดีนัก
แต่อินโหรวกลับไม่มีเซนส์เอาเสียเลย เธอยังคงหยิบเสื้อผ้าตัวนั้นตัวนี้ไปทาบบนตัวเขา จนสุดท้ายก็โดนเหอหลางผลักออกอย่างรำคาญ
"แม่ไม่เห็นหรือไงว่าผมกำลังจะแพ้แล้วเนี่ย?"
"ทำไมทำนิสัยแบบนี้ล่ะ?"
พนักงานขายยืนมองอยู่ข้างๆ อินโหรวเลยได้แต่บ่นพึมพำใส่เขาเบาๆ ไปทีหนึ่ง
ยังดีที่มีเหอเจียเซินผู้เป็นพ่อคอยช่วยไกล่เกลี่ยอยู่ข้างๆ "ชอบก็ซื้อไปเถอะ"
อินโหรวถามขึ้นว่า "ซื้อกี่ตัวก็ได้เหรอ?"
"ได้สิ สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ช่วยกู้หน้าให้ฉันตั้งมากมาย จะซื้อเท่าไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ" เหอเจียเซินพูดถึงเรื่องนี้ทีไรใบหน้าก็แดงก่ำด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เมื่อได้รับคำยืนยันจากเหอเจียเซิน อินโหรวก็ไม่คิดจะช่วยเขาประหยัดเงินอีกต่อไป มือก็เลือกหยิบเสื้อผ้าไป พลางพูดจาขวานผ่าซากออกมาว่า
"นั่นสิ ยังไงหลางหลางก็น่ารักและเป็นเด็กดีที่สุดแล้ว ดูอย่างเหอเยว่ยัยเด็กนั่น..."
เกมของเหอหลางแพ้พอดี เขาคว้าเสื้อผ้าในมือของอินโหรวมาอย่างหงุดหงิด
"ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ชอบสีแดง มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละที่ใส่สีแดง แม่เลิกซื้อให้ผมสักที รำคาญจะตายอยู่แล้ว"
พูดจบเขาก็ก้าวเท้าฉับๆ เดินออกจากร้านไปทันที
"เหอเยว่ ตกลงว่าตัวไหน... นี่เธอร้องไห้เหรอ?" ใบหน้ากวนประสาทของเจียงเส้าหมิงยื่นเข้ามาใกล้ "เธอร้องไห้ทำไมเนี่ย?"
"ฝุ่นมันเข้าตาน่ะ" เหอเยว่หันหน้าหนี พลางกุเรื่องโกหกขึ้นมาส่งๆ แต่เจียงเส้าหมิงไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมให้เธอพูดจาปัดๆ ไปที
เขาทำท่าชี้ไปที่พื้นห้างสรรพสินค้าระดับหรูที่ถูกเช็ดจนเงาวับอย่างเว่อร์วัง "ที่นี่เนี่ยนะ? มีฝุ่น?"
เหอเยว่หน้าแดงก่ำพลางมองเขาเงียบๆ เจียงเส้าหมิงเหลือบมองอินโหรวและเหอเจียเซินที่อยู่ข้างหลังเหอเยว่ไม่ไกลนัก
พวกเขากำลังยืนโทษกันไปมาว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายที่ทำให้เหอหลางต้องโมโห
ถือว่าวันนี้เจียงเส้าหมิงอารมณ์ดีจริงๆ เขาเลยยอมแสดงความเป็นสุภาพบุรุษออกมาเล็กน้อย เอ่ยถามเสียงเบาว่า "เธอรู้จักพวกเขาเหรอ?"
"ฉันอยากกลับบ้าน"
เหอเยว่ก้มหน้าลงต่ำ ไม่อยากให้เจียงเส้าหมิงเห็นดวงตาที่แดงก่ำของเธอ
เจียงเส้าหมิงเองก็คงเดาความสัมพันธ์ระหว่างเหอเยว่กับครอบครัวสามคนนั้นออก เขาจึงจับมือของเหอเยว่เอาไว้
"ฉันจะพากลับบ้าน"
ขณะที่ทั้งสองคนเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ไม่ลืมที่จะหันกลับมาส่งสายตาเจ้าชู้ให้พนักงานขายที่กำลังยืนทำตาเยิ้มอยู่
"เอาเสื้อผ้ารุ่นใหม่ล่าสุดทั้งหมดส่งไปที่คฤหาสน์ของผมนะ คฤหาสน์อู๋ถง หลังที่ 7"