แผนการของวันทั้งวันเริ่มต้นที่ยามเช้า... โดยเฉพาะมื้อเช้า!
เมื่อฝาซึ้งนึ่งของร้านอาหารเช้าถูกเปิดออก ไอพวยพุ่งสีขาวก็นำพาความรู้สึกอิ่มเอมใจเข้าจู่โจมใบหน้าทันที
เหอเยว่ตั้งใจตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาต่อคิวซื้อเสี่ยวหลงเปาหนึ่งเข่ง พร้อมน้ำเต้าหู้คั้นสดแยกน้ำตาลอีกหนึ่งแก้ว ชุดนี้เธอเตรียมไปฝากคุณตา
ส่วนของตัวเอง เธอสั่งเกี๊ยวแป้งบางมาหนึ่งชาม ก่อนจะเลือกที่นั่งตรงมุมร้าน จากนั้นก็แยกตะเกียบไม้แบบใช้แล้วทิ้งออกมาถูกันอย่างคุ้นมือ
ตะเกียบประเภทนี้พอดึงแยกออกจากกันมักจะมีเสี้ยนไม้โผล่มาเสมอ เหอเยว่เป็นคนกลัวเจ็บและกลัวเสี้ยนตำมือที่สุด จึงต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
"เกี๊ยวแป้งบางได้แล้วค่ะ" เด็กสาวที่ดูอายุมากกว่าเหอเยว่ราวๆ สองสามปีเดินยกชามเกี๊ยวเข้ามาส่ง พร้อมกับเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง
"ส่วนเสี่ยวหลงเปากับน้ำเต้าหู้ รอเธอทานเสร็จแล้วพี่ค่อยห่อให้นะ ถ้ามันเย็นแล้วจะไม่อร่อย"
"ขอบคุณค่ะ" เหอเยว่เอ่ยขอบคุณอย่างว่าง่ายพลางดึงชามเกี๊ยวมาตรงหน้า จากนั้นเธอก็มองตามหลังเด็กสาวคนนั้นไปและเอ่ยเรียกเบาๆ
"รุ่นพี่หลี่เจียเพ่ย"
ฝีเท้าของหลี่เจียเพ่ยชะงักลงทันที เธอหันกลับมามองเหอเยว่ด้วยแววตาสับสนปนระแวดระวัง "เธอคือ...?"
น้ำซุปของเกี๊ยวตัวโตแป้งบางเฉียบนั้นทั้งร้อนทั้งหอมกรุ่น เหอเยว่ซดน้ำซุปคำโตอย่างอิ่มเอมใจจนต้องพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมา
หลี่เจียเพ่ยจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าที่เพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก เธอประเมินว่าเหอเยว่น่าจะอยู่ในช่วงวัยเรียนมัธยมปลาย หรือว่า...
"เธอเป็นใครกันแน่!"
ใบหน้าของหลี่เจียเพ่ยพลันมืดมนลงทันตา เธอตบโต๊ะฉาดใหญ่จนน้ำซุปกระเด็นมากระทบหลังมือของเหอเยว่ เหอเยว่ขมวดคิ้วพลางชักมือกลับเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า
"รุ่นพี่หลี่เจียเพ่ย คาบเรียนวิชาจริยธรรมของพี่... เขาสอนให้ทำแบบนี้เหรอคะ?"
คาบเรียนวิชาจริยธรรม...
ความทรงจำอันเลวร้ายพุ่งเข้ามาในหัว ดวงตาหลี่เจียเพ่ยฉายแววตื่นตระหนกออกมาให้เห็นเด่นชัด เธอเริ่มหายใจหอบถี่ ใบหน้าซีดเผือด มือที่ทิ้งลงข้างลำตัวกำแน่นจนสั่นเทาไปทั้งตัว
หลี่เจียเพ่ย... คือเด็กสาวที่มีชื่อจารึกอยู่เคียงข้างหวังซิ่วหย่าในสมุดลงชื่อเข้างานของห้องกระจายเสียง
แต่หลังจากที่หวังซิ่วหย่าพักการเรียนไปได้ไม่นาน ชื่อของเธอบนสมุดเล่มนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยชื่อของคนอื่นเช่นกัน
เหอเยว่รับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เธอรบเร้าให้เจียงเหม่ยอี๋ช่วยสืบหาข้อมูลอยู่นาน กว่าจะรู้ว่าบ้านของหลี่เจียเพ่ยเปิดร้านขายอาหารเช้า จึงได้ถ่อมาหาตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้
แต่อันที่จริง เรื่อง 'คาบเรียนวิชาจริยธรรม' นั้นเป็นเพียงคำพูดที่เธอใช้หลอกหยั่งเชิงดูเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะจับไต๋ได้ทันควัน
หรือไม่... ก็อาจเป็นเพราะมีนักเรียนที่เคยผ่านคาบเรียนบ้าๆ นั่นมากเกินไป การสุ่มเดาครั้งนี้ถึงได้เข้าเป้าอย่างง่ายดาย
"เธอ... เธอก็เป็นนักเรียนของเขาเหมือนกันงั้นเหรอ?" น้ำเสียงของหลี่เจียเพ่ยเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด เธอประเมินว่าเหอเยว่คือศัตรูไปแล้ว
"รุ่นพี่คะ ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?" เหอเยว่ดึงมือหลี่เจียเพ่ยให้นั่งลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ "มีคนอีกมากมายที่ไม่อยากจะเข้าเรียนวิชาจริยธรรมนั่นอีกแล้ว"
"เธออยากให้ฉันทำอะไร?" หลี่เจียเพ่ยหัวเราะเยาะ "ฉันไม่ได้เป็นนักเรียนของเขาแล้ว ฉันลาออกมาแล้ว เรื่องที่โรงเรียนมันไม่เกี่ยวกับฉันอีกต่อไป"
"รุ่นพี่จะหลบอยู่ในร้านอาหารเช้านี่ต่อไป แล้วใช้ชีวิตของตัวเองก็ย่อมได้ แต่หวังซิ่วหย่าล่ะคะ?" เหอเยว่ถามกลับ
"ชีวิตของเธอถูกตราหน้าด้วยคำว่า 'โรคจิต' ไปแล้ว ทุกคนต่างก็ตราหน้าว่าเธอเป็นคนบ้า"
"ไม่ต้องมาพูดจาอ้างคุณธรรมน้ำเน่ากับฉัน!"
พอได้ยินชื่อหวังซิ่วหย่า รูม่านตาของหลี่เจียเพ่ยก็สั่นระริกอย่างไร้สุ้มเสียง เธอผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห
"ฉันไม่ใช่แม่พระ! ในตอนที่ไม่มีใครช่วยฉัน แล้วทำไมฉันต้องไปช่วยพวกเธอด้วย?"
"ถ้าอย่างนั้น... รุ่นพี่มีหลักฐานที่เขาทำร้ายร่างกายนักเรียน... หรือเรื่องที่รุนแรงกว่านั้นอยู่ใช่ไหมคะ!"
เหอเยว่นึกถึงวันแรกที่เธอเกิดใหม่ ภาพของหวังซิ่วหย่าที่ร้องไห้โฮพลางเปลื้องผ้าตัวเองออก แววตาของเหอเยว่ก็ฉายแววสงสารจับใจ
เธอลดเสียงให้เบาลงที่สุดเพราะกลัวว่าคนอื่นจะได้ยินเรื่องส่วนตัวของหวังซิ่วหย่า
"รุ่นพี่หลี่เจียเพ่ย ฉันเห็นหมดทุกอย่างแล้วค่ะ"
คำพูดนั้นทำให้หลี่เจียเพ่ยสะท้านไปทั้งร่าง แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากห้าม เสียงของเหอเยว่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"รวมถึง... รอยผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์บนตัวของรุ่นพี่หวังซิ่วหย่าด้วย"
หลี่เจียเพ่ยยืนแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง พอได้สติเธอก็กระชากชามเกี๊ยวออกไปทันทีพร้อมกับเอ่ยปากไล่
"ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดเรื่องอะไร ถ้าไม่กินก็รีบไสหัวไปซะ"
เธอสาวเท้าเดินกลับเข้าห้องครัวที่แสนวุ่นวาย ทิ้งให้เหอเยว่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้าเพียงลำพัง
เหอเยว่รู้ดีว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีนั้น หลี่เจียเพ่ยต้องรู้เห็นทุกอย่างแน่ๆ
เหอเยว่หิ้วเสี่ยวหลงเปากับน้ำเต้าหู้กลับมายังแฟลตซอมซ่อ ทว่ายังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันจากด้านใน
ซึ่งมันไม่น่าเป็นไปได้ เพราะพวกเธอไม่มีญาติมิตรที่ไหนในเมืองนี้ หรือว่าจะเป็นพ่อกับแม่ที่กลับมา?
เหอเยว่รีบเปิดประตูเข้าไปทันที ทว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นกลับกลายเป็นโจวเหวินเหอ
คุณตาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงหันกลับมามอง ก่อนจะกวักมือเรียกเหอเยว่ด้วยรอยยิ้ม
"เสี่ยวเยว่ อาจารย์ประจำชั้นเธอมาแน่ะ รีบเข้ามาเร็ว"
โจวเหวินเหอที่นั่งอยู่ท่ามกลางแสงสว่างคลี่ยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยนพลางมองมาทางเธอ "ซื้ออาหารเช้ามาให้คุณตางั้นเหรอ เป็นเด็กดีจังเลยนะ"
เหอเยว่นั่งลงฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะเต็มไปด้วยขนมและผลไม้ที่คุณตาอุตส่าห์นำออกมาต้อนรับ ทว่าโจวเหวินเหอกลับไม่ยอมแตะต้องอะไรเลย แม้แต่น้ำชาร้อนๆ บนโต๊ะเขาก็ไม่จิบสักอึกเดียว
อาจารย์ที่เคยชินกับการประคบประหงมจากผู้ปกครองกระเป๋าหนัก มีหรือจะชายตามองใบชาเกรดต่ำที่ซื้อขายกันตามน้ำหนักแบบนี้
"เด็กคนนี้ว่าง่ายมาตลอดครับ เสียอย่างเดียวที่ผลการเรียนไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องลำบากอาจารย์ช่วยอบรมสั่งสอน"
คุณตาไม่ค่อยได้คลุกคลีกับอาจารย์บ่อยนัก จึงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง พยายามมองหาอะไรทำแก้เก้อด้วยการปอกแอปเปิลให้โจวเหวินเหอ
"คุณตาครับ สมัยนี้เด็กๆ จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ มันไม่ได้ดูกันที่คะแนนสอบอย่างเดียวหรอกครับ แต่ยังต้องดูเรื่องความประพฤติด้วย"
โจวเหวินเหอกล่าวพลางกลั้วหัวเราะ ก่อนจะปรายตามาทางเหอเยว่ที่กำลังมองเขาด้วยความระแวดระวัง เขาเอื้อมมือไปบีบไหล่ของเธอเบาๆ
"แต่ผมเชื่อว่า สำหรับเหอเยว่แล้ว เรื่องนี้ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ"
"แน่นอนอยู่แล้วครับ!" คุณตาช่วยพูดอวยหลานสาว
“เหอเยว่ของฉันน่ะ นอกจากเรื่องเรียนที่แค่พอถูไถ เรื่องความรักก็ไม่ยุ่ง เรื่องชกต่อยก็ไม่มี ว่าง่ายจะตายไป"
พูดจบคุณตาก็ไม่ลืมที่จะประจบโจวเหวินเหอ
"แต่คนที่เหนื่อยที่สุดก็คงเป็นอาจารย์นั่นแหละ ต้องรบกวนอาจารย์เรื่องประวัติสะสมผลงานของเสี่ยวเยว่ด้วยนะครับ"
เมื่อเห็นคุณตาทำเช่นนั้น เหอเยว่จึงทำได้เพียงฝืนยิ้มตอบ ทว่าในแววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
มือของโจวเหวินเหอที่วางอยู่บนไหล่ของเธอเริ่มลงน้ำหนักแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอกลั้นใจสู้ความเจ็บแล้วเงยหน้าสบตา โจวเหวินเหอยังคงส่งรอยยิ้มจอมปลอมมาให้
"เหอเยว่ ดูท่าคุณตาของเธอจะอยากเห็นเธอเรียนจบ แล้วไปดื่มฉลองงานเลี้ยงเข้ามหาวิทยาลัยของเธอมากเลยนะ"
"ใช่แล้ว" พอพูดถึงเรื่องงานเลี้ยงเข้ามหาวิทยาลัย ใบหน้าคุณตาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความสุข
พอเหอเยว่เข้าเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย คุณตาก็เริ่มลิสต์รายการอาหารที่จะใช้เลี้ยงฉลองแล้ว เมนูอาหารบนกระดาษถูกขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ
เหอเยว่ปัดมือของโจวเหวินเหอออกจากไหล่ ก่อนจะยิ้มตอบ "ต้องได้ฉลองแน่ค่ะ ฉันจะต้องเรียนจบแน่นอน"
โจวเหวินเหอขยับแว่นสายตาพลางลุกขึ้นยืน เขาทำทีเป็นเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องอย่างไม่ใส่ใจนัก
คุณตาไม่เข้าใจความหมายแฝงของเขา จึงได้แต่วางแอปเปิลที่ปอกค้างไว้ครึ่งหนึ่งลง แล้วก้าวเดินตามหลังเขาไปอย่างงกๆ เงิ่นๆ พร้อมที่จะตอบคำถามของโจวเหวินเหอได้ทุกเมื่อ
"คุณตาครับ สิ่งนี้คืออะไรเหรอครับ?" โจวเหวินเหอชี้ไปที่โหลส้มแมนดารินหมักที่วางอยู่บนหลังตู้
"อ๋อ นั่นส้มแมนดารินหมักครับ เสี่ยวเยว่ชอบไอตอนช่วงฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว เอาอันนี้ชงน้ำดื่มจะดีต่อลำคอมากครับ"
คุณตาผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิต มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในการเปรยขึ้นมาลอยๆ ของโจวเหวินเหอ?
คุณตารีบยกเก้าอี้มาต่อขาแล้วปีนขึ้นไปทันที
"โหลนี้อาจารย์โจวเอาติดมือกลับไปดื่มที่บ้านเถอะครับ พวกอาจารย์ต้องใช้เสียงกันเยอะ น่าจะเหมาะที่สุด"
"คุณตาคะ!" เหอเยว่รีบเดินเข้าไปดึงมือคุณตาเอาไว้ เธอรู้ดีว่าคุณตาหวงส้มแมนดารินหมักโหลนี้ที่สุด
คุณตาตบหลังมือเหอเยว่เบาๆ พลางเอ็ดว่าเธอขี้เหนียว
"แค่ส้มแมนดารินหมักโหลเดียวเอง ของชิ้นอื่นในบ้านเรา อาจารย์โจวเขาคงไม่ชายตามองหรอกมั้ง"
"คุณตาคะ!"
เหอเยว่พยายามจะห้ามอีกครั้ง ทว่าคุณตาปีนขึ้นไปบนเก้าอี้เสียแล้ว เขาอุ้มโหลส้มแมนดารินหมักใบเขื่องลงมาด้วยร่างกายที่สั่นเทา
ก่อนจะประคองมันเข้าไปในครัว ใช้กระดาษทิชชูเช็ดคราบสกปรกบนตัวโหลอย่างละเอียดลออ โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นสายตาที่ฟาดฟันกันราวกับคมดาบระหว่างเหอเยว่และโจวเหวินเหอที่อยู่เบื้องหลังเลยสักนิด
จนกระทั่งคุณตายัดโหลส้มแมนดารินหมักที่เช็ดจนสะอาดสะอ้านเข้าสู่อ้อมอกของโจวเหวินเหอ
"เสี่ยวเยว่ หลานออกไปส่งอาจารย์โจวหน่อยไป"
"ค่ะ"