สองอาจารย์ลูกศิษย์เดินไปตามตรอกแคบ ๆ บรรยากาศดูเข้ากันได้ดีทีเดียว หากพวกเขาไม่เอ่ยปากจิกกัดกันขึ้นมาเสียก่อน
“เหอเยว่ เมื่อก่อนฉันคิดว่าเธอเป็นนักเรียนที่ว่านอนสอนง่ายที่สุดในห้อง” โจวเหวินเหอจู่ ๆ ก็พูดขึ้น
“ลั่วอี้หลานฉลาดก็จริง แต่มีความคิดเป็นของตัวเองมากเกินไป ฉันเลยชอบเธอมากกว่า ให้ทำอะไรก็ทำ เธอเอาแต่เชื่อฟังเงียบ ๆ มองฉันด้วยแววตาคู่นั้นแล้วพูดว่า ‘ค่ะอาจารย์’ ”
ฝีเท้าของเหอเยว่ชะงักกึก เธอไม่อาจเก็บคำถามที่ผุดขึ้นมาเป็นชุดในใจได้อีกต่อไป
“แล้วยังไงคะ? ตอนนี้ไม่ชอบแล้วเหรอ? เพราะฉันไม่ยอมฟังคำสั่งของคุณแล้ว? เพราะมันทำให้คุณสูญเสียความรู้สึกของการมีอำนาจควบคุมงั้นสิ?”
อาจารย์ที่ชอบสร้างความกดดันและครอบงำนักเรียน สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือการที่นักเรียนเริ่มคิดต่อต้าน อย่างเช่นเธอในตอนนี้ หรืออย่างหวังซิ่วหย่าในอดีต
เมื่อได้ยินคำพูดประชดประชันคุกคามของเหอเยว่ โจวเหวินเหอก็หันกลับมา ทั้งสองยืนประจันหน้ากันกลางตรอกยาว
“ตอนนี้เธอไม่มีตรงไหนที่เหมือนเด็กอายุ 18 เลยสักนิด” สายตาของเขาดูลึกล้ำ
“เธอรู้ไหมว่าพวกเธอเหมือนอะไร? ต่อให้เป็นลั่วอี้หลาน ก็เหมือนแค่พวกสัตว์ไร้ปัญญาเท่านั้นแหละ ฉันต้องเคี่ยวเข็ญพวกเธอ ฉันทำเพราะหวังดีกับพวกเธอนะ”
“เลิกหาข้อแก้ตัวให้กับการกระทำอันไร้ยางอายเพื่อระบายอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว” เหอเยว่กระชากหน้ากากของโจวเหวินเหอออกอย่างไม่เกรงใจ
“ต่อให้เป็นสัตว์ ต่อให้พวกมันไม่มีเส้นเสียง พูดไม่ได้ ต่อให้พวกมันโง่เขลา และต่อให้โดนคุณทุบตีแล้วยังซื่อบื้อเดินมาประจบคุณ ทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะลงมือทุบตีพวกมันได้!”
“เหอเยว่” โจวเหวินเหอเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ถ้าเธอยอมเลิกรา ฉันรับรองเลยว่า ทั้งเธอและเพื่อน ๆ ของเธอจะได้เรียนจบอย่างราบรื่นแน่นอน”
แต่เหอเยว่กลับหัวเราะออกมา “นี่แปลว่าคุณรู้ตัวสินะคะว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิด?”
“เหอเยว่! เธอยังคิดจะลองดีกับฉันต่อไปใช่ไหม?!”
“ใช่ค่ะ” เหอเยว่เงยหน้าสบตาโจวเหวินเหอ “คนที่ไม่ควรได้อยู่ที่นี่น่ะคือคุณต่างหาก”
เมื่อได้ยินเหอเยว่พูดเช่นนั้น โจวเหวินเหอก็แค่นยิ้มเย็นชาสะบัดข้อมือ โหลส้มแมนดารินหมักอย่างดีร่วงดิ่งลงถังขยะทันที เหอเยว่ได้ยินเสียงแก้วแตกกระจาย
“คุณ!”
น้ำส้มหมักไหลนองปะปนกับสิ่งปฏิกูลบนพื้น หยดลงสู่มุมอับที่สกปรกโสโครก... ติ๋ง... ติ๋ง...
การที่เขามาหาในวันนี้ ถือว่าเป็นการประนีประนอมก่อนจะใช้มาตรการเด็ดขาด
หากเหอเยว่ยอมเชื่อฟังและเลิกต่อต้านเขา เขาก็ว่าจะปล่อยเธอไปสักครั้ง ให้เธอได้เรียนจบตามความต้องการของคุณตาของเธอ แต่ผลลัพธ์คือ..
“เหอเยว่ ฉันนับถือในความกล้าหาญของเธอนะ และในวันหน้า... ฉันก็คงจะได้ไว้อาลัยให้ความกล้าหาญของเธอด้วยเช่นกัน”
โจวเหวินเหอทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะค่อย ๆ เดินลับหายไปจากสายตาของเหอเยว่
เหอเยว่กำหมัดแน่นอยู่เบื้องหลังเบา ๆ เธอจะต้องรีบตามหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องของหวังซิ่วหย่าให้เร็วกว่านี้ แล้วส่งปีศาจอย่างโจวเหวินเหอไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ให้ได้
หลี่เจียเพ่ยเดินไปตามทางเดินที่เงียบสงัดไร้ผู้คน เสียงเพลง “ฉันเชื่อ” ดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ และค่อย ๆ ใกล้เข้ามา ทุกถ้อยคำราวกับลิ่มที่ตอกลึกเข้ากลางใจเธอ
เธอรู้สึกระคายหูจนต้องยกมือขึ้นอุดหู ยืนตั้งสติอยู่ที่หน้าประตูอยู่นาน กว่าจะรวบรวมความกล้าผลักประตูสีขาวบานนั้นเข้าไป
หวังซิ่วหย่าที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงจึงหันมองด้วยความสับสน เมื่อมองเห็นชัดว่าเป็นใคร เธอก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมาทันที
“เจียเพ่ย!”
หวังซิ่วหย่าโยนวิทยุเทปทิ้งไปส่ง ๆ แล้วกระโดดลงจากเตียง วิ่งเท้าเปล่าเข้ามาหาหลี่เจียเพ่ยและคว้ามือเธอไว้
“เจียเพ่ย ทำไมเธอถึงมาหาฉันล่ะ?”
ทว่าใครจะคาดคิด หลี่เจียเพ่ยที่สีหน้าเรียบเฉยกลับยื่นมือไปบีบคอหวังซิ่วหย่าอย่างแรง หวังซิ่วหย่าเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ
เธอกุมข้อมือของหลี่เจียเพ่ยไว้ พลางส่งเสียงสะอื้นครางแผ่วเบาอย่างสับสนและน่าสงสาร ราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงทำเช่นนี้
“เธอบอกให้คนไปตามฉันใช่ไหม? เธอไปบอกคนอื่นใช่ไหมว่าฉันเคยถ่ายวิดีโอไว้? หวังซิ่วหย่า เธออยากให้ฉันตายนักหรือไง?!”
หลังจากระบายอารมณ์ออกไปจนหมด หลี่เจียเพ่ยถึงเพิ่งได้สติว่าหวังซิ่วหย่านั้นไร้เดียงสา ตอนนี้สภาพจิตใจของหวังซิ่วหย่าครึ่งดีครึ่งบ้า จะเอาสมองที่ไหนมาวางแผนเล่นงานเธอได้กันล่ะ?
“หวังซิ่วหย่า... ฉันเองก็เป็นผู้บริสุทธิ์นะ...”
เมื่อไม่มีใครให้ตัดพ้อ หลี่เจียเพ่ยก็หมดแรงทรุดลงไปนั่งร้องไห้ฟูมฟายบนพื้น ซบหน้าลงกับฝ่ามือ
หวังซิ่วหย่ามองเธอด้วยความไม่เข้าใจ ฟังเธอร้องไห้คร่ำครวญ
“หวังซิ่วหย่า กว่าฉันจะหนีรอดมาจากน้ำมือของโจวเหวินเหอได้มันยากมากนะ ฉันไม่อยากกลับไปพัวพันกับเรื่องราวในอดีตอีกแล้ว ฉันกลัวเขามาก ฉันกลัวเขาจริง ๆ เธอก็รู้นี่ว่าเขาคือนรกส่งมาเกิด”
เมื่อเห็นหลี่เจียเพ่ยร้องไห้โฮอยู่บนพื้น หวังซิ่วหย่าก็ยังคงเลือกที่จะย่อตัวลง โอบกอดหลี่เจียเพ่ยที่เมื่อครู่นี้เพิ่งจะลงมือหมายจะเอาชีวิตเธอไว้เบา ๆ
เธอลูบหัวหลี่เจียเพ่ยอย่างอ่อนโยน ปากก็พึมพำ “ฉันก็ไม่อยากตายเหมือนกัน... ฉันก็ไม่อยาก...”
หลี่เจียเพ่ยเงยหน้าขึ้น มองรอยแดงบนคอของหวังซิ่วหย่า ในใจพลันเกิดความรู้สึกสับสน
เธอและหวังซิ่วหย่าเคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันที่สุด
ยังจำได้ว่าตอนนั้นพวกเธอสองคนเป็นนักเรียนทุนยากจน พ่อแม่ของเธอถูกเลิกจ้างพร้อมกันและยังหางานใหม่ไม่ได้ ค่าเทอมยังต้องไปหยิบยืมมาจากญาติพี่น้องอยู่เลย
แต่หวังซิ่วหย่าน่าสงสารยิ่งกว่า เธอเป็นเด็กจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ไม่มีแม้กระทั่งบ้านที่แท้จริงให้กลับไปด้วยซ้ำ
พวกเธอสองคนเข้าอกเข้าใจและเข้ากันได้ดี คอยอยู่เป็นเพื่อนกันเพื่อทนผ่านคาบวิชาจริยธรรมอันแสนอึดอัดครั้งแล้วครั้งเล่า
หลี่เจียเพ่ยสะอื้นไห้ มองดูหวังซิ่วหย่าที่ซูบผอมจนเหลือแต่กระดูกตรงหน้า
หลายปีมานี้เธอต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานมากแน่ ๆ ถึงได้ผอมแห้งขนาดนี้ แต่ตัวเองกลับเอาความแค้นทั้งหมดมาลงที่เธอ
หวังซิ่วหย่ารู้สึกสงสารจึงยื่นมือไปลูบหน้าของหลี่เจียเพ่ย “มีคนรังแกเธอเหรอ?”
หลี่เจียเพ่ยส่ายหัว “ไม่มี”
“แล้วทำไมถึงร้องไห้ล่ะ?” ดวงตาของหวังซิ่วหย่าเต็มไปด้วยความงุนงง เป็นห่วงเป็นใยเธอเหมือนเมื่อครั้งยังเรียนหนังสือไม่มีผิด
เมื่อเห็นหวังซิ่วหย่าที่เป็นห่วงตน หลี่เจียเพ่ยก็กลั้นไม่อยู่ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง เธอสวมกอดหวังซิ่วหย่าด้วยความรู้สึกผิดบาป คอยพูดคำว่าขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“หวังซิ่วหย่า ขอโทษนะ เป็นเพราะฉันเห็นแก่ตัวเกินไป ฉันเห็นกับตาว่าไอ้สารเลวนั่นรังแกเธอ แต่ฉันกลับแอบอยู่มุมห้องไม่กล้าออกไป...
ฉันเป็นคนเอาโทรศัพท์ของเธอมาถ่ายวิดีโอเอง แต่ก็กลัวโจวเหวินเหอจะรู้ เลยยัดโทรศัพท์ทิ้งไว้ตรงนั้นส่ง ๆ ฉันทำผิดต่อเธอเอง...”
หวังซิ่วหย่าถูกหลี่เจียเพ่ยสวมกอด สีหน้าของเธอไร้ความรู้สึก แววตาว่างเปล่าเหม่อลอยมองพื้น ขณะฟังเพื่อนสนิทในอดีตพร่ำบอกความผิดของตัวเองออกมาทีละเรื่อง
“...ตอนนั้นก็เหมือนกัน ฉันเอาโทรศัพท์มาแล้วลืมปิดเสียง พอกลัวโดนลงโทษ ก็เลยเห็นแก่ตัวโยนความผิดให้เธอ... ซิ่วหย่า ฉันมันสารเลว แต่ฉันสู้โจวเหวินเหอไม่ได้เลย ฉันกลัวมาก เธอเข้าใจใช่ไหม เธออภัยให้ฉันได้ใช่ไหม...”
ในขณะที่หลี่เจียเพ่ยกำลังสารภาพบาป จู่ ๆ หวังซิ่วหย่าที่ใบหน้าแนบชิดกับหน้าของเธอก็อ้าปาก แล้วฝังเขี้ยวขย้ำลงบนไหล่ของหลี่เจียเพ่ยอย่างสุดแรง
ต่อให้เลือดสด ๆ จะทะลักซึมเต็มซอกฟัน เธอก็ไม่ยอมปล่อย
หลี่เจียเพ่ยเจ็บปวดเจียนตาย เธอหวีดร้องลั่นพยายามผลักหวังซิ่วหย่าออก แต่คาดไม่ถึงว่าตอนนี้หวังซิ่วหย่าจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลปานนั้น ราวกับต้องการจะกระชากเนื้อบนไหล่ของหลี่เจียเพ่ยหลุดออกมาทั้งก้อน
“ช่วยด้วย!”
หลี่เจียเพ่ยไม่กล้าแม้แต่จะดิ้นรน ขยับตัวทีไรเลือดก็ยิ่งไหลทะลักเร็วขึ้นเท่านั้น
ความเจ็บปวดแล่นพล่านสั่นประสาทจนเหงื่อกาฬไหลชโลมกาย ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อและรอยน้ำตาปนเปกันไปหมด
จนกระทั่งหวังซิ่วหย่าระบายความแค้นจนพอใจ เธอถึงยอมปล่อยปากที่ชุ่มไปด้วยเลือดสด ๆ ออกจากไหล่ของหลี่เจียเพ่ย แล้วหัวเราะร่าวิ่งกลับไปกอดวิทยุ โยกหัวไปมาขยับปากร้องเพลงตามอย่างเริงร่า
“ฉันเชื่อว่าฉันคือตัวฉัน... ฉันเชื่อว่าหากเอื้อมมือออกไป......”
หลี่เจียเพ่ยเอามือกุมบาดแผลที่หัวไหล่ มองดูหวังซิ่วหย่าที่เนื้อตัวเปื้อนเลือดแต่กลับยิ้มแย้มอย่างงดงามอ่อนหวาน พริบตานั้นความขนลุกซู่ก็แล่นพล่านไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
เธอพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น แต่นึกไม่ถึงว่ามือไม้และแข้งขาจะอ่อนแรงไปหมดเพราะความหวาดกลัว จนล้มกระแทกพื้นดังตึงอย่างแรงยิ่งกว่าเดิม
เธอมองดูหยดเลือดที่ไหลรินลงบนพื้น ความกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจอย่างสมบูรณ์
เธอนอนร้องไห้สะอื้นและพยายามตะเกียกตะกายคลานอยู่หลายครั้งกว่าจะหนีรอดออกไปจากห้องผู้ป่วยได้
โดยไม่มีโอกาสได้เห็นน้ำตาของหวังซิ่วหย่าที่หลั่งไหลออกมาพร้อมกับรอยยิ้มทางด้านหลังเลย