บทที่ 27 โป๊ะแตก

2122 Words
เยว่โจวแบกเหอเยว่เดินผ่านสายตาของผู้คนมากมายด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย จนเหอเยว่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา “นายไม่กลัวคนอื่นจะเอาไปนินทาเหรอ?” ทีตอนนี้ละทำเป็นกังวลเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งที่คืนนั้นในห้องกระจายเสียงยังบอกให้เขาไม่ต้องไปกลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นอยู่เลย เยว่โจวกำลังจะเอ่ยแซะเธอ ก็ได้ยินเสียงของลั่วอี้หลานเสียก่อน “เสี่ยวเยว่ เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?” ลั่วอี้หลานพุ่งตัวเข้ามา และสังเกตเห็นเท้าเปล่าของเหอเยว่ทันที “แล้วรองเท้าเธอไปไหนล่ะ?” “ฉันไม่เป็นไร! แค่รองเท้าหายไปน่ะ” เหอเยว่กระโดดลงมาจากแผ่นหลังของเยว่โจว แล้วเขย่งเท้าเต้นต่อหน้าลั่วอี้หลาน เยว่โจวรู้สึกว่าแผ่นหลังเบาลงฉับพลันจนรู้สึกไม่ชิน จึงขยับไปยืนด้านข้างเงียบๆ เมื่อลั่วอี้หลานเห็นว่าเธอไม่ได้ดูเหมือนคนบาดเจ็บก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “งั้นเดี๋ยวฉัน...” “เธอ... นี่ใช่รองเท้าของเธอหรือเปล่า?” เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนโรงเรียนอวิ๋นหลงคนหนึ่งวิ่งเข้ามา เขาสวมหมวกบักเก็ตเพื่อบังแดด ในมือถือรองเท้าข้างที่เหอเยว่ทำหายไว้พอดี “ใช่ ขอบคุณนะคะ” เหอเยว่รับรองเท้ามาด้วยความดีใจ แต่เด็กหนุ่มคนนั้นรีบโบกไม้โบกมือแล้วหันหลังเดินจากไปทันที “เดินไวชะมัด” ลั่วอี้หลานพึมพำ เพราะเธอยังไม่ทันเห็นหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นชัดๆ เลยด้วยซ้ำ ฝั่งเหอเยว่ยืนกระต่ายขาเดียวพลางพยายามยัดเท้าเข้าไปในรองเท้า เยว่โจวเห็นท่าทางโงนเงนทรงตัวไม่อยู่ของเธอ จึงยื่นมือออกไปเงียบๆ หมายจะให้เธอใช้พยุง ทว่าเหอเยว่ไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางนั้นของเยว่โจวเลย เธอออกแรงเหยียบเท้าเข้าไปในรองเท้าอย่างแรง วินาทีต่อมาความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นถึงทรวงจากฝ่าเท้า เธอร้องกรีดเจ็บปวดจนร่างกายอ่อนยวบ โชคดีที่เยว่โจวตาไวคว้าตัวไว้ทัน เขาเอื้อมมือไปโอบร่างของเหอเยว่เข้ามาไว้ในอ้อมแขน “เกิดอะไรขึ้น?” ปฏิกิริยาแรกของลั่วอี้หลานคือการวิ่งตามคนคนนั้นไป เธอวิ่งไปตามทิศทางที่เด็กหนุ่มเดินจากไป ท่ามกลางผู้คนล้นหลามเช่นนี้ ร่างของเด็กหนุ่มคนนั้นก็หายลับสายตาไปนานแล้ว “เสี่ยวเยว่ เธอเป็นยังไงบ้าง?” ลั่วอี้หลานวิ่งกลับมา ก็เห็นเหอเยว่ใช้มือที่สั่นเทาถอดรองเท้าออกมา ที่ใจกลางฝ่าเท้าของเธอมีตะปูตัวหนึ่งปักอยู่เด่นชัด และเลือดสดๆ ได้ย้อมถุงเท้าสีขาวจนแดงฉาน ลั่วอี้หลานสูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกใจ “ฉันจะไปตามอาจารย์” “อย่า” เมื่อได้ยินว่าลั่วอี้หลานจะไปตามโจวเหวินเหอ เหอเยว่ก็รีบเอ่ยปากห้ามทันที แต่ลั่วอี้หลานวิ่งออกไปแล้ว เธอจึงได้แต่ยกขาข้างที่บาดเจ็บพยายามจะตามไป ทว่าไม่นานหัวไหล่ก็ถูกมือข้างหนึ่งกดเอาไว้ เธอหันหน้ากลับมามองด้วยความงุนงง เยว่โจวเลิกคิ้วถาม “เธอจะเดินแบบนี้ถึงเมื่อไรกัน?” สิ้นคำพูดนั้น ท่อนแขนของเยว่โจวก็ช้อนผ่านข้อพับเข่าของเธอแล้วอุ้มเธอขึ้นมา เบาหวิวเหมือนที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด แต่เหอเยว่ไม่มีกะจิตกะใจจะมาคิดว่าการกระทำแบบนี้มันใกล้ชิดกันเกินไป ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวล และเผลอคว้าเสื้อของเยว่โจวไว้แน่น “รีบไปห้ามเธอเร็วเข้า” “ทำไมล่ะ?” ไม่จำเป็นต้องรอให้เหอเยว่ตอบ เยว่โจวก็ได้รับคำตอบในไม่ช้า ทันทีที่เขาอุ้มเหอเยว่เดินเข้าไปใกล้ลั่วอี้หลานและโจวเหวินเหอ ก็ได้ยินคำพูดเฉียบขาดของโจวเหวินเหอว่า “ไม่ได้” “ทำไมล่ะคะ?” ลั่วอี้หลานถามคำถามเดียวกันออกมา “เธอเห็นกับตาตัวเองเหรอว่ามีคนเอาตะปูไปใส่ไว้? มันอาจจะบังเอิญหล่นลงไปเองก็ได้” โจวเหวินเหอยังคงไว้หน้าลั่วอี้หลานอยู่บ้าง เขาวางมาดเสแสร้ง แกล้งทำเป็นหวังดีเตือนให้พวกเธอปล่อยให้เรื่องจบๆ ไป “นี่มันงานกีฬาสีเชื่อมสัมพันธ์สองโรงเรียน ความวุ่นวายที่จุดลงทะเบียนเมื่อกี้ก็น่าปวดหัวพอแล้ว ตอนนี้ยังจะมาทำให้เรื่องที่ไม่มีหลักฐานนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตอีก ไม่เท่ากับปล่อยให้คนของฮุ่ยหลินหัวเราะเยาะหรือไง?” ลั่วอี้หลานเม้มปากแน่น ดูท่าทางไม่ยอมรับเป็นอย่างยิ่ง โจวเหวินเหอจึงถามด้วยน้ำเสียงกดดัน “ลั่วอี้หลาน เธอคิดว่าที่ฉันพูดมันถูกไหม?” ลั่วอี้หลานเงียบไป ในใจกำลังเรียบเรียงคำพูดเพื่อจะโต้กลับ “แล้วถ้าเกิดมีคนตั้งใจทำจริงๆ ล่ะครับ?” โจวเหวินเหอหันไปมองตามเสียง คนที่เอ่ยปากตั้งคำถามคือเยว่โจว เขาอุ้มเหอเยว่เดินเข้ามา ตลอดทางที่ผ่านมานักเรียนหญิงต่างพากันมองมาด้วยความประหลาดใจและอิจฉา พลางกระซิบกระซาบคุยกันว่าผู้หญิงในอ้อมแขนของเยว่โจวคือใคร เหอเยว่เองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เธอจึงดิ้นกระโดดลงจากอ้อมแขนของเยว่โจว จังหวะที่เซไปนั้นทุกคนถึงได้สังเกตเห็นเลือดที่ชุ่มเท้าของเธอ นักเรียนหญิงหลายคนอุทานออกมาด้วยความตกใจ โจวเหวินเหอเห็นเยว่โจวแล้วรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างยิ่ง แววตาฉายความรำคาญใจแวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหอเยว่ไปอ่อยเยว่โจวท่าไหน ถึงได้พาเขามาเป็นที่พึ่งให้ตัวเองแบบนี้ “งั้นเธอจะพิสูจน์ยังไงล่ะ?” ต่อหน้าเยว่โจว คำพูดของโจวเหวินเหอพยายามแสดงออกถึงความยุติธรรมที่สุด “นักเรียนเยว่โจว ถ้ามีหลักฐาน อาจารย์จะรีบส่งคนคนนั้นไปสถานีตำรวจทันที เพราะจะทำเรื่องร้ายกาจแบบนี้กับเพื่อนนักเรียนด้วยกันได้ยังไง? แต่พวกเธอก็มองไม่เห็นว่าคนคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง และก็ไม่เห็นด้วยว่าตะปูตัวนั้นมันบังเอิญหล่นลงไป หรือมีคนตั้งใจใส่ลงไปจริงๆ” โจวเหวินเหอเหลือบมองคนรอบข้างที่พากันจับจ้องมาไม่หยุด ก่อนจะลดเสียงต่ำลง “เรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ในตอนนี้ เธอเข้าใจใช่ไหม?” นี่เป็นการดึงเยว่โจวขึ้นไปผูกมัดกับเรื่องระดับส่วนรวมแล้ว หากตอนนี้เขาทำเรื่องให้ใหญ่โตเพราะนักเรียนที่ไม่มีความสลักสำคัญคนหนึ่ง คนที่เสียหน้าก็คือโรงเรียนอวิ๋นหลง เยว่โจวไม่มีทางเป็นคนที่ไม่สนใจหน้าตาทางสังคมขนาดนั้นแน่ ยิ่งไปกว่านั้น โจวเหวินเหอยังพูดจามีหลักการและเหตุผล เขาเชื่อว่าเยว่โจวรู้ดีว่าควรเลือกอย่างไร หน้าไหว้หลังหลอกชัดๆ เยว่โจวฟังคำข่มขู่แบบประนีประนอมของโจวเหวินเหอแล้วขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “เยว่โจว” เหอเยว่เรียกเขาไว้ เธอไม่อยากให้เยว่โจวกับลั่วอี้หลานต้องมาขัดแย้งกับโจวเหวินเหอเพราะเธอ เธอจึงดึงแขนเสื้อของเยว่โจวเบาๆ “ฉันเจ็บเท้าจัง” เยว่โจวเม้มปาก ละสายตากลับมา เขาเข้าใจความหมายของเหอเยว่แล้ว จึงช่วยประคองเธอเพื่อจะเดินจากไป พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ทั้งสองคนก็หยุดรอลั่วอี้หลานพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “ลั่วอี้หลาน” ลั่วอี้หลานที่กำลังจะเดินตามไปถูกโจวเหวินเหอเรียกเอาไว้ “อีกเดี๋ยวการแข่งวิ่งหนึ่งร้อยเมตรจะเริ่มแล้ว เธอไปตามหลินเซี่ยหนิงกลับมาหน่อย” “แต่ว่า...” ลั่วอี้หลานมองถุงเท้าสีขาวใต้เท้าของเหอเยว่ที่ตอนนี้ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉานเกือบทั้งหมดด้วยความสงสาร “ลั่วอี้หลาน ต้องเห็นแก่ส่วนรวมหน่อยสิ” ลั่วอี้หลานเพิ่งจะรู้สึกว่า ตลอดสามปีในชั้นมัธยมปลาย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของโจวเหวินเหอ เธอเม้มริมฝีปากแน่นพลางชั่งใจ ก็ได้ยินเยว่โจวพูดขึ้นว่า “ฉันจะพาเธอไปห้องพยาบาลเอง” เมื่อเห็นเหอเยว่ส่งยิ้มมาให้เธอ ลั่วอี้หลานจึงเก็บซ่อนความโกรธในแววตาเอาไว้ แล้วหันไปพูดกับโจวเหวินเหอว่า “ค่ะ ฉันจะไปหาเดี๋ยวนี้แหละ” ในงานกีฬาสีมักจะมีนักเรียนเคล็ดขัดยอกหรือผิวถลอกปอกเปิกอยู่บ่อยครั้ง แถมครั้งนี้ยังเป็นการจัดร่วมกันของสองโรงเรียน ทางผู้ใหญ่จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้จึงแบ่งกลุ่มอาจารย์จากห้องพยาบาลของทั้งสองโรงเรียนให้ไปสแตนด์บายที่สนามกีฬาทั้งหมด วันนี้ในห้องพยาบาลไม่มีคนอยู่ โชคดีที่ประตูไม่ได้ล็อก เยว่โจวผลักประตูเข้าไป พาเหอเยว่ไปนั่งบนเตียง ก่อนจะหันหลังไปหาเบตาดีนและผ้าพันแผล เยว่โจวหยิบของเสร็จก็เดินกลับมานั่งที่ข้างเตียง เขาเอื้อมมือหมายจะจับข้อเท้าของเหอเยว่ แต่เธอเบี่ยงหลบตามสัญชาตญาณ “ฉันทำเองได้” ทว่าเยว่โจวไม่ได้ฟังเธอ ท่าทางสุภาพนุ่มนวลก่อนหน้านี้ถูกเก็บไปจนหมดสิ้น แววตาของเขาดูเย็นชาขณะยกเท้าของเหอเยว่ขึ้นมาวางบนหัวเข่าของตนเองอย่างเบามือ ระยะห่างของคนทั้งสองดูจะมีความรู้สึกคลุมเครือแปลกๆ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นพลันสลายหายไปทันทีเมื่อเยว่โจวเงยหน้าขึ้นมาเห็นหยาดน้ำตาในดวงตาของเหอเยว่ เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของเยว่โจว เหอเยว่ก็รู้สึกขัดเขินเล็กน้อยจึงเอ่ยเสียงเบา “ฉันกลัวเจ็บ” เธอเป็นคนกลัวเจ็บมาก ทุกครั้งที่ถูกเจียงเส้าหมิงทารุณกรรม เธอจะเจ็บจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ใครจะคิดว่าหยาดน้ำตาเหล่านั้นกลับยิ่งทำให้เจียงเส้าหมิงตื่นเต้นมากขึ้น บาดแผลที่ฝากรอยไว้บนร่างกายจึงยิ่งลึกขึ้นตามไปด้วย เยว่โจวเคยคิดว่าคนที่สามารถพูดคำว่าอย่าให้จุดอ่อนของตัวเองมาพันธนาการไว้ได้ น่าจะเป็นคนที่กล้าหาญมาก ตอนนี้ดูท่าว่าเขาจะมองคนตื้นเขินเกินไป “ฉันจะเบามือ เสร็จแล้วค่อยให้คนพาเธอไปโรงพยาบาลฉีดวัคซีนบาดทะยัก” “อืม” เหอเยว่พยักหน้ารับ เยว่โจวพูดขึ้นว่า “ฉันจะดึงแล้วนะ” เหอเยว่หลับตาลงด้วยความลนลาน ทว่าเยว่โจวกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากการจ้องมองเธอเงียบๆ ใบหน้าเล็กๆ ของเหอเยว่บิดเบี้ยวด้วยความกลัว แต่ก็ยังดูออกว่าเธอมีโครงหน้าที่หมดจดงดงาม อันที่จริงเธอไม่ได้น่าเกลียดเลย แถมยังพูดได้ว่ามีกลิ่นอายความงดงามแบบโบราณอยู่หลายส่วน แม้จะไม่สะดุดตาในทันทีแต่ยิ่งมองก็ยิ่งมีเสน่ห์ สายลมโชยพัดปอยผมหน้าม้าของเธอ เยว่โจวยกมือขึ้นดีดหน้าผากเธอเบาๆ ทีหนึ่ง กลางค่ำกลางคืนแอบไปห้องกระจายเสียงเพื่อหลอกเขา แถมยังล่วงรู้ความลับของเขาอีก ความเจ็บปวดที่คาดการณ์ไว้กลับไม่รู้สึก แต่กลายเป็นหน้าผากที่ถูกดีดแทน เหอเยว่นึกไม่ถึงว่าเยว่โจวจะทำแบบนี้ เธอจึงลืมตาขึ้นมองเขาด้วยความมึนงง เบื้องหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาของเยว่โจวที่ขยายใหญ่ขึ้น ในขณะที่หัวใจเต้นรัวแรง ฝ่าเท้าก็พลันเกิดความเจ็บแปลบแล่นขึ้นมา “เห็นไหม ไม่ค่อยเจ็บเท่าไรแล้วใช่ไหม?” เยว่โจวโยนตะปูไปด้านข้างด้วยท่าทางราบเรียบ “จริงด้วย...” ก็เพราะความสนใจของฉันไปอยู่ที่นายหมดแล้วน่ะสิ เยว่โจวประคองเท้าขาวผ่องของเหอเยว่ขึ้นมา ส่วนโค้งของฝ่าเท้าเธอนั้นสวยงามมาก เพียงแต่ตอนนี้บนฝ่าเท้ามีรูเลือดเพิ่มขึ้นมาดูน่ากลัวยิ่งนัก เขาหยิบก้านสำลีชุบยา ค่อยๆ เช็ดบาดแผลให้เหอเยว่อย่างละเอียด ความเจ็บปวดที่ถูกกระตุ้นทำให้เธออดไม่ได้ที่จะหดเท้าหนี แต่กลับถูกเยว่โจวจับไว้แน่น “อย่าขยับ” เหอเยว่กะพริบตาปริบๆ มือขยำผ้าปูเตียงด้านล่าง ยอมปล่อยให้เขาใส่ยาให้อย่างว่าง่าย ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเยว่โจวหัวเราะออกมาเบาๆ “เธอนี่ว่าง่ายกว่าที่ฉันคิดไว้นะ เหอเยว่” “ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?” เยว่โจวโยนก้านสำลีลงถังขยะ “ก็ตอนแรกฉันคิดว่า คนที่กล้าหยิบบัตรของคนอื่นแล้วแอบไปที่ห้องกระจายเสียงตอนกลางดึก น่าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยฟังคนอื่นน่ะสิ” นี่เธอโป๊ะแตกแล้วเหรอเนี่ย?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD