สีหน้าของเหอเยว่ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก แต่เมื่อสบตาอันเฉียบคมของเยว่โจว สมองของเธอก็ตื้อจนคิดคำโกหกไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เมื่อเห็นท่าทางประหม่าของเหอเยว่ เยว่โจวกลับดูผ่อนคลายสบายใจขึ้นมาทันที เขาลากเก้าอี้มาตัวหนึ่งแล้วนั่งลงตรงหน้าเธอ
“ทำไม? กลัวฉันจะถามหรือไงว่าเธอไปที่ห้องกระจายเสียงทำไม”
โดนเขาจี้จุดอีกแล้ว
เหอเยว่เบือนสายตาหนีไม่ยอมมองหน้าเขา เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง ความหมายชัดเจนคือ ต่อให้ตายก็ไม่ยอมปริปากพูด
ทั้งสองคนนั่งเผชิญหน้ากันเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเยว่โจวก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะแกล้งเธอ
จะว่าไปแล้ว ท่าทางที่เธอนั่งกอดขาข้างที่บาดเจ็บอยู่ตอนนี้นั้น ก็ดูน่าสงสารไม่น้อยเลยทีเดียว
“วางใจเถอะ ฉันไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของเธอขนาดนั้น”
เหอเยว่มองเขาด้วยความไม่ไว้ใจ “ถ้าอย่างนั้นนายจะแฉฉันทำไมล่ะ?”
ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้หรือไง?
ความเจ้าเล่ห์ในดวงตาของเยว่โจวเลือนหายไป สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง แม้แต่น้ำเสียงก็เย็นชา
“เธอเองก็กุมความลับของฉันไว้ ฉันก็ต้องกุมความลับของเธอไว้เหมือนกัน ถึงจะสบายใจ”
“นายกำลังขู่ฉันเหรอ?” สีหน้าของเหอเยว่เย็นชาลงทันควัน
อันที่จริงก็ใช่ ถ้าหากคนคนนี้ไม่ใช่เหอเยว่ แต่เป็นคนอื่นในโรงเรียน เขาก็คงต้องใช้ไม้แข็งบังคับให้พวกนั้นเงียบปาก เพื่อไม่ให้คนพวกนั้นแพร่งพรายเรื่องที่เป็นผลเสียต่อตระกูลเยว่
แต่คนตรงหน้าคือเหอเยว่ เด็กสาวที่ดูไม่มีพิษมีภัยอะไรเลยสักนิด
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของเหอเยว่ เยว่โจวก็หัวเราะออกมาพลางเอียงคอเล็กน้อย “ตอนแรกก็กะจะขู่จริงๆ นั่นแหละ แต่รู้สึกว่า...”
เขาลุกขึ้นยืน ก้าวเข้ามาข้างหน้าแล้วก้มตัวลงมองเธอ “เธอเหมือนจะยังพอไว้ใจได้อยู่”
“ทำไมล่ะ?”
“ลางสังหรณ์น่ะ”
ขนตายาวของเหอเยว่สั่นไหวเล็กน้อย เธอมองเยว่โจวยืดตัวขึ้นตรง เอามือล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วเอ่ยกับเธอว่า
“แลกกัน... หนึ่งความลับต่อหนึ่งเงื่อนไข ถ้าวันหลังเธอมีเรื่องอะไรที่อยากให้ฉันช่วยก็มาหาได้ตลอดเวลา แต่ถ้าเธอเอาเรื่องของฉันไปพูดละก็...”
“ฉันก็ไม่เกรงใจที่จะให้เพื่อนของเธอ ย้ายโรงเรียนไปพร้อมกับเธอหรอกนะ”
เหอเยว่เบิกตาโพลงขึ้นมาทันที ผู้ชายที่เพิ่งจะหาทางช่วยชีวิตและปกป้องเธอไว้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนนี้กลับเอาลั่วอี้หลานมาขู่เธอเนี่ยนะ?
เยว่โจวพูดจบก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่เสียงของเหอเยว่ก็ดังไล่หลังมา
“ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าฉันจะพูดออกไปหรอก เพราะพวกเราคงไม่มีเรื่องให้ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”
…
“ฉันจะไปหาเหอเยว่ก่อน”
ลั่วอี้หลานรีบคว้าตัวหลินเซี่ยหนิงกลับมาทันควัน “โจวเหวินเหอกำลังจับตาดูเธออยู่”
ได้ยินดังนั้น หลินเซี่ยหนิงจึงปรายตาไปมองด้านข้าง โจวเหวินเหอยืนตัวตรงราวกับหุ่นยนต์อยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า กำลังจ้องมองพวกเธอผ่านเลนส์แว่นตาที่สะท้อนแสงแดด
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆ” หลินเซี่ยหนิงกัดฟันกรอดทันทีที่เห็นโจวเหวินเหอ
“ไอ้หมอนี่มันหน้าเนื้อใจเสือ ศีลธรรมเสื่อมถอย โลกหมุนกลับด้านไปหมดแล้ว!”
“...”
“หมอนี่มันก็แค่ขี้ควายที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วเอาไปชุบช็อกโกแลตนั่นแหละ ดูภายนอกก็เหมือนจะไม่ต่างอะไรกัน แต่ความจริงแล้วน่ารังเกียจที่สุด”
“...”
“ใช่ไหมล่ะ?” หลินเซี่ยหนิงหันไปหาลั่วอี้หลาน ทำไมยัยนี่ไม่ช่วยรับมุกเลยล่ะ “เธอมองอะไรอยู่เนี่ย?”
“มองยัยนั่นน่ะ” ลั่วอี้หลานใช้คางบุ้ยไปทางที่อยู่ไม่ไกลนัก
บนผืนหญ้าใต้ร่มไม้ มีคนกำลังกางร่มคันเล็กให้เด็กสาวท่าทางสูงศักดิ์คนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนกอดอกจ้องมองมาทางพวกเธอ โดยมีลูกสมุนตัวน้อยคอยถือพัดลมพกพาให้ความเย็นอยู่ข้างๆ
“รังสีอำมหิตแผ่ซ่านเลยแฮะ”
เมื่อได้ข้อสรุป หลินเซี่ยหนิงและลั่วอี้หลานก็กอดอกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเซนส์ของผู้หญิงหรือเปล่า แต่เผยซินรู้สึกว่ายิ่งมองยัยผู้หญิงตัวสูงคนนั้นก็ยิ่งขัดตา เธอเหลือบมองเด็กสาวที่กางร่มให้
“วิ่งร้อยเมตร เธอคงไม่แพ้ใช่ไหม?”
ภายใต้แสงแดดอันแผดเผา รอยยิ้มของเผยซินกลับทำให้คนรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาได้ วังหมิ่นพยักหน้า “ฉันเป็นนักกีฬาโรงเรียนนะ จะแพ้ได้ยังไง”
เผยซินถึงได้พึงพอใจขึ้นมา “อันซูก็ไม่รู้คิดอะไรอยู่ ถึงได้เลือกนาฬิกาคู่รักมาเป็นของรางวัลสำหรับแชมป์วิ่งระยะสั้น”
เธอหันไปมองวังหมิ่นด้วยสีหน้าเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง “พอได้นาฬิกามาแล้ว รีบเอามาให้ฉันทันทีเลยนะ”
เพราะอย่างไรเสีย จูหวยหนิงก็ต้องได้แชมป์วิ่งร้อยเมตรชายอยู่แล้ว นาฬิกาเรือนนั้นจะต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน
สายตาของผู้เหนือกว่าที่มองลงมาอย่างโจ่งแจ้ง... วังหมิ่นไม่ได้รู้สึกโกรธเลยสักนิด เธอรีบกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า แล้วส่งรอยยิ้มประจบประแจงกลับไป
“ได้สิ”
สายตาของเธอเหลือบไปมองหลินเซี่ยหนิง ความจริงแล้วโค้ชเคยเตือนเธอตั้งนานแล้วว่าหลินเซี่ยหนิงเป็นคู่แข่งที่รับมือยาก
จะชนะได้จริงเหรอ? วังหมิ่นเลียริมฝีปากด้วยความไม่มั่นใจ
“วิ่งร้อยเมตรหญิง เตรียมตัว”
เสียงประกาศจากห้องกระจายเสียงดังขึ้น ผู้ประกาศที่กำลังอ่านข้อความให้กำลังใจทีละข้อความแทบไม่มีเวลาหายใจ
ลั่วอี้หลานเดินไปส่งหลินเซี่ยหนิงที่จุดสตาร์ต ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงใครบางคนที่กำลังพุ่งเข้ามา
ลั่วอี้หลานจึงถอยหลังหนึ่งก้าวทันที และสลับตำแหน่งซ้ายขวากับหลินเซี่ยหนิง แต่วินาทีต่อมาเธอก็โดนชนจนล้มลงไปกองกับพื้น
“ยัยลั่ว!”
วังหมิ่นปรายตามองลั่วอี้หลานที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“ขอโทษที”
“โตขนาดนี้แล้ว ยังเล่นสกปรกเป็นเด็กๆ อีกเหรอ?”
ลั่วอี้หลานลุกขึ้นมาจากพื้น ปัดฝุ่นที่มือพลางเรียกวังหมิ่นเอาไว้
เมื่อทั้งสองคนยืนประจันหน้ากัน วังหมิ่นก็ทำให้ลั่วอี้หลานดูตัวเล็กกระจิริดไปเลย
แต่ลั่วอี้หลานไม่ได้โมโห เธอเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก
“เธอรู้ไหม? ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มผลักคนเมื่อกี้ การแข่งครั้งนี้เธอแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้วล่ะ”
การที่คิดจะกำจัดหลินเซี่ยหนิงนอกสนาม นั่นก็แสดงว่าวังหมิ่นไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะชนะ และสิ่งที่ลั่วอี้หลานต้องทำก็คือ การโจมตีครั้งสุดท้ายลงบนจิตใจอันเปราะบางของยัยนั่น
คำพูดนี้ทำให้นัยน์ตาของวังหมิ่นหดตัวลง เม้มปากแน่น มองดูเด็กสาวสองคนตรงหน้าที่ต่างพร้อมใจกันส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยมาให้เธอ
…
มิน่าล่ะ ลั่วอี้หลานถึงได้เอาแต่บอกว่าเยว่โจวเป็นหมาจิ้งจอก แถมตอนสอบยังออมมือให้อีก ที่แท้เขาก็ฉลาดเป็นกรดขนาดนี้
ฉลาดจนถึงขั้นที่ว่า แค่บทสนทนาไม่กี่ประโยคในคืนที่มืดมิด เขาก็สามารถจำเธอได้แล้ว
เหอเยว่คิดพลางล้มตัวลงนอนบนเตียงผู้ป่วย ความสนใจถูกดึงดูดไปอย่างรวดเร็ว สมกับเป็นโรงเรียนฮุ่ยหลินจริงๆ เตียงคนไข้ของพวกคนรวยนี่มันทั้งนุ่มทั้งสบายขนาดนี้เลยเหรอ
วันนี้เหมือนเพิ่งผ่านศึกหนักมาทั้งวัน เหอเยว่นึกถึงคำพูดของเยว่โจวแล้วก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
“เพล้ง!”
คล้ายกับมีเสียงขวดแก้วแตกละเอียด เหอเยว่ขมวดคิ้วขณะพลิกตัว เธอย่นจมูกเหมือนได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกเตะจมูก
ในขณะที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องแหลมสูงของเด็กสาวดังมาจากหน้าห้องพยาบาล เหอเยว่ถึงได้สะดุ้งตื่นจากความฝันทันที
เหอเยว่มองไปตามทิศทางของเสียงกรีดร้อง ประตูห้องพยาบาลเปิดอ้ากว้างตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แล้วชายเสื้อสะบัดพลิ้วก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว
ใครกันน่ะ?
เหอเยว่รีบลุกขึ้นนั่งเพื่อหาดูรองเท้า พอก้มหน้าลงมอง ถึงได้พบว่าบนพื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำ “แอลกอฮอล์เหรอ?”
เมื่อมองดูขวดแอลกอฮอล์เปล่าที่ล้มกลิ้งอยู่บนพื้นไม่ได้มีแค่ขวดเดียว มันชัดเจนมากว่าแอลกอฮอล์พวกนี้ไม่ได้หกเลอะเทอะเพราะอุบัติเหตุแน่ๆ!
มีคนคิดจะเล่นงานเธอ!
เริ่มจากฝังตะปูไว้ในรองเท้า เพื่อล่อให้เธอมาอยู่ที่ห้องพยาบาลที่ตอนนี้ไม่มีคนอยู่ แล้วยังจะจัดฉากอุบัติเหตุให้อีกเหรอ?
เหอเยว่รีบใส่รองเท้า แต่เท้าข้างที่บาดเจ็บซึ่งพันผ้าก๊อซไว้หนาเตอะยัดยังไงก็ยัดไม่เข้า เธอเลยกัดฟันย่ำเท้าลงบนพื้นดิบๆ เลย
แอลกอฮอล์พวกนี้คงไม่ได้กะจะให้ฉันลื่นล้มหัวฟาดพื้นตายหรอก คิดดูแล้วคงกะจะจุดไฟเผาแน่ๆ เพียงแต่มีคนมาเห็นเข้าเสียก่อนเลยลงมือไม่ทัน
ถ้าอย่างนั้น เสียงผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนวางเพลิง หรือเป็นคนที่ตั้งใจจะมาช่วยฉันกันแน่ล่ะ?
เหอเยว่เอนเอียงไปทางข้อหลังมากกว่า เธอเดินกะเผลกตามออกไปนอกประตู สมองคัดกรองรายชื่อผู้ต้องสงสัยไปทีละคน
โจวเหวินเหอเหรอ?
แต่เขาจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นมาจุดไฟเผาในโรงเรียนฮุ่ยหลินเลยเหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้น วิธีที่เขาจะเล่นงานเธอก็มีตั้งเยอะแยะ! ไม่จำเป็นต้องเดินเกมเสี่ยงขนาดนี้เลยสักนิด
แล้วจะเป็นใครไปได้อีกนะ?
เหอเยว่ยืนอยู่ใต้ผืนฟ้า ถึงได้ตระหนักว่าตอนนี้ใกล้จะพลบค่ำแล้ว แสงยามเย็นทอดเงาของตึกเรียนจนยาวเหยียด ตกลงมาแทบเท้าของเธอ
เวลานี้เหอเยว่ไม่มีกะจิตกะใจจะเชยชมความงามของพระอาทิตย์ตกดินเลยสักนิด ในใจของเธอเอาแต่ไล่ตามเงาดำปริศนาไปข้างหน้า จนกระทั่งวิ่งไล่ตามจากฝั่งฮุ่ยหลินมาถึงฝั่งอวิ๋นหลง
เท้าข้างที่บาดเจ็บเหยียบลงบนพื้นดินที่ขรุขระ บาดแผลฉีกขาดซ้ำสอง จนแทบจะฉกรรจ์ยิ่งกว่าเดิม
ตลอดทางที่วิ่งไปทิ้งรอยเลือดเป็นจุดๆ ซ่อนตัวอยู่ภายใต้แสงสลัวของท้องฟ้ายามโพล้เพล้