เมื่อเห็นแสงสายัณห์สาดส่องทั่วท้องฟ้า เยว่โจวก็เดินตรงไปยังประตูโรงเรียน ได้เวลากลับบ้านของเขาแล้ว
พอมายืนอยู่ตรงทางแยก เยว่โจวเหลือบมองถนนสายเล็ก ๆ ทางซ้ายมือ ปลายทางของมันคือห้องพยาบาล เขาชะงักไปเพียงครู่ ก่อนจะก้าวเดินไปยังประตูโรงเรียน
การที่เขาช่วยเธอไว้ครั้งหนึ่งก็นับว่าดีมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัวไปก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นอีก
แต่ยิ่งคิดแบบนั้น ในสมองกลับยิ่งปรากฏภาพแววตาของเหอเยว่ที่มองมายังเขาเมื่อครู่นี้เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
มันเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ความผิดหวัง และความโศกเศร้า ดวงตาที่คลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตานั่น ดูราวกับลูกแมวไม่มีผิด
เยว่โจวหยุดก้าวเดินกะทันหัน เขาหลับตาลงพลางบอกกับตัวเองว่า “แค่แอบดูเธอสักแวบเดียวก็พอ” ถ้าไม่มีอะไรเขาจะรีบไปทันที
…
ข้างหน้านั่นคือตึกเรียนของอวิ๋นหลงแล้ว!
เงาดำนั้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย นอกจากตึกเรียนด้านหน้าแล้ว บริเวณโดยรอบก็ไม่มีที่ไหนให้หลบซ่อนได้เลย
เหอเยว่หยุดฝีเท้าลง เธอไม่กล้าผ่อนแรงเลยตลอดทาง ตอนนี้วิ่งตามจนแทบหมดแรง น่องขาก็เริ่มจะเป็นตะคริวอยู่รอมร่อ
เธอหยุดพักหายใจเพียงชั่วครู่ และกำลังจะออกวิ่งไล่ตามต่อ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นห้องเรียนว่างเปล่าห้องหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ... ห้องนั้นเปิดไฟอยู่เหรอ?
เหอเยว่กำลังนึกแปลกใจ ทันใดนั้น ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก็ยื่นพ้นหน้าต่างออกมาครึ่งตัว เส้นผมสีดำฟูกระเซิงหลุดลุ่ย ดูราวกับผีร้ายที่คลานขึ้นมาจากนรกเพื่อทวงชีวิต
เห็นได้ชัดเลยว่าผู้หญิงคนนั้นก็เห็นเหอเยว่เช่นกัน เธอยิ้มให้เหอเยว่ ก่อนที่เสียงหัวเราะจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง
“หวังซิ่วหย่า! ทำแบบนั้นมันอันตรายนะ! รีบกลับเข้าไป!”
ยามโพล้เพล้แสงสว่างเริ่มเลือนราง ไฟถนนก็ยังไม่ถึงเวลาเปิด เหอเยว่พยายามอย่างสุดความสามารถจนจำได้ว่านั่นคือใบหน้าของหวังซิ่วหย่า
แต่เวลานี้เธอไม่มีเวลามานั่งคิดหาเหตุผลหรอกว่าหวังซิ่วหย่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทำได้เพียงร้องตะโกนห้ามปรามให้เธอรีบกลับเข้าไปข้างในหน้าต่าง
แต่หวังซิ่วหย่ากลับอ้าแขนออก ราวกับต้องการจะโอบกอดเธอจากที่สูง
“หวังซิ่วหย่า เธอรีบ...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเหอเยว่ หวังซิ่วหย่าก็หัวเราะลั่นพลางพูดแทรกขึ้นมา “ไม่ใช่โจว...”
“เหอเยว่!” น้ำเสียงใสกังวานตะโกนฝ่าความมืดมิดของยามสนธยา
เหอเยว่หันกลับไปมอง เยว่โจวที่กำลังวิ่งหน้าตั้งเข้ามามีแสงสายัณห์หลากสีสันโอบล้อมอยู่ด้านหลัง
“เยว่โจว? นายมาได้ยังไง...”
เยว่โจวปรายสายตาขึ้นไปมองด้านบนแวบหนึ่ง ก่อนจะคว้าข้อมือของเหอเยว่ทันที ดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก ใช้แผ่นอกของเขาบดบังทัศนียภาพทั้งหมดของเธอไว้
และในความมืดมิดนั้น สิ่งที่ผ่านเข้าสู่โสตประสาทของเหอเยว่นอกจากเสียงหัวใจเยว่โจวแล้ว ยังมีเสียงของหนักร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างรุนแรง
“ตุ้บ!”
เหอเยว่สัมผัสได้ถึงร่างกายที่สั่นเทาและฝ่ามือที่เย็นลงทันตาของเยว่โจว วินาทีต่อมา น้ำตาของเธอก็รินไหลซึมหางตา
“ผู้หญิงคนนั้น... ตกลงมาแล้วใช่ไหม?”
เธอพยายามจะหันไปดู แต่ถูกเยว่โจวกดหัวไว้ในอ้อมกอดอย่างแน่นหนา เธอรู้คำตอบแล้ว
“อย่าหันไปมอง” เยว่โจวพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบเป็นปกติ
แม้จะใกล้ค่ำ และเขาเองก็มองเห็นสภาพอันน่าสยดสยองของหวังซิ่วหย่าได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ภาพเบลอ ๆ ตรงหน้านี่แหละที่ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาชัดเจนขึ้น
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวลอยู่ตรงปลายจมูก มันเหม็นรุนแรงจนเขาต้องขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้ที่นี่อันตรายมาก เยว่โจวเอามือปิดตาของเหอเยว่เอาไว้ แล้วอ้อมไปอยู่ด้านหลังของเธอ เพื่อไม่ให้เธอเห็นศพของหวังซิ่วหย่า
“เธอเดินไปข้างหน้า ไปตามคนมาแจ้งความ”
“แล้วนายล่ะ?” เยว่โจวมองไม่เห็น ทำได้เพียงอาศัยความรู้สึกช่วยเช็ดน้ำตาที่หางตาให้เธอ
“ฉันจะเฝ้าอยู่ตรงนี้ รอเธอกลับมารับฉัน”
“หืม?”
“มีแค่เธอเท่านั้นที่จะช่วยเก็บความลับให้ฉัน”
เยว่โจวเอ่ยล้อเล่นเพื่อปลอบใจเหอเยว่ “เธอกุมความลับฉันอยู่นี่”
…
“นี่! คืนให้!” หลินเซี่ยหนิงโยนนาฬิกาคู่รักออกไป ทว่ามันกลับลอยไปกระแทกหางคิ้วของจูหวยหนิงเข้าอย่างจัง
แย่ล่ะ... มือหนักไปหน่อย... เธอยิ้มเจื่อนอย่างกระอักกระอ่วนพลางโบกมือปฏิเสธ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ”
อันซูรีบก้มลงเก็บนาฬิกาขึ้นมาจากพื้นด้วยความเสียดาย
“เธอช่วยอ่อนโยนหน่อยสิ นาฬิกานี่แพงมากนะ! แล้วคนคนนี้ก็แพงมากด้วย”
นาฬิกาเรือนนี้พ่อของเขาตั้งใจสั่งทำพิเศษมาจากอังกฤษเพื่อเป็นนาฬิกาคู่รัก เดิมทีจะเอามาเซอไพรส์แม่ของเขาแท้ ๆ แต่ถูกเขาหยิบมาช่วยพี่ชายจีบสาว
ตอนนี้ร่วงกระแทกพื้น คนที่ปวดใจที่สุดก็คือเขานี่แหละ
เอ่อ... หรือไม่ก็อาจจะเป็นพ่อของเขาเอง
“คำว่าคืนให้หมายความว่ายังไง?” จูหวยหนิงหน้าดำคร่ำเครียด ตัวเรือนนาฬิกาทำจากเปลือกหอยมุก คำเดียวสั้น ๆ เลยคือแข็งโป๊ก!
“ฉันได้ยินมาหมดแล้ว รางวัลพวกนี้พวกนายเป็นคนจัดฉากขึ้นมาทั้งนั้น!” หลินเซี่ยหนิงชูกำปั้นขึ้นมา “อย่าคิดว่าตัวเองหล่อแล้วจะทำอนาจารยังไงก็ได้นะ!”
“อนาจารอะไรกัน!” อันซูยืดอกขึ้น ยอมรับความผิดไว้ที่ตัวเองทั้งหมด
“นี่เธอคิดว่ามันเป็นแค่นาฬิกาธรรมดา ๆ งั้นเหรอ? นี่มันด้ายแดงที่ผู้เฒ่าจันทราผูกไว้ให้ต่างหากล่ะ! ศรรักจากกามเทพเลยนะ!”
“ที่แท้ก็นายนี่เอง!”
หลินเซี่ยหนิงกระชากคอเสื้อของอันซูทันที จูหวยหนิงรีบจับมือเธอไว้ “เธออย่าแตะต้องเขา”
“อาหนิง” ลั่วอี้หลานก็เข้ามาช่วยห้ามทัพด้วย “อย่าหาเรื่องเลย ไม่เห็นเหรอว่าตรงนี้มีกล้องวงจรปิดน่ะ?”
“พี่หนิง~” อันซูลากเสียงยาวฟังดูน่าสงสารและหดหู่เป็นที่สุด เขาอุตส่าห์เสียเงิน เสียแรง เสียสมอง แต่ว่าที่พี่สะใภ้คนนี้กลับคิดจะลงไม้ลงมือกับเขาซะงั้น
“อาหนิง ช่างเถอะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพวกเราต้องมานั่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลอีกนะ” ลั่วอี้หลานกระซิบเสียงเบา
“ฉันดูเหมือนคนที่จะให้ผู้หญิงจ่ายเงินให้งั้นเหรอ?” อันซูแสดงความไม่เข้าใจต่อคำพูดของลั่วอี้หลาน ก่อนจะโดนจูหวยหนิงเขกหัวเข้าให้เบา ๆ “หุบปากหน่อยได้ไหม?”
“นี่ผมพูดมากเหรอ? ผมแค่อยากให้พวกเธอรู้ถึงความเป็นสุภาพบุรุษของผมต่างหาก!”
พูดถึงตรงนี้ อันซูกลับรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาซะอย่างนั้น หลินเซี่ยหนิงหลับตาลง ก่อนจะสะบัดมือของลั่วอี้หลานออก
“สรุปพวกนายสองคนจะไม่เลิกตอแยฉันใช่ไหม?”
“บอกแล้วไง ว่านี่คือกามเทพ... โอ๊ย! พี่หนิง ยัยนี่ต่อยผม!”
หมัดนี้ไม่ใช่เล่น ๆ คนที่ยืนมุงดูเรื่องสนุกอยู่ด้านหลังต่างพากันกรูเข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่
หลินเซี่ยหนิงหักกระดูกนิ้วพลางหมุนคอไปมา เธอไม่เชื่อหรอกว่าพวกคุณชายโรงเรียนฮุ่ยหลินพวกนี้จะเป็นคู่ต่อสู้ของเธอได้
“อาหนิง! อย่าตีกันเลย! อาหนิง!”
ลั่วอี้หลานตะโกนร้อง แต่เธอกลับถูกเบียดกระเด็นออกมานอกวง เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร จึงทำได้เพียงรีบวิ่งไปหาคนมาช่วย
ภายในห้องควบคุมกล้องวงจรปิดอันเงียบสงบ มีเพียงเสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่
จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเหยาะ ๆ มาจากด้านนอก จึงรีบยัดนิตยสารเข้าไปใต้ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยความลนลาน
แต่ปกนิตยสารยังคงโผล่ออกมาให้เห็นเรียวขาสวยเนียนดูมีพิรุธสุด ๆ ลั่วอี้หลานเกาะขอบประตู หายใจหอบถี่จนแทบไม่ทัน
“คุณลุงคะ ข้างนอกตีกันใหญ่แล้วค่ะ”
รปภ.ทำใจดีสู้เสือขยับถ้วยมาม่ามาบัง... เขาแค่ละสายตาจากหน้าจอมอนิเตอร์ไปแป๊บเดียวเองนะ...
“เธอรีบนำทางฉันไปเร็ว!”
“ค่ะ” ลั่วอี้หลานรีบพารปภ.กลับมาทันที
คนที่ยืนล้อมเป็นกำแพงเมื่อครู่นี้ จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้คนเข้ามามุงดูมากขึ้นเท่านั้น เป็นเพียงการข่มขู่ด้วยจำนวนคน ดูน่าเกรงขามแต่แท้จริงเป็นแค่เสือกระดาษ
แต่หากมองจากด้านนอก การตะลุมบอนครั้งนี้ดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่ไม่น้อย รปภ.ถึงกับเหงื่อตกด้วยความตกใจทันที
หลินเซี่ยหนิงเหลือบเห็นลั่วอี้หลานพารปภ.มาแล้ว เธอมือหนึ่งคว้าคอเสื้อของอันซูไว้ พลางกระซิบเสียงเบา “มาแล้ว”
จูหวยหนิงก็เห็นแล้วเช่นกัน จึงกดเสียงต่ำเตือน “เธอเบามือหน่อยนะ”
อันซูทำหน้าเศร้าสร้อย “พี่หนิง... ต้องจดจำการเสียสละของผมไว้ด้วยนะ”
อันซูเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก ยื่นหน้าเข้าไปใต้ฝ่ามือของหลินเซี่ยหนิง ท่าทางว่านอนสอนง่ายจนเธอลงมือไม่ลง
“นายทนหน่อยนะ เดี๋ยวเสร็จแล้วค่อยเอาคืน”
“ห้ามต่อยตีกันนะ! พวกเธอหยุดเดี๋ยวนี้!”
“ช่วยผมด้วย!” อันซูร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ก่อนจะสะบัดหลุดจากหลินเซี่ยหนิง วิ่งหน้าตั้งไปหลบหลังรปภ.แล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย้ยหยันทันควัน
“เธอลองเข้ามาสิ?”
รปภ.สั่งให้หยุดอย่างเร่งด่วน ทว่ายังคงไม่มีใครสนใจเขา ซ้ำร้ายยังลากเขาเข้าไปพัวพันในวงล้อมด้วย เขาทั้งบริสุทธิ์และอ่อนแอ
“ฉันไม่ได้อยากมีส่วนร่วมด้วยเลยนะ”
“งั้นคุณลุงมาช่วยตัดสินสิ” อันซูจับเขาไว้แน่น ความหมายคือไม่ยอมปล่อยให้เขาไปไหนเด็ดขาด
ขณะที่ทางนี้กำลังพิพาทกันอยู่ หลินเซี่ยหนิงก็ส่งสายตาไปให้ลั่วอี้หลานที่อยู่นอกวงล้อม ลั่วอี้หลานรับรู้ความหมาย หมุนตัววิ่งกลับไปยังห้องควบคุมกล้องวงจรปิดอีกครั้ง
ภายในห้องควบคุมกล้องวงจรปิดอันกว้างขวาง ลั่วอี้หลานมองแผงควบคุมตรงหน้า
เธอพิจารณาปุ่มกดไม่กี่ปุ่ม ไม่นานนักหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ก็ปรากฏภาพภาพหนึ่งขึ้นมา มันคือภาพเหตุการณ์ตอนที่เกิดการปะทะกันตรงจุดลงทะเบียนเมื่อตอนบ่าย
ลั่วอี้หลานคอยเงี่ยหูฟังว่ามีเสียงฝีเท้าตรงประตูบ้างไหม พลางกวาดสายตามองหาเงาร่างของเหอเยว่ในจอมอนิเตอร์
“แป้ก” เธอกดปุ่มหยุดภาพชั่วคราว และพบร่างของเหอเยว่ที่ล้มลงได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็คือ ชายหนุ่มที่สวมหมวกบักเก็ตที่อยู่ด้านหลังของเหอเยว่
เขาไม่ได้เก็บรองเท้าของเหอเยว่ได้ด้วยความบังเอิญแน่ ๆ เพราะนับตั้งแต่เหอเยว่ก้าวเข้ามาในกล้อง ผู้ชายที่สวมหมวกบักเก็ตคนนี้ก็รักษาระยะห่างกับเหอเยว่มาโดยตลอด
เขากำลังสะกดรอยตามเธออยู่!
สมองของลั่วอี้หลานครุ่นคิดด้วยความเร็วสูง แต่เธอก็จำใบหน้าของคนคนนี้ไม่ได้จริง ๆ เธอรู้สึกหงุดหงิดใจจึงรีบกดเลื่อนแถบความคืบหน้าไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว
ไม่นานก็เห็นว่าชายสวมหมวกบักเก็ตอาศัยช่วงชุลมุนเก็บรองเท้าของเหอเยว่ขึ้นมา จากนั้นก็รีบเดินตามฝูงชนออกไปนอกรัศมีของกล้อง
ถัดจากนั้นไปก็เป็นมุมอับสายตาของกล้องวงจรปิด มองไม่เห็นอะไรอีกเลย
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องดูต่อแล้ว การที่เขาไม่คืนรองเท้าให้ทันที แสดงว่าต้องอาศัยจังหวะนั้นทำอะไรบางอย่างกับรองเท้าแน่ ๆ
ตะปูตัวนั้นต้องเป็นฝีมือของเขาที่ใส่เข้าไปชัวร์!
ผู้ชายคนนี้คือใครกันแน่? เขาต้องการจะทำอะไร? ทำไมต้องเจาะจงเล่นงานเหอเยว่ด้วย?
ในใจของลั่วอี้หลานสับสนปั่นป่วนไปหมด ช่วงเวลานี้เธอยังคิดหาคำตอบไม่ได้ ดูท่าเรื่องนี้คงต้องไปถามเหอเยว่ก่อน
จริงสิ ตอนนี้เหอเยว่เหมือนจะอยู่ห้องพยาบาลคนเดียวเลยนี่นา!
ขณะที่ลั่วอี้หลานตระหนักได้ว่าเหอเยว่อาจจะกำลังตกอยู่ในอันตราย และต้องการจะรีบปิดกล้องวงจรปิดเพื่อไปหาเธอที่ห้องพยาบาล
ประตูกลับถูกผลักออกจนเกิดเสียงดังขึ้นมาก่อน ทำให้เธอสะดุ้งโหยงโดยไม่รู้ตัว
“จับได้แล้วนะ ลั่วอี้หลาน”