บทที่ 30 เผชิญหน้า

1973 Words
เงาร่างที่ยืนย้อนแสงทำให้ทุกอย่างดูพร่าเลือน แต่เสียงนี้กลับคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง ลั่วอี้หลานถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ ข้อศอกของเธอไปปัดโดนถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีควันฉุยอยู่ข้าง ๆ จนคว่ำ นิตยสารที่ถูกทับอยู่ด้านล่างถูกน้ำมันซึมเข้าไปทันที น้ำซุปที่กระเด็นลงมาเลอะรองเท้าและถุงเท้าสีขาวของเธอ แต่เธอไม่ก้าวหลบ สายตาเอาแต่จับจ้องไปยังผู้ที่เดินเข้ามาอย่างไม่วางตา โจวเหวินเหอเดินเข้ามา เขากวาดสายตามองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนไม่ใส่ใจ ลั่วอี้หลานนึกโล่งใจที่เมื่อครู่เธอเพิ่งปิดระบบกล้องวงจรปิดไป บนหน้าจอจึงไม่มีอะไรปรากฏอยู่ "เธอมาทำอะไรที่นี่?" ลั่วอี้หลานละสายตาไปทางอื่น "ฉันทำของหายน่ะค่ะ เลยอยากให้ลุงยามช่วยหาให้ แต่พอมาถึงก็พบว่าเขาไม่อยู่ ตอนนี้ฉันกำลังจะไปแล้วค่ะ" โกหก โจวเหวินเหอมองทะลุคำโกหกของเธอได้ในปราดเดียว เขาส่งเสียงเหอะในลำคอเบา ๆ สายตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "ของอะไรหาย?" โจวเหวินเหอขยับเข้าไปใกล้เธอแล้วถามซ้ำ ความลำเอียงของโจวเหวินเหอในวันนี้ ทำให้ลั่วอี้หลานหมดสิ้นความเคารพยำเกรงในฐานะลูกศิษย์ที่มีต่ออาจารย์ไปแล้ว เธอรู้ดีว่าตัวตนที่แท้จริงของโจวเหวินเหอไม่มีทางธรรมดา ดังนั้นเธอจึงไม่อยากเสียเวลากับเขาอีก "ไม่มีอะไรค่ะ" เธอหันหลังเตรียมจะเดินจากไป แต่กลับถูกโจวเหวินเหอกระชากกลับมาอย่างแรง จนข้อมือขึ้นรอยแดงอย่างรวดเร็ว ลั่วอี้หลานเงยหน้ามองเขาอย่างไม่ยากจะเชื่อสายตา "อาจารย์โจว?" "เธอน่าจะรู้ใช่ไหมว่าสิ่งสำคัญที่สุดของคนเป็นนักเรียนคืออะไร?" ลั่วอี้หลานไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร เธอได้แต่ใช้ดวงตาดอกท้อที่สวยงามคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปที่เขา "มันคือการตั้งใจเรียน" โจวเหวินเหอเดินไปที่หน้าจอมอนิเตอร์กล้องวงจรปิด มองดูหน้าจอจำนวนนับไม่ถ้วนพร้อมกับเตือนขึ้น "ลั่วอี้หลาน ถ้าอยากจะเรียนจบไปดี ๆ ละก็ อย่าทำอะไรโง่ ๆ อีก" "เหอะ" ลั่วอี้หลานมองรอยแดงที่โจวเหวินเหอทิ้งไว้บนตัวเธอ พลางแค่นหัวเราะและคาดคั้น "คุณก็ทำแบบนี้กับเหอเยว่เหมือนกันใช่ไหมคะ?" โจวเหวินเหอมองลั่วอี้หลานแล้วคิดในใจว่า ช่างเป็นคนประเภทเดียวกันจริง ๆ เหอเยว่ก็ดื้อ ลั่วอี้หลานก็ดื้อ ส่วนไอ้คนด้านนอกที่ตั้งใจสร้างสถานการณ์ทะเลาะวิวาทนั่นก็ดื้อเหมือนกันไม่มีผิด "คุณไม่เพียงแต่ขู่เธอ แต่คุณเคยลงไม้ลงมือตบตีเธอด้วยใช่ไหม!" เพราะอย่างนี้เองสินะ คืนนั้นเหอเยว่ถึงได้ซ่อนมือไว้ข้างหลังไม่ยอมให้เธอเห็น! ลั่วอี้หลานรู้สึกแสบจมูกด้วยความจุกอก เธอปวดใจแทนเหอเยว่เหลือเกิน ทำไมเธอถึงไม่ยอมพูดอะไรเลยล่ะ? โจวเหวินเหอยิ้มพลางปรบมือให้ลั่วอี้หลาน "สมกับเป็นเธอจริง ๆ ฉลาดมาก" เมื่อเห็นโจวเหวินเหอยอมรับออกมาอย่างหน้าตาเฉย ลั่วอี้หลานก็ยิ่งโกรธจนกัดฟันกรอด คนเรามันจะไร้ยางอายได้ขนาดนี้เชียวหรือ? "โกรธเหรอ? แต่แล้วยังไงล่ะ? เธอเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่ง นักเรียนจะไปสู้กับอาจารย์ได้ยังไง?" เขาหันหลังให้ลั่วอี้หลาน แล้วดึงภาพจากกล้องวงจรปิดช่วงที่รองเท้าของเหอเยว่ถูกเก็บไปขึ้นมา "คุณจะทำอะไรน่ะ?" ลั่วอี้หลานยื่นมือไปหมายจะแย่งเมาส์ แต่กลับถูกโจวเหวินเหอผลักออกไปอย่างแรง ความโกรธของเขาผุดขึ้นมาเพียงวินาทีเดียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจอมปลอมที่มุมปาก น้ำเสียงคล้ายกำลังเจรจา "ถ้ายังไม่รีบไป หลินเซี่ยหนิงจะถูกครูใหญ่จับได้ข้อหาทะเลาะวิวาท และโดนลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรงนะ" ลั่วอี้หลานมองไปที่หน้าจอกล้องวงจรปิด หากเธอเดินออกไปตอนนี้หลักฐานก็จะหายไปทันที เธอไม่ยินยอมเลยจริง ๆ "ลั่วอี้หลาน เธอบอกว่าไม่ได้เจอเหอเยว่นานแล้วใช่ไหม แล้วตอนนี้เพื่อนเธออยู่ที่ไหนล่ะ?" เหอเยว่... หัวใจของลั่วอี้หลานกระตุกวูบด้วยความตกใจ ภาพจากกล้องวงจรปิดช่วงนั้นไม่ได้บันทึกหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันไว้ ลั่วอี้หลานจึงถูกบังคับให้ต้องเลือก เธอหันหลังแล้ววิ่งออกจากห้องควบคุมกล้องวงจรปิดทันทีโดยไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว ในที่สุดเธอก็วิ่งมาถึงก่อนที่ครูใหญ่ทั้งสองท่านจะมาถึง ท่ามกลางแสงสุดท้ายของยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้า เธอตะโกนขึ้น "อาหนิง หนีเร็ว!" "จบแล้วเหรอ?" อันซูที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนกโผล่หัวออกมาถาม ทุกคนรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที ก่อนจะก้มศีรษะคำนับให้ลุงยามที่โดนล้อมอยู่ตรงกลางอย่างนอบน้อม "พวกเราขอโทษครับ/ค่ะ!" "พวกเธอ... พวกเธอหมายความว่ายังไง?" ลุงยามงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกกับการปั่นหัวของเด็กกลุ่มนี้ "การทะเลาะวิวาทมันต้องโดนทำโทษนะ! พวกเธอจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้!" จูหวยหนิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะคว้ามือของหลินเซี่ยหนิงมาจับไว้และประสานนิ้วโชว์ให้ลุงยามดู "พวกเราแค่ล้อเล่นกันเฉย ๆ น่ะครับ" พูดจบ เขาก็ดึงมือหลินเซี่ยหนิงให้หันหลังวิ่งหนีไปทันที ลุงยามได้สติก็วิ่งตามพร้อมตะโกนไล่หลัง "นี่! รักในวัยเรียนก็ไม่ได้เหมือนกันนะ!" สิ้นเสียงนั้น พลันมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแว่วมาจากภายในโรงเรียนอวิ๋นหลงที่ถูกปกคลุมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ "เกิดอะไรขึ้นน่ะ?" ทุกคนต่างชะงักฝีเท้า หลินเซี่ยหนิงหันกลับไปมอง อาคารเรียนที่ถูกต้นไม้ใหญ่บดบังเห็นเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลอบอุ่นริบหรี่อยู่รำไรจากตึกสูง "ตอนนี้นักเรียนอวิ๋นหลงยังเรียนหนังสือกันอยู่อีกเหรอ?" อันซูไม่เข้าใจความบ้าเรียนของนักเรียนอวิ๋นหลงเอาเสียเลย หลินเซี่ยหนิงขมวดคิ้ว "ไม่น่าจะใช่นะ..." นักเรียนอวิ๋นหลงก็เป็นคนนะไม่ใช่หุ่นยนต์ เวลานี้จะยังมีใครอยู่อีก? แถมการเรียนหนังสือก็ไม่น่าจะทำให้เกิดเสียงดังขนาดนี้ด้วย ลั่วอี้หลานที่วิ่งตามมาเร่งเร้า "รีบไปเถอะ ครูใหญ่กำลังมาทางนี้แล้ว!" จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับหลินเซี่ยหนิง "พวกเราไปรับเสี่ยวเหอที่ห้องพยาบาลกันก่อนเถอะ" ตอนนี้วินาทีนี้ เธอต้องการจะเห็นกับตาตัวเองว่าเหอเยว่ปลอดภัยดี จูหวยหนิงได้ยินคำพูดของลั่วอี้หลาน ก็กระตุกมือหลินเซี่ยหนิงเบา ๆ มือของทั้งสองคนยังคงจับกันแน่นไม่ยอมปล่อย "ตามฉันมา" อันซูบอกให้คนอื่น ๆ แยกย้ายกันกลับไปก่อน พอหันกลับมาอีกที จูหวยหนิงก็พาพวกหลินเซี่ยหนิงวิ่งไปไกลแล้ว เขากำลังจะวิ่งตามไปแต่กลับถูกหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวแทรกเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน เผยซินยืนกอดอก กัดฟันถามด้วยความหึงหวง "ยัยนั่นเป็นใคร?" "ยัยคนไหนล่ะ?" อันซูยังคงคิดจะกะล่อนปลิ้นปล้อนเอาตัวรอด เผยซินรู้อยู่แล้วว่าอันซูไม่มีทางตอบตามตรง "ฉันหมายถึงหลินเซี่ยหนิง เธอเป็นอะไรกับ..." อันซูมองเผยซินที่จู่ ๆ ก็หยุดคำพูดไป สายตาของเธอข้ามผ่านไหล่ของเขาไป "ยัยนั่นเป็นอะไรไปน่ะ?" อันซูหันกลับไปมองด้วยความฉงน พลันเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังวิ่งกะโผลกกะเผลกออกมาจากประตูโรงเรียนอวิ๋นหลงภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่มืดสลัว โดยมีรั้วเหล็กกั้นอยู่สองชั้น บนพื้นตามทางที่เธอวิ่งผ่านมีหยดเลือดเปรอะเปื้อนเป็นจุด ๆ เหงื่อโทรมกายจนเส้นผมเปียกชื้นลู่ไปตามใบหน้า ดูสะบักสะบอมเป็นอย่างยิ่ง "นั่นไม่ใช่...?" ลุงยามรีบเปิดประตูกั้นอย่างรวดเร็ว แล้วถลาเข้าไปประคองเธอไว้ด้วยความตกใจ "นักเรียน เธอเป็นอะไรไหม?" รูม่านตาของเหอเยว่ขยายกว้าง เลือดในกายสูบฉีดจากการวิ่งมาตลอดทาง เส้นประสาทตึงเครียดจนแทบจะระเบิด "มีคนตกตึกค่ะ รีบ... รีบแจ้งตำรวจที" "อะไรนะ!" ลุงยามได้ยินเข้า หมวกแทบจะหลุดจากศีรษะ เขามองไปที่เท้าของเหอเยว่ "นักเรียน เธอยืนอยู่ตรงนี้ก่อนอย่าเพิ่งวิ่งไปไหนนะ ฉันจะรีบไปโทรศัพท์เดี๋ยวนี้แหละ นักเรียน! นักเรียน! เธอจะไปไหนน่ะ?" เหอเยว่เกาะลำต้นไม้ใหญ่เดินย้อนกลับเข้าไป ลุงยามกำลังรีบร้อนโทรศัพท์เลยไม่มีเวลามาห้ามเธอ เยว่โจวยังอยู่ที่นั่น ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เขามองไม่เห็นอะไรเลย ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำยังไง? เหอเยว่ทิ้งเขาไว้คนเดียวที่นั่นไม่ได้ เธอจะทำลายความเชื่อใจของเขาไม่ได้เด็ดขาด ทรายเม็ดละเอียดฝังลึกเข้าไปในบาดแผลที่เท้าของเหอเยว่ ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนเธอต้องขมวดคิ้วแน่น ทุกก้าวที่เดินต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด ทำไมทางสายนี้มันถึงได้ยาวไกลขนาดนี้นะ? แต่เธอไม่กล้าหยุดเลยแม้แต่น้อย ได้แต่พาร่างกายวิ่งซวนเซเข้ามาลึกในเขตรั้วอวิ๋นหลง ครู่ต่อมาในที่สุดเธอก็เห็นเงาร่างสูงโปร่งของเยว่โจวยืนอยู่ใต้เสาไฟริมทาง คิ้วที่ขมวดแน่นของเธอจึงค่อย ๆ คลายออก "เยว่โจว!" เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้แสงไฟริมทางเอียงศีรษะมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากช้า ๆ "เหอเยว่" เหอเยว่วิ่งเข้าไปหา เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเยว่โจวที่ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนเธอก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว... ทว่าในวินาทีนั้นเอง เยว่โจวกลับก้มลงมากอดเธอไว้ เหอเยว่ชะงักไป ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเยว่โจวกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของเธอ "ฆาตกรยังไม่ไปไหน" "อะไรนะ?" เหอเยว่แทบจะยืนไม่อยู่ เมื่อครู่จากมุมที่เธอยืนอยู่แล้วเงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นเพียงหวังซิ่วหย่าที่กำลังดิ้นรนคลุ้มคลั่งเท่านั้น มิน่าล่ะเธอถึงได้กระโจนลงมาจากหน้าต่างด้วยท่าทางแบบนั้น ที่แท้การที่เธอแกว่งแขนไปมาไม่ใช่เพื่อดึงดูดความสนใจของเหอเยว่ แต่เป็นการขัดขืนต่อสู้ แต่เวลานั้นท้องฟ้ามืดสลัวแล้ว ประกอบกับมุมมองของเหอเยว่ถูกร่างของหวังซิ่วหย่าบังไว้จนมิด พอเหอเยว่มาคิดดูในตอนนี้ก็ให้รู้สึกหวาดกลัวจับใจ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัว บางทีในตอนนั้น ฆาตกรคนนั้นอาจจะกำลังกดร่างของหวังซิ่วหย่าไว้แน่น และลอบมองเธอจากมุมสูงก็เป็นได้ เสียงอีกาขยับปีกบินผ่านเหนือศีรษะไป ในเวลานี้ฆาตกรคนนั้นกำลังซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดมิดของราตรี และเฝ้ามองพวกเขาอยู่เงียบ ๆ อย่างแน่นอน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD