บทที่ 11 ขโมยจุ๊บ

1997 Words
กลิ่นอายความคึกคักของโลกโลกีย์อบอวลไปทั่วทั้งถนนสายยาว ถนนสายนี้ตั้งอยู่ติดกับย่านสถานศึกษาของฉวีเฉิง เป็นถนนสายกินดื่มเที่ยวที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอยขายของกิน เนื้อย่างเสียบไม้ควันโขมง ส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ เหนือศีรษะมีป้ายไฟนีออนขนาดใหญ่เรียงราย ส่องแสงระยิบระยับ ประกาศชื่อร้านนวดเท้า ร้านนวดแผนโบราณ และตู้เกมอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ในเวลานี้ หลินเซี่ยหนิงที่แอบหนีออกจากโรงเรียนกำลังดึงหมวกเบสบอลลงต่ำ เดินอยู่บนถนนสายเล็ก สายตาคอยกวาดมองหากลุ่มนักเรียนในเครื่องแบบ จนกระทั่งในที่สุดก็เหลือบไปเห็นชุดนักเรียนที่คุ้นตาตรงหัวมุมถนน เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นระแวดระวังซ้ายทีขวาที หลินเซี่ยหนิงก็รีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง อาศัยป้ายร้านบะหมี่เย็นช่วยบังเพื่อสังเกตการณ์ต่อ ไม่นานนัก เด็กผู้หญิงคนนั้นก็สบตากับเด็กหนุ่มจากโรงเรียนอาชีวะคนหนึ่ง ทั้งคู่เดินตามกันเข้าไปในตรอกมืดที่ไม่สะดุดตา หลินเซี่ยหนิงมองลึกเข้าไปในตรอก มันมืดจนมองไม่เห็นสิ่งใด หลินเซี่ยหนิงรีบสาวเท้าตามไปทันที เธอเดินผ่านลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่กำลังตั้งวงดื่มเหล้าส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนมาถึงปากทางตรอกนั้น คนแถวนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรักษาความสะอาด เวลาดื่มจนเมาแล้วเกิดปวดปัสสาวะก็ขี้เกียจไปเดินหาห้องน้ำสาธารณะ เพื่อความสะดวกจึงมักจะมาถ่ายเบาในตรอกมืดแห่งนี้ แค่หลินเซี่ยหนิงเดินเข้าไปใกล้ก็แทบจะอาเจียนออกมา เธอหันหน้ากลับไปสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าลึก ๆ ข่มความสะอิดสะเอียนแล้วย่องเข้าไปข้างใน "นายไม่ดูหน่อยเหรอว่านี่มันอะไร! ยางมัดผมที่เธอใช้ติดตัวเลยนะ ลองดมดูสิ มีกลิ่นส้มยูซุอ่อน ๆ ด้วย หอมใช่ไหมล่ะ! มันจะไปเหมือนกับสมุดการบ้านก่อนหน้านี้ได้ยังไง? ฉันถามหน่อยว่าตอนนี้เขาฮิตอะไรกัน? ก็ฮิตเอายางมัดผมของแฟนมาใส่ไว้ที่ข้อมือไม่ใช่หรือไง? แบบนี้ลั่วอี้หลานก็เท่ากับเป็นแฟนของนายแล้วป่ะ?" เมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังคงลังเล เด็กผู้หญิงก็กลอกตาใส่ "ช่างเถอะ นายไม่เอาก็มีคนอื่นอยากได้ถมเถไป" "งั้นเธอก็แถมอะไรให้ฉันหน่อยสิ ฉันเป็นลูกค้าประจำของเธอนะ" เด็กหนุ่มเริ่มต่อรองราคาบ้าง "งั้นแถมทิชชูที่เธอใช้แล้วให้อีกแผ่นละกัน ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว" เด็กผู้หญิงหยิบซองซิปล็อกออกมาจากกระเป๋าอย่างช่ำชอง ข้างในนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นกระดาษทิชชูที่คนใช้แล้วจนยับยู่ยี่ "ของพวกนี้เป็นของลั่วลั่วจริงเหรอ? เธออย่ามาหลอกฉันนะ!" "ก็จริงน่ะสิ ฉันทำธุรกิจซื่อสัตย์ไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว" พอได้ยินถึงตรงนี้ หลินเซี่ยหนิงก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโกรธในใจได้อีกต่อไป รู้สึกเหมือนมีไฟลุกท่วมหัว โดยไม่สนใจกลิ่นปัสสาวะฉุนกึกอีกต่อไป เธออ้อมไปหยิบท่อนไม้ที่หนาที่สุดบนพื้นขึ้นมา ลองกะน้ำหนักในมือสองสามที ก่อนจะตะโกนเสียงดังฟังชัดด้วยความมั่นใจ "เจียงเหม่ยอี๋!" คนทั้งสองคนที่หันหลังให้หลินเซี่ยหนิงชะงักไปทันที เจียงเหม่ยอี๋ค่อย ๆ หันกลับมาตัวแข็งทื่อ พอจำได้ว่าเป็นหลินเซี่ยหนิง สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนใจทันใด "หลิน... หลินเซี่ยหนิง เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?" หลินเซี่ยหนิงดันปีกหมวกแก๊ปขึ้น เผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ เธอถือท่อนไม้แกว่งไปมาพลางก้าวเข้าไปหาทั้งสองคนช้า ๆ "ฉันว่าแล้วเชียวว่าเธอต้องมีอะไรแปลก ๆ มาหาลั่วลั่วทุกวัน แล้วพอเธอกลับไป ของบนโต๊ะของลั่วลั่วก็หายตลอด ที่แท้ก็มาทำเรื่องสกปรกน่ารังเกียจแบบนี้นี่เอง" "เธอเป็นใคร..." เด็กหนุ่มเพิ่งจะอ้าปากก็ถูกหลินเซี่ยหนิงพูดขัดขึ้นมา "นายหุบปากไปเลย นายน่าขยะแขยงกว่าอีก ไอ้โรคจิต" เด็กหนุ่มคนนั้นมองท่อนไม้ที่จ่ออยู่ตรงปลายจมูกของตัวเอง แล้วลอบกลืนน้ำลาย เจียงเหม่ยอี๋เห็นหลินเซี่ยหนิงที่มีท่าทางดุดัน เธอจึงรีบพนมมืออ้อนวอน "หลินเซี่ยหนิง เรื่องนี้เธออย่าไปบอกลั่วอี้หลานได้ไหม? ฉันเองก็... แค่นาน ๆ ครั้งเอง... หลินเซี่ยหนิง ขอร้องล่ะ" เจียงเหม่ยอี๋กลัวแทบตาย เพราะจากที่เธอรู้จักลั่วอี้หลาน ต่อให้หลินเซี่ยหนิงปรักปรำว่าเธอไปฆ่าคนตาย ลั่วอี้หลานก็คงจะโทรแจ้งตำรวจทันทีโดยไม่ลังเล "เธอเอาของของลั่วลั่วคืนมาให้ฉันก่อน" หลินเซี่ยหนิงหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นไปให้ "แล้วก็เขียนชื่อกับข้อมูลติดต่อของลูกค้าทุกคนของเธอลงมา แล้วไปตามเอาของคืนกลับมาทีละชิ้น!" "จะทำอย่างนั้นได้ไงล่ะ ขายออกไปตั้งเยอะแล้ว" เจียงเหม่ยอี๋พูดจบก็รู้สึกเสียใจทันที เธอรู้ว่าตัวเองพูดผิดไป จึงดึงแขนเสื้อของหลินเซี่ยหนิงอย่างออดอ้อนปนน้อยใจ "หลาย ๆ อย่างก็เป็นแค่ขยะที่ลั่วอี้หลานไม่เอาแล้วทั้งนั้นแหละ" เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมทันที "นี่จะเรียกว่าขยะได้ยังไง? ยางมัดผมยังดี ๆ อยู่เลย" เขาทำท่าจะยัดมันเข้ากระเป๋าอย่างหวงแหน แต่กลับถูกหลินเซี่ยหนิงแย่งไปต่อหน้าต่อตา "ไม่คืนก็ได้ งั้นเราไปเจอกันที่สถานีตำรวจ" หลินเซี่ยหนิงทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วหันหลังเตรียมจะเดินจากไป "เธอเป็นใครฮะ? รู้ไหมว่าผู้กำกับการสถานีตำรวจเป็นใคร? ลุงฉันเอง!" เด็กหนุ่มพูดขึ้นมาด้วยท่าทางวางโต ใบหน้าเขียนคำว่า 'ใครจะทำอะไรฉันได้!' ไว้อย่างชัดเจน พอได้ยินเด็กหนุ่มพูดแบบนั้น เจียงเหม่ยอี๋ก็ดูจะยืดหลังตรงขึ้นมาทันที และเริ่มเปิดฉากเจรจาต่อรองกับหลินเซี่ยหนิง "หลินเซี่ยหนิง เอาอย่างนี้ไหม เธอเสนอราคามาเลยดีกว่า" หลินเซี่ยหนิงมองคนทั้งสองที่ผลัดกันขู่ฟาดงวงฟาดงาใส่เธอ เธอส่งสายตาเรียบเฉยกลับไปให้ แต่สายตานั้นแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม "แม่งเอ๊ย!" เด็กหนุ่มก้าวเข้ามาข้างหน้าก้าวหนึ่ง กระชากแขนหลินเซี่ยหนิงแล้วบีบคอเธอไว้ “คุยดี ๆ ด้วยไม่ชอบใช่ป่ะ!" หลินเซี่ยหนิงก็ไม่เกรงใจเช่นกัน เธอใช้ท่อนไม้กระทุ้งเข้าเต็มแรงที่กระเพาะของเด็กหนุ่ม กระทุ้งจนเขาต้องปล่อยมือหันไปโก่งตัวเกาะผนังทันที แล้วโก่งคออ้วกเอาเนื้อแกะย่างที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาจนหมดไส้หมดพุง เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี เจียงเหม่ยอี๋ก็หยิบเศษกระจกชิ้นใหญ่แถวนั้นขึ้นมาหมายจะปาใส่หลินเซี่ยหนิง แต่กลับถูกหลินเซี่ยหนิงใช้ไม้ฟาดจนแตกกระจาย เสียงเพล้งดังสนั่นลั่นตรอกมืด เศษกระจกกระเด็นว่อนไปโดนเด็กหนุ่มที่ไม่ได้ตั้งตัว จนเขาต้องสบถคำหยาบออกมา เด็กหนุ่มชี้หน้าหลินเซี่ยหนิงด้วยความโมโห "แกอยากให้เรื่องมันใหญ่โตเองนะ" หลินเซี่ยหนิงใช้ท่อนไม้ชี้ไปที่คนสารเลวทั้งสองตรงหน้าอย่างไม่ยี่หระ "แค่พวกแกสองคนเนี่ยนะ? เหอะ!” เด็กหนุ่มหัวเราะร่า "ใครบอกว่ามีแค่พวกเราสองคน?" เขาตะโกนเรียกชื่อใครบางคนเสียงดัง หลินเซี่ยหนิงหันกลับไปมองก็พบว่าที่ปากทางตรอกมีคนเดินเข้ามาอีกสี่ห้าคน แต่ละคนเป็นนักเลงอันธพาลทั้งนั้น สองหมัดยากจะสู้สี่มือ "ท่านกิมย้ง โปรดประทานพลังให้ฉันด้วย" หลินเซี่ยหนิงพึมพำกับตัวเอง พลางเงื้อมือทำท่าจะฟาดเด็กหนุ่มหัวโจก พวกลูกน้องที่ปากตรอกเห็นดังนั้นก็พากันลนลาน รีบกรูเข้ามาเพื่อจะปกป้องลูกพี่ แต่ใครจะไปคิดว่าหลินเซี่ยหนิงกลับโยนไม้ทิ้งใส่กลุ่มคน แล้วสับเกียร์หมาวิ่งหนีออกไปทันที "ไอ้พวกโง่! ยัยนั่นหนีไปแล้ว!" เจียงเหม่ยอี๋มองไอ้พวกขยะตรงหน้าพลางกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ เด็กหนุ่มหัวโจกตั้งสติได้ก็ถีบเข้าที่ข้อพับเข่าของลูกน้องคนหนึ่งทันที "ตามไปสิวะ!" พวกที่อยู่ข้างหลังไล่ตามมาไม่ลดละ หลินเซี่ยหนิงวิ่งจนเหงื่อท่วมตัว ต้องคิดหาทางรอดให้ได้ โอกาสรอดก็มาถึงทันเวลา หลินเซี่ยหนิงเหลือบไปเห็นกลุ่มนักเรียนโต๊ะกลมกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งกินเลี้ยงกันอยู่ด้านหน้า เครื่องแบบนักเรียนบนตัวของพวกเขาปักหราไว้อย่างชัดเจนว่า โรงเรียนมัธยมฮุ่ยหลิน โรงเรียนมัธยมฮุ่ยหลิน คือโรงเรียนคนรวยที่มีชื่อเสียงที่สุดในฉวีเฉิง นักเรียนในนั้นถ้าไม่รวยล้นฟ้าก็ต้องมีอำนาจบารมี เป็นพวกคุณหนูคุณชายที่ชอบใช้เงินฟาดหัวคนอื่น เป็นไงเป็นกัน! หลินเซี่ยหนิงเบนทิศทางพุ่งตัวเข้าไปทันที เธอคว้าหมับเข้าที่คอของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงกลางโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แล้วกดจุ๊บลงบนแก้มของเขา โต๊ะกลมเงียบกริบลงทันตา เด็กหนุ่มหัวโจกที่ไล่ตามมาก็เงียบกริบไปด้วยเช่นกัน “ทำไม? มีเรื่องอะไรก็มาคุยกับแฟนฉันละกัน" หลินเซี่ยหนิงวิ่งจนหอบแฮก ๆ แต่ยังคงยึดมั่นในคติที่ว่า 'ถึงจะแพ้แต่ท่าต้องเป๊ะ' เธอยังคงเชิดหน้าชูตาพลางยักคิ้วให้เด็กหนุ่มอย่างผู้ชนะ บนถนนที่เสียงดังจอแจ เต็มไปด้วยเสียงชนแก้ว และบางครั้งก็มีเสียงคุยโวโอ้อวดของชายวัยกลางคนแทรกขึ้นมา คำพูดที่หลุดออกจากปากมีแต่เรื่องรถปอร์เช่ อาหารตะวันตก ไวน์แดง แต่ในความเป็นจริงข้างกายกลับจอดจักรยานคันเก่า มือหนึ่งถือเบียร์ลดราคา อีกมือหนึ่งถือเนื้อแกะย่าง ถ้าคำนวณดูแล้ว เนื้อแกะย่างน่าจะแพงที่สุด ทว่าบนถนนที่แสนครึกครื้นเช่นนี้ กลับมีมุมหนึ่งที่เงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ พวกเด็กโรงเรียนฮุ่ยหลินไม่มีทางคาดคิดเลยว่า ลูกพี่ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในโรงเรียน จะมีวันที่ถูกผู้หญิงขโมยจุ๊บแบบนี้ เมื่อพวกเขาตั้งสติได้ ต่างก็พากันหยิกต้นขาตัวเองแทบเขียว บางคนอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองทีเพื่อกลั้นขำเอาไว้ ชั่วขณะนั้นกลับไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลยสักคนเดียว ทางฝั่งโรงเรียนอาชีวะเองก็ยำเกรงคนของฮุ่ยหลินอยู่เหมือนกัน และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขากลัวคนที่ถูกหลินเซี่ยหนิงจูบแก้มที่นั่งอยู่ตรงกลางคนนั้นมากกว่า เด็กหนุ่มหัวโจกเอ่ยเรียกชื่อออกมาอย่างตะกุกตะกัก "จู... จูหวยหนิง?" จูหวยหนิงกลอกตา ละสายตามามองหลินเซี่ยหนิงที่กำลังโอบกอดเขาอยู่ด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ เขาเปล่งเสียงฮึมฮัมในลำคอเรียบๆ "หืม?"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD