บทที่ 12 ยกพวกตีกัน

2035 Words
เมื่อเห็นลูกพี่ตัวเองนิ่งไป พวกลูกน้องด้านหลังก็ไม่มีใครกล้าขยับตาม ได้แต่ยืนเลิ่กลั่กมองหน้าคนของฮุ่ยหลินอย่างลังเล คนที่ทำลายความเงียบขึ้นมาคนแรกคืออันซู เพื่อนซี้ของจูหวยหนิง เขายกนิ้วโป้งให้หลินเซี่ยหนิง "เธอนี่ใจถึงว่ะ" ตอนนั้นเองถึงมีคนขยับไปกระซิบข้างหูของลูกพี่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พี่... ฝั่งนู้นคนของฮุ่ยหลินนะ" "กูไม่ได้ตาบอด" เจียงเหม่ยอี๋ที่รีบตามมาทันเห็นฉากนี้เข้าพอดีก็รู้สึกเจ็บใจจนเนื้อเต้น ไอ้ลูกพี่คนนี้ตอนแรกโม้ซะดิบดีว่าตัวเองเก๋าไม่กลัวใคร ที่ไหนได้ พอเห็นว่าเป็นนักเรียนฮุ่ยหลินกลับป๊อดไม่กล้าขยับซะงั้น? เรื่องนี้จะให้ลั่วอี้หลานรู้เด็ดขาด ไม่ว่าจะต้องขู่หรือหลอกล่อยังไงก็ต้องทำให้หลินเซี่ยหนิงหุบปากให้ได้ ไม่งั้นเธอพังแน่ เจียงเหม่ยอี๋จึงเดินไปข้างกายเด็กหนุ่มหัวโจก กัดฟันขู่เบา ๆ "นายอยากให้ลั่วอี้หลานรู้เรื่องของเราเหรอ? ถึงตอนนั้นเธอไม่เอาเราไว้แน่ นายต้องจัดการให้หลินเซี่ยหนิงหุบปากซะ!" ให้ลั่วอี้หลานรู้เหรอ? พอเด็กหนุ่มหัวโจกได้ยินแบบนั้น ความคิดของเขากลับไปคนละทางกับเจียงเหม่ยอี๋เลย ถ้าตอนนี้เขายอมทุ่มสุดตัวเพื่อลั่วอี้หลาน ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย อย่างน้อยลั่วอี้หลานก็คงจะจำชื่อเขาได้ท่ามกลางพวกผู้ชายที่ตามจีบเธอ แถมถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป มันจะไม่กลายเป็นตำนานรักสุดโรแมนติกที่ยอมสู้ตายเพื่อความรักหรอกเหรอ? เด็กหนุ่มหัวโจกแสยะยิ้มออกมา... เออ เข้าท่าดีว่ะ เจียงเหม่ยอี๋ยืนอึ้ง มองเขาพลางถาม "นายยิ้มอะไรวะ?" เขารีบหุบยิ้มทันที ก่อนจะชี้นิ้วไปที่โต๊ะของพวกฮุ่ยหลิน "พังมันให้ราบ!" เด็กหนุ่มหัวโจกตัดสินใจเตะเก้าอี้พลาสติกข้าง ๆ จนล้มคว่ำ พวกลูกน้องด้านหลังพุ่งตัวชาร์จเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางขู่ขวัญ นักเรียนฮุ่ยหลินก็ไม่ยอมน้อยหน้า ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนพรึบ "พวกแกเป็นใครวะ!" หลินเซี่ยหนิงอาศัยจังหวะชุลมุน ก้มหน้ามองหาอาวุธที่พอจะหยิบจับถนัดมือ แต่จู่ ๆ ข้อมือก็ถูกใครบางคนคว้าหมับแล้วดึงไปข้างหลัง ช่วยให้เธอหลบลูกเตะที่พุ่งมาได้อย่างหวุดหวิด "เธอหลบไปก่อน" พอจูหวยหนิงยืนขึ้นเต็มความสูง ถึงได้เห็นว่าเขาเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ขายาว ภายใต้ชุดนักเรียนฤดูร้อนเนื้อบางเผยให้เห็นช่วงแขนที่ดูแข็งแกร่งและไลน์กล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แบบ ไอ้เด็กหนุ่มหัวโจกที่พุ่งมาตรงหน้าพวกเขา พอเห็นจูหวยหนิงที่สูงกว่าตัวเองเป็นหัวก็ชะงักไปวิเดียว ก่อนจะถูกจูหวยหนิงเหวี่ยงกระเด็นออกไปอย่างไม่ปรานี ในเมื่อจูหวยหนิงเปิดแล้ว อันซูเลยคว้าเก้าอี้พลาสติกทุ่มใส่ทันที "กล้าหาเรื่องพี่หนิงเหรอ! อยากตายกันใช่ไหม!" แต่เขายังไม่ทันได้กร่างได้นาน ความปากดีก็เรียกตีนเข้ามาหาตัวจนโดนรุมซัด ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน "พี่หนิง ช่วยผมด้วย! ช่วยด้วย!" จูหวยหนิงเบี่ยงตัวเหยียบเก้าอี้พลาสติกอย่างคล่องแคล่ว แล้วใช้ปลายเท้าสปริงตัวกับโต๊ะ ร่างลอยขึ้นกลางอากาศก่อนจะถีบเข้ายอดอกคนที่วิ่งไล่ตามอันซูจนกระเด็น "โคตรเท่เลย!" อันซูหาจังหวะปรบมือให้จูหวยหนิงด้วยสายตาเทิดทูนสุดขีด "สมกับเป็นพี่หนิงของผม!" พอเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัล ไอ้เด็กหนุ่มหัวโจกก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้พวกลูกน้องล้อมกรอบเงียบ ๆ บีบวงล้อมเข้าหาจูหวยหนิงเพื่อขังเขาไว้ตรงกลาง หลินเซี่ยหนิงมองดูผู้มีพระคุณของเธอโยกย้ายหลบหลีกหมัดเท้าเข่าศอกอย่างคล่องแคล่ว ใจเธอเต้นตึกตักเหมือนนั่งรถไฟเหาะ ถ้าเธอจะชิ่งหนีไปตอนนี้มันก็ดูไม่มีน้ำใจไปไหม? ไม่ได้... เธอจะมายืนแข็งทื่อเป็นสากกะเบือแบบนี้ไม่ได้! "ลั่วลั่ว ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ล่ะ?" หลินเซี่ยหนิงตะโกนขึ้นมาดื้อ ๆ ไอ้เด็กหนุ่มหัวโจกพอได้ยินชื่อลั่วอี้หลานก็ชะงักกึกทันที เขารีบหันขวับกลับมาพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่สิ่งที่ลอยมาปะทะหน้าเต็ม ๆ กลับเป็นขวดน้ำอัดลมในมือของหลินเซี่ยหนิงที่ฟาดลงมาอย่างไม่มีเกรงใจ "ไอ้... สารเลวเอ๊ย..." เออ... ยอมรับเลยว่ามึนตึ้บ ร่างของเด็กหนุ่มหัวโจกโอนเอนโงนเงนทำท่าจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ พวกลูกน้องต้องรีบเข้าไปหามประคอง จังหวะนี้แหละ! หลินเซี่ยหนิงเล็งเห็นช่องโหว่ พุ่งตัวฝ่าวงล้อมเข้าไปคว้าหมับที่มือของจูหวยหนิงแล้วตะโกนลั่น "วิ่งเร็ว!" พวกนักเรียนฮุ่ยหลินเองก็ไม่อยากพัวพันกับพวกเด็กอาชีวะอยู่แล้ว รีบโยนไม้กวาดเก้าอี้ในมือทิ้งแล้ววิ่งตามไปทันที อันซูยังไม่ลืมคว้ากระเป๋านักเรียน แถมยังหันไปตะโกนบอกเฮียเจ้าของร้านที่โดนพังยับ "แปะไว้ก่อนนะเฮีย!" เจ้าของร้านสนิทกับพวกอันซูอยู่แล้ว รู้ดีว่าพวกนี้เป็นพวกคุณหนูกระเป๋าหนัก เลยตะโกนไล่หลังเสียงหลง "คิดค่าเสียเวลาด้วยโว้ย!" "รับทราบ!" "ถอยไปให้หมด!" เจียงเหม่ยอี๋เซ็งจนพูดไม่ออก คางคกแบบนี้ยังคิดจะกินเนื้อหงส์อย่างลั่วอี้หลานอีก เธอผลักพวกลูกน้องที่พยุงลูกพี่อยู่ออกไป แล้วถามเขาตรง ๆ "จะตามต่อไหม?" ไอ้เด็กหนุ่มหัวโจกเห็นดาวลอยเต็มหัว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ "ตาม..." บนถนนสายเล็ก ๆ ที่ทอดยาว กลุ่มคนสองกลุ่มวิ่งไล่กวดกันข้ามขวดเบียร์ที่เกลื่อนกลาดบนพื้น วิ่งซิกแซกหลบแม่ค้าที่ถือชามหมาล่าทั่ง และฝ่าเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของคนเดินถนนไป จูหวยหนิงเผลอหันไปมองเด็กสาวที่กำลังจับมือเขาไว้ แสงไฟนีออนสาดส่องลงบนตัวเธอ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยิบระยับ แค่สบตากันเพียงแวบเดียว จูหวยหนิงกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะพลิกมือกลับมากุมมือหลินเซี่ยหนิงไว้แน่น "วิ่งไปทางนี้" "พี่... พี่หนิง พวกมัน... ตาม... ตามไม่ทันแล้ว" หลังจากอันซูไปดูลาดเลาเสร็จก็รายงานด้วยอาการเหนื่อยหอบ ก่อนจะทิ้งก้นนั่งกับพื้น นักเรียนฮุ่ยหลินแต่ละคนคือคุณหนูผู้ดีเก่า วัน ๆ ไม่เคยออกแรงอะไร การที่วิ่งหนีรอดมาจากพวกเด็กอาชีวะได้ก็นับว่าเอาชีวิตไปทิ้งครึ่งหนึ่งแล้ว ตอนนี้นอนหมดสภาพกันระเนระนาด จูหวยหนิงดูดีกว่าคนอื่นเยอะ เขานั่งลงตรงขอบแปลงดอกไม้ ขาเรียวเหยียดออกอย่างสบายอารมณ์ เขามองหลินเซี่ยหนิงที่กำลังยืนหอบอยู่เหมือนกัน แล้วเอ่ยปากถาม "ฉันเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?" หลินเซี่ยหนิงได้ยินแบบนั้นก็สำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยืนขึ้นปัดรอยยับบนชุดนักเรียน แล้วหัวเราะเยาะจูหวยหนิงอย่างไม่เกรงใจ "นี่นาย มุกจีบสาวแบบนี้มันเชยสะบัดไปแล้วนะ" จูหวยหนิงไม่โกรธ แถมยังระเบิดหัวเราะตามเธอไปด้วย ดวงตาที่วาดโค้งช่วยลดความดุดันบนใบหน้าไปได้หลายส่วน อันซูที่นั่งข้าง ๆ รีบแก้ต่างให้ลูกพี่ทันที "ระดับพี่หนิงของพวกเรายังต้องใช้มุกจีบสาวอีกเหรอ? ดูหน้าหล่อ ๆ นี่ซะก่อน ดูช่วงขา แล้วก็ดูเงินในกระเป๋าด้วย!" พูดไปก็ทำท่าจะล้วงมือไปจับตัวจูหวยหนิง แต่โดนจูหวยหนิงปัดมือออกซะก่อน "ฉันชื่อจูหวยหนิง แล้วเธอล่ะ?" ดูออกไม่ยากเลยว่าเขาดูสนใจในตัวหลินเซี่ยหนิงมาก “โอ้โห…” พวกนักเรียนฮุ่ยหลินลากเสียงยาวล้อเลียน เริ่มเข้าใจสถานการณ์ละ แต่ใครจะคิดว่าหลินเซี่ยหนิงจะค่อย ๆ หุบรอยยิ้มทะเล้นลง เธอยักไหล่ "ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อฉันหรอก เพราะเราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว" พูดจบหลินเซี่ยหนิงก็หันหลังเดินจากไปทันที ท่าทางเด็ดเดี่ยวแบบนั้นดูยังไงก็ไม่ใช่การเล่นตัวแต่อย่างใด “อ้าว!" คราวนี้เป็นเสียงพวกนักเรียนฮุ่ยหลินที่เสียดายแทนจูหวยหนิง นี่เป็นครั้งแรกเลยที่จูหวยหนิงโดนผู้หญิงปฏิเสธหน้าหงายกลับมาแบบนี้ จู่ๆ ก็โผล่มาขโมยจุ๊บ แถมยกพวกตีกับคนอื่น แล้วก็จับมือวิ่งหนีไปด้วยกัน... ถ้าเป็นในนิยายพล็อตแบบนี้ต้องรักกันปานจะกลืนกินไปครึ่งค่อนชีวิตแล้วไหม แต่พอมาเป็นเขา ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเรื่องดันจบดื้อ ๆ ซะงั้น? "ผู้หญิงคนนี้... ในที่สุดเธอก็ดึงดูดความสนใจของพี่หนิงได้สำเร็จ" อันซูที่ขยับมาตอนไหนไม่รู้โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงลึกลับ ราวกับเป็นเสียงพากย์ความคิดในใจของพระเอกนิยาย "ฮ่าๆๆ" รับประกันได้เลยว่าพวกเขากำลังขำอันซู หลินเซี่ยหนิงไม่ได้หันกลับมามองเสียงหัวเราะเยาะด้านหลังเลย เธอยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น จนสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นวิ่งแป๊บเดียวก็ลับสายตาไป อันซูทุบขาที่ปวดระบมพลางบ่นอุบ "ยัยนั่นแรงเยอะชะมัด" ตอนนี้ให้เขาวิ่งอีกก้าวเดียวก็ไม่ไหวแล้ว จูหวยหนิงมองตามหลังเธออยู่เนิ่นนาน ก่อนจะหันหลังเดินแยกไปอีกทางซึ่งเป็นทางตรงกันข้ามกับหลินเซี่ยหนิง ตอนที่เดินผ่านอันซู เขาได้ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง "อย่าลืมไปเคลียร์ตังค์กับเฮียเจ้าของร้านด้วยล่ะ" "ครับ!" อันซูรับคำอย่างเต็มใจ พอเห็นจูหวยหนิงเดินไปไกลแล้ว เขาถึงได้หันไปคุยจ้อกับพวกพ้องที่เหลือ "พวกแกเห็นกันยัง? พวกเราต้องรีบตักตวงความสุขช่วงที่พี่หนิงยังโสดอยู่นะเว้ย" "แกหมายความว่าไงวะ?" "พวกแกไม่รู้สึกถึงเคมีบางอย่างตอนที่ยัยสุดเท่นั่นอยู่กับพี่หนิงเหรอ? สปาร์คกันจนไฟลุกพึ่บพั่บละเนี่ย" อันซูมองดูพวกเพื่อน ๆ ที่นอนพะงาบ ๆ อยู่บนพื้น "พวกเราต้องรีบช่วยพี่หนิงตามหายัยสุดเท่คนนั้นให้เจอ!" "ฉันไม่เอาด้วยหรอก ถ้าเผยซินรู้เข้าไม่ฆ่าพวกเราตายเหรอ?" เผยซินคือแฟนคลับเบอร์หนึ่งของจูหวยหนิง บ้านเธอทำธุรกิจต่อเรือรายใหญ่ระดับประเทศ ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก นิสัยเอาแต่ใจและเหวี่ยงวีนจนไม่มีใครกล้าแหย็ม อันซูเหลือบตามองค้อน "พี่หนิงของพวกเราคือทายาทตระกูลจูนะ! นอกจากตระกูลเยว่แล้ว จะมีใครกล้าขัดพี่หนิงอีกฮะ!" ความหมายของเขาก็คือเขาไม่ได้เห็นเผยซินอยู่ในสายตาเลย อันซูรู้สึกมาตลอดว่ายัยผู้หญิงคนนั้นมีแต่จริตจะก้าน เอาแต่ใจเก่ง เขาไม่มีวันยอมให้พี่หนิงของเขาต้องไปทนรองรับอารมณ์ของผู้หญิงแบบนั้นเด็ดขาด และแน่นอนว่าคำพูดของอันซูได้ผล ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา "เมื่อกี้เหมือนฉันเห็นยัยนั่นใส่ชุดนักเรียนของอวิ๋นหลงนะ"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD