บทที่ 6 เกิดใหม่

1888 Words
ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขนและกระดูกทุกชิ้นพลันหยุดกึก กระดูกที่แตกหักและแทงทะลุออกมาค่อยๆ ฟื้นฟูและประสานเข้าด้วยกัน เลือดที่เคยเย็นชืดและจับตัวเป็นก้อนเริ่มไหลเวียนในร่างกายอีกครั้ง ชีพจรของเธอเต้นเป็นจังหวะตามกัน... กลายเป็นเสียงเรียกเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่เงียบงัน เหอเยว่ ตื่นขึ้นมาสิ เสียงหายใจหอบถี่อย่างรุนแรง เหอเยว่ลืมตาขึ้นมาทันที เธอพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนพื้นอันเย็นเฉียบ เบื้องหน้าคือระเบียงทางเดินที่เงียบสงบและขาวโพลน "ฉันตายแล้วเหรอ?" หัวของเหอเยว่เต้นตุบๆ ด้วยความปวดร้าว ภาพสุดท้ายก่อนที่เธอจะหลับตาลงคือ หลินเซี่ยหนิงที่กำลังวิ่งตรงมาหาเธอภายใต้แสงจันทร์สีเลือด และลั่วอี้หลานในชุดแต่งงานอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เหอเยว่ไม่คิดเลยว่าการเจอกันอีกครั้ง... จะกลายเป็นการจากลาตลอดกาล เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ที่นี่ดูคล้ายกับสวรรค์มาก มีแต่สีขาวเต็มไปหมด ระเบียงทางเดินตรงหน้าทอดยาวไกลจนแทบมองไม่เห็นปลายทาง ราวกับว่าวินาทีต่อมาจะมีเทวดาปรากฏตัวออกมาท่ามกลางแสงทองส่องประกาย แต่เหอเยว่รออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดปรากฏตัวออกมา เธอจึงยันตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ดวงจันทร์สีเลือด รถที่พุ่งทะยานด้วยความเร็ว หลินเซี่ยหนิงที่วิ่งสุดชีวิต และลั่วอี้หลานที่ร้องไห้โฮจนแทบขาดใจ ภาพเหล่านั้นราวกับเศษแก้วที่กรีดลึกเข้ามาในสมอง ความเจ็บปวดทางกายทำให้เธอต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ เอนหลังพิงกำแพงแล้วก้มตัวลงหายใจ เส้นเลือดที่ขมับปูดโป่ง หยดน้ำตาร่วงจากหางตาตรงลงสู่พื้น... มันเจ็บเหลือเกิน หลังจากตั้งสติได้ครู่หนึ่ง เหอเยว่ก็พยุงกำแพงกัดฟันเดินไปข้างหน้า เธออยากจะรีบเดินไปให้สุดทางเดินนี้ เพื่อไปสู่ชาติภพต่อไป และลืมเรื่องราวทั้งหมดนี้เสียที ในขณะที่เธอเดินโซเซไปทางปลายระเบียง แว่วเสียงแผ่วเบาก็ดังมาจากด้านหนึ่ง เหอเยว่หยุดชะงัก ค่อยๆ หันไปมองลอดผ่านช่องประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง บนสวรรค์มีเสียงเพลงด้วยงั้นเหรอ? เหอเยว่เอียงหูฟัง เสียงเพลงที่ขาดๆ หายๆ ลอยออกมาจากช่องว่างของประตู เสียงเพลงนี้ทำให้เธอตระหนักได้ว่า... ที่นี่อาจไม่ใช่สวรรค์ เธอยังไม่ตาย! ความจริงอยู่ห่างไปเพียงแค่ประตูบานเดียว เหอเยว่ไม่ลังเลอีกต่อไป เธอผลักประตูเปิดออก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือแสงแดดที่สาดส่องเต็มห้อง ห้องนี้สะอาดเรียบร้อยมาก ผ้าห่มบนเตียงถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบราวกับเต้าหู้ก้อน พื้นห้องสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่น บนขอบหน้าต่างมีต้นไม้สีเขียวไม่ทราบชื่อต้นหนึ่งกำลังเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง ส่วนเจ้าของห้องเป็นเด็กสาวที่กำลังเดินเท้าเปล่าอยู่บนพื้น เธออุ้มเครื่องบันทึกเสียงไว้ในอ้อมแขนด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขพลางร้องคลอตามเบาๆ "...ฉันเชื่อว่าฉันคือฉัน ฉันเชื่อว่าพรุ่งนี้..." เสียงร้องของเด็กสาวช่างอ่อนโยน แต่เหอเยว่กลับต้องขมวดคิ้ว เพราะเด็กคนนี้ดูไม่เข้ากับห้องที่สะอาดเรียบร้อยนี้เอาเสียเลย ผมที่ปล่อยสยายลงมาประบ่าของเธอแหว่งราวกับโดนหมากัด สั้นบ้างยาวบ้างไม่เท่ากัน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตัดให้ และยังตัดโดนใบหูจนเป็นแผล ซึ่งตอนนี้มีสะเก็ดเลือดแห้งกรังเกาะอยู่ ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เหอเยว่ตัดสินใจที่จะรีบถอยหนี ทว่าพอเธอก้าวถอยหลังไปเพียงก้าวเดียว เด็กสาวที่เคยตั้งอกตั้งใจร้องเพลงก็หันขวับกลับมาทันที เห็นได้ชัดว่าเธอสังเกตเห็นเหอเยว่แล้ว เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยื่นมือมาทักทายอย่างเอียงอาย "เฮ้ ฉันเหมือนจะไม่เคยเห็นเธอเลยนะ" เหอเยว่ยิ้มเจื่อนๆ ชั่วขณะนั้นเธอไม่รู้ว่าจะแนะนำตัวเองอย่างไรดี เธอยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองยังเป็นเหอเยว่อยู่ไหม เพราะเมื่อกี้เธอเพิ่งจะถูกตัวเองในวัย 38 ปีขับรถชนตายมาหยกๆ... เมื่อเห็นว่าเหอเยว่ไม่รู้จะตอบอย่างไร เด็กสาวก็ไม่ได้เซ้าซี้ เธอเพียงแค่กวักมือเรียกให้เหอเยว่เข้ามา "กินแอปเปิลไหม?" เด็กสาววางเครื่องบันทึกเสียงไว้ด้านหนึ่ง แล้วก้มลงหยิบแอปเปิลสีแดงสดสองลูกออกมาจากกล่องเก็บของใต้เตียงราวกับเป็นของล้ำค่า ดวงตากลมโตเป็นประกายมองเหอเยว่อย่างคาดหวัง เมื่อเห็นสายตาคู่นั้น เหอเยว่ก็ก้าวเดินเข้าไปหาเธอโดยไม่รู้ตัว เพลง "ฉันเชื่อ" ในเครื่องบันทึกเสียงเล่นจบไปรอบหนึ่งแล้ว และตอนนี้มันกำลังเริ่มเปิดวนใหม่อีกครั้ง เด็กสาวเห็นเหอเยว่เหลือบมองเครื่องอัดเสียง จึงพูดขึ้นด้วยความขัดเขิน "ฉันกำลังท่องจำเพลงอยู่น่ะ ฉันจำเนื้อเพลงนี้ไม่ได้สักที" พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็ดูหงุดหงิดขึ้นมาทันทีพลางทุบหัวตัวเองแรงๆ "ฉันนี่มันโง่ชะมัด" เหอเยว่รีบคว้ามือของเด็กสาวเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยถามชื่อของเธอ "หวังซิ่วหย่า" เด็กสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันชื่อหวังซิ่วหย่า" เธอกลัวว่าเหอเยว่จะไม่ได้ยิน จึงดึงมือของเหอเยว่ไป แล้วใช้นิ้วลากเขียนชื่อของตัวเองลงบนฝ่ามือทีละเส้นๆ เมื่อเขียนเสร็จจึงเงยหน้าขึ้นมองเหอเยว่ด้วยดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ "เธอจำได้หรือยัง?" เหอเยว่พยักหน้า แล้วหยั่งเชิงถาม "ซิ่วหย่า ที่นี่คือที่ไหนเหรอ?" เมื่อได้ยินคำถามของเหอเยว่ หวังซิ่วหย่าก็แสดงสีหน้าสับสน "เธอไม่รู้เหรอว่าที่นี่คือที่ไหน?" เธอขมวดคิ้วอย่างเศร้าสร้อย นิ้วมือจิกลงไปในเนื้อแอปเปิลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเพราะปฏิกิริยาออกซิเดชัน "เธอไม่เหมือนฉันงั้นเหรอ? ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกัน..." เหอเยว่ไม่เข้าใจว่าคำว่า "ไม่เหมือนกัน" ของหวังซิ่วหย่าหมายถึงอะไร และยังไม่ทันที่จะได้ถามรายละเอียด เด็กสาวก็คว้าตัวเหอเยว่ไว้ทันที สีหน้าท่าทางเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก "ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ดีเลย ฉันไม่ชอบที่นี่" น้ำเสียงของหวังซิ่วหย่าเริ่มร้อนรนและลนลานมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังแทรกขึ้นมากะทันหัน... มันดังมาจากในกระเป๋าเสื้อของเหอเยว่ เหอเยว่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ แต่คิดไม่ถึงว่าหวังซิ่วหย่าจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดังตุบ น้ำตาไหลพรากออกมา เธอก้มหน้ามองพื้น มือทั้งสองข้างถูเข้าหากันซ้ำๆ "ไม่ใช่โทรศัพท์ของฉันนะ ไม่ใช่จริงๆ ฉันไม่ได้พกโทรศัพท์มา!" เสียงโทรศัพท์ยังคงดังต่อเนื่อง แต่สำหรับหวังซิ่วหย่าแล้ว มันราวกับเป็นเสียงดนตรีปลิดชีพ เธอก้มกราบอยู่แทบเท้าของเหอเยว่ ตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง เหอเยว่เองก็เริ่มลนลาน ทำอะไรไม่ถูกรีบเข้าไปพยุงเธอขึ้นมา "ซิ่วหย่า เธอเป็นอะไรไป?" "ไม่ใช่ฉันนะ ไม่ใช่ฉันจริงๆ!" หวังซิ่วหย่าคว้าหมับเข้าที่มือของเหอเยว่ แรงบีบมหาศาลนั้นแทบจะหักกระดูกมือของเหอเยว่ให้แหลกคามือ เธอไม่สามารถสลัดหลุดได้เลย สายตาทั้งสองประสานกัน ทันใดนั้นใบหน้าของหวังซิ่วหย่าก็เปลี่ยนไป เธอคาดคั้นด้วยสีหน้าดุดัน "เธอไม่เชื่อฉันใช่ไหม! พูดมาสิ! เธอไม่เชื่อฉันใช่ไหม!" "ฉันไม่ได้ไม่เชื่อเธอนะ!" เหอเยว่ส่ายหน้าพลางล้วงกระเป๋าไปหยิบโทรศัพท์ "ดูสิ โทรศัพท์ของฉันดังต่างหาก ไม่ใช่ของเธอ!" หวังซิ่วหย่าไม่สนใจคำอธิบายของเหอเยว่ เธอผุดลุกขึ้นจากพื้น ปากก็พึมพำกับตัวเอง พลางเดินไปมาทั่วห้อง "ไม่ใช่โทรศัพท์ของฉัน ไม่ใช่โทรศัพท์ของฉัน เธอไม่เชื่อฉัน!" เธอแผดเสียงคำรามใส่เหอเยว่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง แต่เหอเยว่กลับมองเห็นความสิ้นหวังและความเจ็บปวดที่แสนคุ้นเคยซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น "หวังซิ่วหย่า เธอตั้งสติหน่อย" แต่หวังซิ่วหย่าดูเหมือนจะไม่ยินเสียงของเหอเยว่ และเธอปักใจเชื่อว่าจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ จู่ๆ เธอก็เริ่มถอดเสื้อผ้าออก อากาศยังค่อนข้างร้อน บนตัวเธอจึงมีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชิ้น เธอถอดมันออกทีละชิ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบจะเปลือยกาย เหอเยว่รีบพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลัง บังคับให้เธอหยุดการกระทำ "หวังซิ่วหย่า ฉันเชื่อเธอแล้ว นี่ไม่ใช่โทรศัพท์ของเธอ เธอใจเย็นๆ นะ" ทว่าหวังซิ่วหย่ากลับร้องไห้ออกมา เธอเปลี่ยนโหมดกลับมาเป็นเด็กสาวที่อ่อนแอและน่าสงสารเหมือนเมื่อครู่อีกครั้ง เธอซบหน้าลงกับไหล่ของเหอเยว่อย่างออดอ้อนพลางอ้อนวอนเสียงเบา "เธอช่วยฉันหน่อยนะ" เหอเยว่ชะงักไป... เธอจะช่วยเด็กคนนี้ได้อย่างไร? "เธอไม่ยอมช่วยเหรอ?" อารมณ์ของหวังซิ่วหย่าแปรปรวนไวมาก พอไม่ได้คำตอบที่ต้องการเธอก็โมโหขึ้นมาทันที "พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่ใช่เหรอ? ฉันแบ่งแอปเปิลให้เธอตั้งลูกหนึ่ง! แถมยังบอกชื่อของฉันด้วย!" เธอผลักเหอเยว่ออกอย่างแรง เหอเยว่ไม่ได้ตั้งตัวจึงเซไปกระแทกกับขอบเตียงอย่างจัง แผ่นไม้แผ่นหนึ่งร่วงลงมาตรงแทบเท้าของเธอ เธอกุมจุดที่บาดเจ็บพลางมองตามลงไป... มันคือแผ่นประวัติคนไข้ หวังซิ่วหย่า - โรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) เธอยังอ่านตัวอักษรไม่ทันจบ หวังซิ่วหย่าก็พุ่งกระโจนเข้ามา ขึ้นคร่อมบนร่างของเหอเยว่โดยไม่เกรงใจ แล้วใช้สองมือบีบคอของเธอไว้แน่น "หวังซิ่วหย่า..." เหอเยว่ทุบมือลงบนพื้น ออกซิเจนในอกค่อยๆ หมดไป เธอเริ่มหายใจไม่ออกแล้ว พยายามจะแกะนิ้วมือของหวังซิ่วหย่าออก แต่หวังซิ่วหย่าราวกับไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดๆ ต่อให้เล็บของเธอจะจิกจนผิวหนังของอีกฝ่ายถลอกจนเลือดซิบก็ไร้ประโยชน์ หวังซิ่วหย่ายังคงไม่ยอมปล่อยมือ "พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอไม่ช่วยฉันล่ะ?" หวังซิ่วหย่าร้องไห้ตะโกน หยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนใบหน้าเหอเยว่ สติของเหอเยว่เริ่มพร่าเลือน ในหูแว่วได้ยินเพียงเสียงเพลง "ฉันเชื่อ" ที่ดังสะท้อนก้องอย่างอื้ออึง ฉันต้องตายอีกรอบงั้นเหรอ?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD