บทที่ 8 ห้องเรียนว่าง

2229 Words
โจวเหวินเหอเดินเข้ามาในห้องเรียน เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่กำยำ ซึ่งดูไม่เหมือนโครงสร้างร่างกายของคนทางใต้เลย ต่อให้เป็นฤดูร้อน เขาก็ยังชอบสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตคู่กับกางเกงสแลก คาดเข็มขัดหนังเส้นเงาวับไว้ที่เอว และดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์แว่นตาอันเย็นชานั้น มักจะทำให้พวกนักเรียนเดาอารมณ์ของเขาไม่ออกอยู่เสมอ ทว่าวันนี้ กลิ่นอายรอบตัวเขาเย็นเยือกจนสัมผัสได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดกระหน่ำ เด็กสาวขี้กลัวที่นั่งโต๊ะข้างหน้าเหอเยว่บิดนิ้วตัวเองไปมาพลางพึมพำ “แย่แล้ว ๆ ต้องเป็นเพราะเหอเยว่ก่อเรื่องแน่ ๆ เลย” “พวกเธอเรียนวิชาประวัติศาสตร์กันแบบนี้เหรอ?” เสียงของโจวเหวินเหอทุ้มต่ำ แฝงไปด้วยความกดดันอันน่าเกรงขามโดยไม่ต้องตวาด พอเขาอ้าปาก ทุกคนก็ก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ โจวเหวินเหอดูชอบใจขึ้นมาเล็กน้อย จนกระทั่งสายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่เหอเยว่ เธอกำลังมองตรงมาที่เขา ดวงตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงสายตาธรรมดา ๆ ของนักเรียนที่มองอาจารย์คนหนึ่งเท่านั้น “อาจารย์โจวคะ เป็นความผิดของฉันเองค่ะ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น” เหอเยว่เอ่ยอย่างจริงใจ พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น เพื่อนร่วมห้องหลายคนต่างพากันแอบมองเธอ และพากันแปลกใจว่าเหอเยว่ที่ปกติจะดูอ่อนแอและนอบน้อม ทำไมจู่ ๆ ถึงใจกล้าขึ้นมาได้ขนาดนี้ ความจริงแล้วเหอเยว่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เธอแค่คิดง่าย ๆ ว่าใครทำคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ แต่ในสายตาของโจวเหวินเหอแล้ว มันไม่ได้มีความหมายแบบนั้นเลย ประโยคนี้มันฟังดูเหมือนเป็นการท้าทายเขาเสียมากกว่า “ดี” โจวเหวินเหอยิ้มออกมา แต่ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึม พอเหยียดยิ้มแบบนั้นจึงดูแปลกประหลาดพิกล “เธอตามฉันออกมาหน่อย” เหอเยว่กำลังจะเดินตามเขาออกไป แต่นึกไม่ถึงว่าหลี่ลี่ อาจารย์ที่ปกติชอบพูดจาเหน็บแนมประชดประชัน จะเป็นฝ่ายออกมาช่วยอธิบายแทนเธอ “อาจารย์โจวครับ ถึงเหอเยว่จะหัวทึบไปหน่อยแต่ปกติแกก็เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายนะครับ อาจเป็นเพราะตอนนี้อยู่ ม.6 แล้ว เด็ก ๆ คงจะเครียดกัน...” แบบนี้ก็นับว่าเป็นการช่วยคลี่คลายสถานการณ์อยู่ใช่ไหม? โจวเหวินเหอพยักหน้า ยื่นมือข้างหนึ่งไปกั้นตรงหน้าหลี่ลี่เพื่อไม่ให้เขาเข้ามาใกล้ “อาจารย์หลี่ ผมเป็นอาจารย์ประจำชั้น ผมรู้ดีว่าต้องทำยังไง คุณไปทำงานของคุณเถอะ” คำพูดนี้ฟังดูเหมือนสุภาพ แต่ความจริงแล้วมันเป็นการเตือนหลี่ลี่ว่า ตัวเขาคืออาจารย์คนสำคัญของโรงเรียนอวิ๋นหลง ส่วนหลี่ลี่พึ่งทำงานที่นี่ได้แค่สองปีเศษ เป็นแค่หน้าใหม่ อย่ามาสะเออะสอนเขาทำงาน หลี่ลี่เงียบไป สีหน้าของเขาดูไม่จืดเลยทีเดียว เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แล้วเลือกที่จะยอมถอย “งั้นผมขอตัวก่อนครับ” เมื่อส่งสายตามองหลี่ลี่เดินพ้นไปจากห้องเรียน เสียงเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เหอเยว่ ไปกันได้แล้ว” เหอเยว่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ในอาคารเรียนจะมีห้องเรียนที่เงียบสงัดขนาดนี้อยู่ด้วย หลังจากเลี้ยวผ่านหัวมุมตึกมาสองครั้ง ก็จะเจอโถงทางเดินทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ที่ปลายทางมีเพียงหน้าต่างบานเดียวที่แสงส่องผ่านเข้ามา ช่วยกั้นความร้อนระอุของฤดูร้อนไว้ด้านนอก ปัจจุบันชีวิตในระดับชั้น ม.6 นั้นตึงเครียดมาก คงไม่มีใครยอมเสียเวลามาที่นี่แน่ ๆ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเงียบเชียบจนน่ากลัว เธอเดินตามหลังโจวเหวินเหอไป จู่ ๆ เปลือกตาซ้ายก็กระตุกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เธอรีบยกมือขึ้นกดมันไว้ “อาจารย์คะ พวกเรากำลังจะไปไหนกันเหรอคะ?” พอเหอเยว่เอ่ยปาก เสียงสะท้อนก็ยิ่งทำให้โถงทางเดินดูว่างเปล่ามากขึ้น แต่โจวเหวินเหอเพียงแค่ปรายตากลับมามองเธอแวบหนึ่ง แล้วเดินหน้าต่อไป ด้วยสัญชาตญาณในการระวังภัย เหอเยว่เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่าง ชาติที่แล้วถึงเธอจะเรียนไม่ดี แต่ก็เป็นเด็กที่อยู่ในกรอบระเบียบมาโดยตลอด ไม่เคยต่อต้านอาจารย์เลย ดังนั้นจึงไม่เคยถูกโจวเหวินเหอเรียกตัวออกมาคุยเป็นการส่วนตัวแบบนี้ ในขณะที่เหอเยว่กำลังพยายามนึกทบทวนว่า ในชาติที่แล้วโจวเหวินเหอมีพฤติกรรมอะไรที่น่าสงสัยบ้าง ฝีเท้าของเขาก็หยุดลงทันที เขาเบี่ยงตัวเปิดประตูบานหนึ่งที่อยู่ข้างมือ แสงสว่างสาดส่องออกมา กระทบลงบนร่างของโจวเหวินเหออย่างจัง การยืนย้อนแสงทำให้เหอเยว่รู้สึกแสบตา จนมองไม่เห็นสีหน้าของเขาในเวลานี้เลย “เข้ามา” เหอเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะก้าวเข้าไปในห้องเรียนว่างห้องนั้น ภายในห้องเต็มไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ที่วางสุมกันอยู่โดยรอบ เธอปรายตามองผ่าน ๆ ก็เห็นได้ไม่ยากว่ามีฝุ่นเกาะหนาเตอะ แต่ที่น่าแปลกก็คือ ตรงใจกลางห้องกลับมีโต๊ะและเก้าอี้อยู่ชุดหนึ่งที่สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่น ราวกับว่ามีคนมาใช้งานที่นี่อยู่เป็นประจำ เสียงประตูด้านหลังที่ถูกปิดลงเบา ๆ ดังเข้าหู เหอเยว่สะดุ้ง ตัวสั่นเทาแทบสังเกตไม่เห็น บรรยากาศในห้องเรียนพลันตึงเครียดขึ้นมาในทันที “เหอเยว่” โจวเหวินเหอเรียกชื่อเธอเบา ๆ เหอเยว่หันหน้ากลับไป แววตาของโจวเหวินเหอราบเรียบไร้ความรู้สึก ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังทว่ากลับฉีกยิ้มออกมาอย่างน่าขนลุก โจวเหวินเหอเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อและเย็นชา “บทเรียนจริยธรรมแบบตัวต่อตัว เริ่มต้น ณ บัดนี้” ทันทีที่เสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น หลินเซี่ยหนิงแทบจะเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ ลั่วอี้หลานตกใจกับการกระทำของเธอ จึงดึงแขนเธอไว้ทันควัน “หนิงหนิง ฉันต้องไปที่ห้องกระจายเสียง เดี๋ยวเธอช่วยซื้อข้าวเย็นเผื่อเสี่ยวเยว่ด้วยนะ” คิดไม่ถึงว่าหลินเซี่ยหนิงจะปฏิเสธ แถมยังก้มมองนาฬิกาข้อมือด้วยท่าทางรีบร้อน “วันนี้ฉันมีธุระด่วนน่ะ” หลินเซี่ยหนิงมองซ้ายมองขวา ก่อนจะโยนยางลบก้อนหนึ่งลงบนโต๊ะตัวหนึ่งได้อย่างแม่นยำ “หลิวฉี ฝากซื้อข้าวไปให้เหอเยว่หน่อยนะ” หลิวฉีผิวปากหวีดหวิว “รับแซ่บ!” เมื่อเห็นท่าทางรีบร้อนเหมือนไฟลนก้นของหลินเซี่ยหนิง ลั่วอี้หลานที่จับมือเธอไว้ก็ยังไม่ยอมปล่อย “เธอจะรีบไปไหนของเธอเนี่ย?” หลินเซี่ยหนิงกำลังรีบจริง ๆ เธอสลัดมือของลั่วอี้หลานออก “ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว” พูดจบ เธอก็วิ่งออกไปราวกับกระต่ายตื่นตูม ลั่วอี้หลานเพิ่งจะลุกขึ้นยืนตั้งท่าจะวิ่งตามไป แต่กลับถูกเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ใบหน้าแดงก่ำเข้ามาขวางไว้ สายตาของเธอคนนั้นคอยชำเลืองมองไปทางประตูหลังห้องอยู่บ่อย ๆ ท่าทางดูเอียงอายผิดปกติ “ลั่วอี้หลาน เยว่โจวมาหาเธอน่ะ” เราจะแยกแยะคนดีคนเลวได้อย่างไร? ดูจากการมีอาชีพการงานที่เชิดหน้าชูตา มีครอบครัวที่อบอุ่น หรือมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีงั้นเหรอ? เปล่าเลย สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงวิธีซ่อนตัวในฝูงชนที่ดีที่สุดของปีศาจต่างหาก ภายใต้หน้ากากที่ดูงดงาม ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วดีหรือชั่ว? เหอเยว่เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่สะอาดสะอ้านตัวนั้น วางมือทั้งสองข้างไว้บนหัวเข่า นิ้วมือเรียวยาวบิดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ในหัวสมองของเธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ‘บทเรียนจริยธรรม’ นี้เลยสักนิด แต่ในตอนนั้นเธอเป็นแค่เด็กนักเรียนหัวทึบที่ว่านอนสอนง่ายและผลการเรียนย่ำแย่ ไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับโจวเหวินเหอเท่าไรนัก ยิ่งไปกว่านั้น โจวเหวินเหอมีนักเรียนตั้งมากมาย เขาจะเอาเวลาที่ไหนมาคอยจัดการทีละคน? แต่พอมาคิดดูดี ๆ นักเรียนไม่กี่คนที่เขาชอบเรียกออกไปคุยเรื่องการเรียนบ่อย ๆ ถึงแม้จะเป็นเด็กกลุ่มที่มีผลการเรียนอยู่ระดับกลางถึงระดับท้าย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีนิสัยชอบสร้างเรื่องเดือดร้อนเสียหน่อย มันมีอะไรไม่ชอบมาพากล “เหอเยว่ มีน้องชายหนึ่งคน พ่อแม่พาน้องชายไปทำงานที่ปักกิ่ง ส่วนตัวเองอาศัยอยู่กับคุณตาในเขตเมืองเก่าทางตอนใต้ข้าง ๆ โรงเรียนนี้” โจวเหวินเหอเงยหน้าขึ้นทำท่าครุ่นคิด “ครั้งก่อนที่ห้องเราสั่งนมกล่อง เธอก็ไม่ได้สั่งใช่ไหม? แล้วก็ทัศนศึกษาเมื่อปีที่แล้วเธอก็ไม่ได้ลงชื่อ ฉันจำได้ว่าเพื่อนสนิทสองคนของเธอไปกันหมดเลยนี่” โจวเหวินเหอพูดพลางเดินอ้อมไปทางด้านหลังของเหอเยว่ มือหนาใหญ่ที่สากและมีรอยด้านกดลงบนไหล่ของเธออย่างแรง แรงกดนั้นทำให้เหอเยว่ตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที เธอรีบเอ่ยปากขอโทษ “อาจารย์โจวคะ ฉันผิดไปแล้วค่ะ” “นักเรียนทุกคนที่เคยนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ ต่างก็พูดแบบนี้กับฉันทั้งนั้นแหละ” โจวเหวินเหอถอนหายใจยาว ราวกับกำลังเวทนาในความไม่รู้จักโตของเด็กพวกนี้ เหอเยว่เกลียดบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดันแบบนี้ เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่ขมับจนปวดร้าวไปหมด ในใจตอนนี้คิดเพียงแค่อยากจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด “ฉันจะไปขอโทษอาจารย์หลี่ค่ะ” เธอรีบร้อนขยับตัวจะลุกขึ้นยืน แต่กลับถูกโจวเหวินเหอกดไหล่เอาไว้กับเก้าอี้อย่างแน่นหนา เหอเยว่ฝืนทำเป็นสงบนิ่ง แสร้งทำสีหน้าสับสนขณะเอี้ยวตัวหันกลับไปมอง “อาจารย์โจวคะ?” นัยน์ตาของโจวเหวินเหอประกายความวิปริตออกมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า เหอเยว่รู้สึกว่าเมื่อเขาพบความตื่นตระหนกในใจเธอ ความรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจก็เอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาของเขา เขาใช้มือข้างหนึ่งกดเหอเยว่ไว้แบบนั้น ส่วนมืออีกข้างกำลังปลดเข็มขัดหนังของตัวเองออก “อาจารย์โจว!” เหอเยว่พยายามส่งเสียงตวาดห้ามเขา ทว่าโจวเหวินเหอกลับไม่ได้เห็นเธออยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังออกคำสั่งกับเธอ “ยื่นมือออกมา!” สายเข็มขัดหนังถูกทบจนหนา แสงที่สะท้อนจากหัวเข็มขัดเงินทำให้เหอเยว่ต้องเบือนหน้าหนีโดยสัญชาตญาณ เธอนึกถึงเจียงเส้าหมิง นึกถึงค่ำคืนอันมืดมิดนับไม่ถ้วน ความรู้สึกแสบร้อนทุรนทุรายยามที่เข็มขัดฟาดลงบนผิวหนัง เหอเยว่อ้าปากพูด แล้วเพิ่งค้นพบว่าเสียงของตัวเองสั่นเครือจนควบคุมไม่ได้ “อาจารย์โจวคะ คุณไม่กลัวฉันไปฟ้องอาจารย์ใหญ่เหรอคะ?” โจวเหวินเหอมองใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเหอเยว่ แล้วแค่นหัวเราะเยาะ “เหอเยว่ เด็กนักเรียนหลังห้องอย่างเธอ พ่อแม่ก็ไม่มีให้พึ่งพา เงินทองและอำนาจก็ไม่มี เมื่อกี้เธอพูดว่าเธอจะทำอะไรนะ? ฟ้องงั้นเหรอ?” โจวเหวินเหอคนนี้มองข้ามหัวเหอเยว่ไปตั้งนานแล้วว่าไม่มีปัญญาทำอะไรเขาได้! ภาพเหตุการณ์ในชาติที่แล้วที่ถูกเจียงเส้าหมิงข่มขู่รังแกแล่นผ่านเข้ามาในหัวสมองราวกับแผ่นฟิล์มที่เปิดวนซ้ำ เหอเยว่ขบกรามแน่น เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกคนอื่นย่ำยีศักดิ์ศรีตามใจชอบแบบนั้นอีกเด็ดขาด! เมื่อเห็นโจวเหวินเหอกำลังย่างก้าวเข้ามาใกล้ เหอเยว่ก็รวบรวมแรงทั้งหมดผลักเขาออกไปสุดแรงแล้ววิ่งพุ่งตรงไปที่ประตู ทว่าพอเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูก็ต้องพบว่า เพราะเมื่อกี้เธอตื่นตระหนกมากเกินไปจนไม่ได้สังเกตว่าประตูถูกลงกลอนล็อกไว้เรียบร้อยแล้ว! ในขณะที่เหอเยว่เบนสายตาไปทางหน้าต่าง ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาที่ท้ายทอย เป็นโจวเหวินเหอที่ตามมาทัน! เขาจิกกระชากผมของเหอเยว่อย่างไร้ความปรานี เหอเยว่ล้มกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง เส้นผมถูกกระชากราวกับจะหลุดออกมาจากหนังศีรษะ แต่โจวเหวินเหอกลับยิ่งทวีความตื่นเต้นบ้าคลั่งขึ้นไปอีก เขาลงมือลากร่างของเธอให้กลับมาตรงพื้นที่ว่างใจกลางห้องเรียน ราวกับกำลังลากสิ่งของไร้ชีวิตชิ้นหนึ่ง “เหอเยว่ ได้เวลาเริ่มเรียนแล้วนะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD