จวนสกุลหลัว
ภายในงานเลี้ยงปักปิ่นของหลัวอี๋อิ่ง บุตรสาวคนโตของท่านราชครู ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของนาง เมื่อเห็นว่าคู่หมั้นของตนหายไปนานจึงเดินตามหา หญิงสาวเดินไปจนพบกับเงาร่างหนึ่ง ที่ดูก็รู้ว่าเป็นคนที่นางกำลังตามหาอยู่
หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ๆ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ร้องเรียกชื่อเขา นางก็ชะงักไปเสียก่อน เมื่อเห็นอีกร่างที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีกำลังสวมกอดเขาอยู่ หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่มันคืออะไรกันแน่
“เมื่อไหร่เราจะได้อยู่ด้วยกันเจ้าคะ ซือเอ๋อร์มิอยากหลบซ่อนเช่นนี้อีกแล้ว” ซือซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าเสียใจ พร้อมกับทำใบหน้าเศร้าสลดอย่างน่าสงสารส่งไปให้ชายหนุ่ม
เสียงตัดพ้อของอีกฝ่ายทำให้หลัวอี๋อิ่ง ที่กำลังจะเดินเข้าไปได้ยิน หญิงสาวชะงักเท้า หัวใจสั่นสะท้านราวกับมีสายฟ้าฟาดเข้าลงกลางหัวใจของนาง คำถามมากมายผุดเข้ามาในความคิด นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เรื่องที่นางได้ยินเมื่อครู่มันคือเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?
“เจ้ารอข้าอีกไม่นาน หลังจากที่ข้าแต่งกับอิ่งเอ๋อร์แล้ว ข้าจะขออนุญาตนางให้รับเจ้าเป็นอนุของข้าอีกคน” ชายหนุ่มเอ่ยปลอบ พร้อมกับประคองกอดอีกฝ่ายไว้อย่างหวงแหน
ทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ หญิงสาวที่แอบฟังตั้งแต่แรกก็แทบจะประคองสติไม่อยู่ ความเสียใจระคนผิดหวัง ทำให้ความรู้สึกของนางในตอนนี้เจ็บปวดยิ่ง คล้ายกับมีเข็มนับหมื่นนับพันทิ่มแทงไปที่หัวใจของนาง หญิงสาวมองพวกเขาสองคนด้วยความเจ็บปวด ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของนาง มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
“แล้วคุณหนูจะไม่ว่าอันใดหรือเจ้าคะ” หญิงสาวยังคงเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ก่อนจะทำสีหน้าราวกับว่าจะร้องไห้ออกมาเสียง่าย ๆ
“เจ้ามิต้องกังวลไปหรอก ข้าสัญญาว่าเราสองคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผยแน่นอน ขอเพียงเจ้าอดทนรอข้าอีกนิด” ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ก่อนจะค่อย ๆ ประคองใบหน้าที่แสนอ่อนหวานเงยขึ้นสบตากับเขา ทั้งสองจ้องมองกันด้วยสายตาที่แสนจะรักใคร่ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงไปมอบจูบที่แสนอ่อนโยนให้นางอันเป็นที่รัก
นางเป็นดั่งสตรีที่เขาใฝ่ฝัน ใบหน้ารูปไข่ ตากลมโตสดใส คิ้วดกโค้งได้รูป ปากนิดจมูกหน่อย นิสัยร่าเริง สดใส ต่างจากสตรีที่เป็นคู่หมั้นของเขายิ่งนัก แม้นางจะงดงามราวกับเทพเซียน ใบหน้าเรียวได้รูป ดวงตาหงส์ คิ้วเรียวเล็กได้รูป ริมฝีปากเรียวสวย จมูกเล็กสมหน้า ผิวขาวผ่องดั่งแสงจันทร์ แต่เวลาเขาอยู่กับนางเขากับไม่มีความสุข นางเป็นสตรีที่เรียบร้อย อยู่ในกฎเกณฑ์มากเกินไป ราวกับชีวิตนี้ของนางไม่มีสีสัน และพอได้อยู่ใกล้ชิดหญิงสาวที่ร่าเริงน่ารักเช่น ซือซือ จึงได้เกิดเป็นความรักขึ้นมา
ทั้งสองกอดจูบกันอย่างมีความสุขโดยที่ไม่ได้รับรู้เลยว่า ยังมีสตรีอีกคนหนึ่งที่หัวใจกำลังแตกสลายเพราะทั้งคู่ หลัวอี๋อิ่งค่อย ๆ ถอยหลังออกไปช้า ๆ ก่อนจะเดินร้องไห้อย่างไร้จุดหมายจนไปหยุดอยู่ที่ศาลากลางน้ำหลังจวน
หญิงสาวหลับตาลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ทิ้งตังลงน้ำเสียงดังตูมม! ทำให้ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากับวิ่งเข้ามาดู จึงได้เห็นร่างของหญิงสาวค่อย ๆ จมลงไปในสระลึก พวกเขาจึงพากันแตกตื่น แม้อยากจะลงไปช่วยเหลือแต่พวกนางก็เป็นเพียงสตรีที่ว่ายน้ำไม่เป็นจึงได้แต่ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ
ผู้ใหญ่ที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงพากันเข้ามาดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“มีคนตกน้ำเจ้าค่ะ รีบลงไปช่วยนางเร็ว” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตกใจ
“รีบลงไปช่วยนางเร็ว” หลัวจื่อโจวเอ่ยอย่างร้อนรน หากมีบุตรหลานของขุนนางคนใดมาเกิดเรื่องในจวนของเขาคงจะไม่เป็นการดีเป็นแน่
บ่าวรับใช้หลายคนต่างลงไปช่วยเหลือผู้ที่ตกลงไปในน้ำ แต่ก็ไม่พบผู้ใด พวกเขาจึงรีบเร่งช่วยกันหาต่อไป
“แล้วอิ่งเอ๋อร์ไปไหนเสียเล่า” หลัวจื่อโจวเอ่ยถามถึงบุตรสาวที่เป็นเจ้าของงานในวันนี้ เขาไม่เห็นบุตรสาวมาครู่ใหญ่แล้ว เหตุใดจนป่านนี้ยังไม่ออกมาพบปะผู้คนเสียบ้าง
“น้องมิเห็นอิ่งเอ๋อร์นานแล้วเจ้าค่ะ” หานเจียหนิงกล่าวกับผู้เป็นสามี นางไม่เห็นบุตรสาวนานแล้ว
“พบแล้วขอรับ พบแล้ว” เสียงของบ่าวรับใช้ที่ลงไปช่วยเหลือคนที่ตกลงไปในน้ำดังขึ้น พร้อมกับนำร่างที่ไร้สติขึ้นมาบนศาลา ผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็พากันมองว่าใช่บุตรหลานของตนหรือไม่
“อิ่งเอ๋อร์!!” หานเจียหนิง เมื่อเห็นว่าสตรีที่ถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำเป็นใคร นางก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเข้าไปดูร่างของบุตรสาวที่นอนนิ่งไม่ไหวติง
“หมอ... ไปตามหมอมาเร็วเข้า” เจ้าของจวนพูดขึ้นอย่างร้อนใจ ก่อนจะรีบเข้าไปอุ้มร่างของบุตรสาวไปที่เรือนนอน
“เชิญทุกท่านแยกย้ายขอรับ งานเลี้ยงในวันนี้จบลงแล้ว ต้องขออภัยทุกท่านที่เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ขอรับ” พ่อบ้านเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ความสงบ แขกทุกคนต่างทยอยกันกลับจวน แต่ก็มีสกุลถางและสกุลหานที่ยังคงอยู่
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอหมออยู่ด้านนอกด้วยความกระวนกระวายใจ ส่วนด้านในก็ยังคงมีเสียงร้องไห้ของฮูหยินใหญ่ ดังออกมาปริ่มจะขาดใจ โดยมีนายท่านของจวนคอยปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ
“ลูกสาวของข้าเป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ” หลัวจื่อโจวร้องถามท่านหมอด้วยความร้อนใจ เพราะเป็นห่วงบุตรสาวที่ตอนนี้ก็ยังคงไม่ได้สติ
“อาการของคุณหนูหลัว ปลอดภัยดีแล้วขอรับ เพียงแต่ว่า...” เว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “เพียงแต่ยังมิรู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใดขอรับ” ท่านหมอหวังที่ถูกเรียกตัวให้มารักษาคุณหนูของจวนเอ่ยขึ้นอย่างจนใจ เพราะอาการของนางนั้น แม้ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่เหตุใดถึงยังมิรู้สึกตัวเขาเองก็ยังหาสาเหตุไม่ได้
“เหตุใดถึงไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่” หลัวจื่อโจวเอ่ยเสียงเข้ม
“ร่างกายของคุณหนูหลัวนั้น ในเวลานี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าสาเหตุใดนางจึงยังไม่ฟื้น” เขาตอบออกไปอย่างจนใจ
“เช่นนั้นเราควรจะทำอย่างไร” หลัวจื่อโจวเอ่ยถาม ก่อนจะมองไปที่ร่างของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
“คงต้องรอให้คุณหนูฟื้นเองขอรับ หากท่านราชครูไม่สบายใจจะเชิญหมอหลวงมาตรวจดูอีกทีก็ได้นะขอรับ” เขาเอ่ยขึ้น แต่เขามั่นใจว่าอย่างไรเขาก็ไม่ได้ตรวจคุณหนูผู้นี้ผิดแน่
“จะอย่างไรข้าก็ต้องขอขอบคุณท่านหมอหวังเป็นอย่างมาก” หลัวจื่อโจวเอ่ยขอบคุณหมอที่มาทำการรักษาบุตรสาวของตน หมอหวังผู้นี้ถือเป็นหมอที่เก่งกาจ หากจะให้หาหมอที่มีความสามารถมากกว่านี้เขาว่าคงจะยากอยู่ไม่น้อย
“ไม่เป็นไรขอรับ ถ้าเช่นนั้นข้าคงจะต้องขอตัวก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเข้ามาดูอาการของคุณหนูอีกที” เมื่อเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วเขาจึงได้ขอตัวกลับ
“ขอบคุณ ขอบคุณ” ผู้เป็นเจ้าของจวนเอ่ยขอบคุณออกไปอย่างจริงใจ ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้พ่อบ้านมอบเงินเพื่อเป็นการตอบแทน
“ขอบคุณท่านราชครู ข้าขอตัวก่อน” เขาเอ่ยขอบคุณพร้อมกับรับเงินจากพ่อบ้าน ก่อนจะเดินจากไป
เมื่อท่านหมอกลับไปแล้ว หานเจียหนิง ก็รีบเข้าไปดูอาการของบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง เหตุใดบุตรสาวของนางถึงยังไม่ฟื้นขึ้นมาเสียที หัวอกของคนเป็นแม่หัวใจแทบจะแตกสลายอยู่แล้ว
“โถ่!! ลูกแม่ เหตุใดเจ้าถึงได้โชคร้ายถึงเพียงนี้” หญิงสาวร่ำไห้ออกมาปริ่มจะขาดใจ พร้อมกับกุมมือของบุตรสาวเอาไว้แนบอก พลันน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้งด้วยความสงสารบุตรสาวของตน
“น้องหญิงอย่าได้เป็นกังวล ท่านหมอก็บอกแล้วว่าบุตรสาวของเรานั้นมิได้เป็นอันใด” ผู้เป็นสามีเอ่ยปลอบภรรยารักพร้อมกับเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้น ก่อนจะพานางเดินออกไปจากเรือนเพื่อให้บุตรสาวได้พักผ่อน
“หากนางไม่เป็นอันใด เหตุใดถึงยังไม่ฟื้นล่ะเจ้าคะ” เมื่อเดินพ้นห้องของบุตรสาวแล้ว นางจึงได้เอ่ยถามขึ้น หากนางมิเป็นอันใดจริงคงจะต้องฟื้นแล้ว
“หากเจ้าไม่วางใจ อีกสองวัน หากนางยังมิฟื้น ข้าจะไปเชิญหมอหลวงมาตรวจอีกครา” เขาเอ่ยขึ้น ใช่ว่าเขาจะวางใจ แต่หมอหลวงหาใช่ผู้ที่เขาจะเชิญมาได้ง่าย พูดจบแล้วเขาก็ประคองภรรยารักไปยังเรือนของตนเพื่อพักผ่อน
ตลอดสองวันที่ผ่านมาฮูหยินของจวนมาเฝ้าบุตรสาวแทบจะไม่ได้กลับไปพักที่เรือนของตน แต่นางก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาสักนิด น้ำตาของผู้เป็นมารดาค่อย ๆ ไหลออกมาอีกครั้ง นี่บุตรสาวของนางจะไม่ฟื้นขึ้นมาจริง ๆ หรือ หากเป็นเช่นนั้นจริง นางคงจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
ในขณะที่หานเจียหนิงกำลังเช็ดมือให้บุตรสาว มือเรียวบางที่นิ่งไม่ได้ขยับมาหลายวันกับมีการขยับ ทำให้ผู้เป็นแม่ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
“อิ่งเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้วหรือ ลูกแม่เจ้าฟื้นแล้ว” นางเอ่ยออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นบุตรสาวที่หลับใหลไปหลายวันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“ท่านแม่?” หญิงสาวที่นอนอยู่เอ่ยขึ้นด้วยความมึนงง ก่อนที่ภาพความทรงจำต่าง ๆ จะหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างมิขาดสาย นางรีบยกมือขึ้นมากุมศีรษะเพื่อให้บรรเทาอาการปวดหัว ไม่นานนางก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่สติของนางจะดับวูบลงอีกครั้ง
“อิ่งเอ๋อร์! อิ่งเอ๋อร์!! เจ้าเป็นอันใดไป” เมื่อเห็นอาการของบุตรสาวก็ร้องออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับสาวใช้ข้างกาย “เจ้าไปเรียนนายท่าน แล้วไปตามท่านหมอหวังมาให้เร็วที่สุด”เมื่อเอ่ยจบแล้วก็หันไปดูอาการขอบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง