ตอนที่ 14 วิวาห์ที่รอคอย

1847 Words
เมื่อวันแต่งงานมาถึง... แขกมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านใกล้เคียง และคนที่รู้จักของเอกภพอีกนิดหน่อย เสียงสวดมนต์และคำอวยพรจากผู้ใหญ่ดังกังวานในบ้าน พระท่านนั่งเรียงกันอย่างเรียบสงบ มือประนม ท่องบทสวดเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เสียงหัวเราะแว่ว ๆ จากกลุ่มเด็กที่วิ่งเล่นกันด้านนอก ขับขานคู่กับเสียงลมหายใจของธรรมชาติ ลมต้นฤดูฝนพัดโชยเข้ามาต้องชายผ้าขาวที่แขวนประดับตามชายคาให้พลิ้วไหวช้า ๆ ใต้ชายคาที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ท้องถิ่น พวงมะลิ พุดซ้อน ชมนาด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยปะปนมากับกลิ่นธูปจาง ๆ ทิพย์ธารานั่งพับเพียบเรียบร้อย มือทั้งสองวางประสานบนตักในท่าที่คุ้นชิน ด้านหลังเธอมีหมอนอิงใบเล็ก ๆ รองไว้ให้พอไม่ปวดหลังนัก ชุดผ้าไทยสีขาวอมชมพูที่แม่วารีตัดเย็บเองจากผ้าทอของยายเข้ากับผิวเนียนอย่างพอดี ดวงตาเธอเป็นประกายระยิบระยับ ขณะที่สายตามองทอดไปยังมือของตัวเองที่ยังสั่นนิด ๆ อย่างคนตั้งใจจะไม่เผลอทำอะไรพลาด เอกภพนั่งข้าง ๆ กำมือหลวม ๆ วางบนเข่าทั้งสองข้าง เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวที่รีดจนเรียบเป็นเส้นตรงกับกางเกงแพรสีเทาอ่อนดูสะอาดตา เรียบง่ายแต่ดูดีอย่างน่าประหลาดใจ เขานั่งตัวตรง หันไปขยับพัดที่พาดกับเสาข้างตัวเบา ๆ คล้ายจะไล่ความร้อนจากบ่ายที่ยังไม่มาเต็มแรง แต่แล้ว... ฟ้าเริ่มครึ้ม ทั้งที่เพิ่งสาย ๆ ไม่ทันไร แสงที่ลอดผ่านร่องไม้เริ่มหม่นลงทีละน้อย เสียงลมเริ่มพัดแรงขึ้น ตามด้วยเสียงฟ้าร้องเบา ๆ ที่กลายเป็นเสียงคำรามหนัก ครืนน... ครืนนนน! แม่วารีเงยหน้ามองฟ้าผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า แล้วขมวดคิ้วแน่น “ฝนจะตกเอาตอนนี้เลยหรือ โอ๊ย ของยังไม่เสร็จเลยลูกเอ๊ย” มือที่กำลังยกขันเงินจุ่มน้ำมนต์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปตะโกนเรียกญาติอีกฝั่ง “เจ๊ละม่อม! ของบนโต๊ะนั่นช่วยเก็บก่อนเร็ว เดี๋ยวเปียกหมด!” เปรี๊ยงงง! แปะ ๆ แปะ ๆ เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยง แล้วเม็ดฝนก็ตกลงมาโปรยปราย มองผ่านชายคาออกไปจะเห็นเม็ดฝนขาวขุ่นกำลังสาดลงบนผืนหญ้าและทางเดินดินแดงด้านนอก ญาติพี่น้องวิ่งกันวุ่น บางคนตะโกน บางคนหัวเราะ บางคนถือถาด ขัน โตกวิ่งไปวิ่งมา รีบยกโต๊ะ ย้ายของเข้าชานบ้าน มือไม้เกะกะพัลวัน ฝนที่ตกไม่หนักมากนัก แต่พอให้ข้าวของเปียกโชก เด็ก ๆ วิ่งหัวเราะกันลั่นบ้าน แต่คนจัดงานหน้าซีดเป็นแถบ ซ่าา... ซ่าาา... “พี่นึกไม่ถึงเลยว่าฝนจะมาตกเอาวันนี้” เอกภพมองหน้าทิพย์ธารา ริมฝีปากขยับช้า ๆ คล้ายกลั้นเสียงหัวเราะไว้แล้วพูดเบา ๆ ทิพย์ธาราไม่ตอบทันที เธอหันไปมองชายคาด้านนอกที่น้ำฝนเริ่มไหลลงเป็นเส้นตรง แล้วจึงหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง “ไม่เป็นไรพี่ ฝนไม่ใช่ปัญหา” เธอยิ้มจาง ๆ ไม่เผยฟัน แต่แววตาเต็มไปด้วยความแน่นิ่ง “ถ้าเรามีกันอยู่ ฝนตกก็เป็นเรื่องน่าจดจำ” ครืน... ครืนนน... ขณะนั้นเอง พ่อพนาเดินเข้ามา เสียงรองเท้าแตะเปียกฝนเดินเหยียบไม้ชานบ้านเป็นจังหวะดัง เปาะ ๆ แล้วเอ่ยเสียงดังพอได้ยินทั่ว “เร็วอีหนู เดี๋ยวของจะเปียกหมด!” “มา ๆ น้าพนา ฉันช่วยจ้ะ” เสียงแป้งร่ำดังมาจากอีกมุม มือสองข้างถือขันเงินกับพานรองแน่นจนเอียงเล็กน้อย ผ้าถุงลายดอกเปียกฝนจนแนบกับขา “อย่าลืมผ้าขาวนั่นด้วย วิไล!” ใครบางคนตะโกน “ได้เลยจ้า! พี่จับด้านนั้น” วิไลรัตน์ตอบ ก่อนจะวิ่งไปคว้าผ้าผืนยาวที่ผูกประดับอยู่ริมเสา แล้วช่วยกันกับญาติผู้ใหญ่ยกเข้ามาภายใน ซ่าา... ซ่าาา... ภายใต้เสียงฝนที่ยังพรำไม่หยุด เสียงรองเท้าเก่า ๆ เสียดสีพื้นไม้ ดังเป็นระยะ แม่วารีเดินกลับเข้ามาเช็ดแขนตัวเอง พลางมองรอบ ๆ แล้วถอนหายใจ “เฮ้อ...” พ่อพนาถอนหายใจเบา ๆ หันไปมองโต๊ะไม้ที่ตอนนี้ของวางแน่นเต็มอีกครั้ง “บ้านเรามีหลังคา ฝนแค่นี้ไม่พาใจเปียกหรอก” พ่อพูดติดตลกแล้วหัวเราะเบา ๆ ปลายเสียงนั้นทำให้ทิพย์ธาราเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ โดยไม่พูดอะไร ซ่าา... ซ่าาา... ในที่สุด พิธีก็ได้ดำเนินต่อ ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกเบาลงเรื่อย ๆ บนหลังคา สายลมเย็นพัดกลิ่นดอกมะลิและกลิ่นหญ้าเข้ามาในเรือน ผ้าโปร่งขาวปลิวไหวเบา ๆ ตามแรงลม ขันน้ำมนต์สะท้อนแสงเทียนที่วางไว้ใกล้กันจนเป็นเงาวูบวาบ เมื่อพระสวดจบ และถึงช่วงรดน้ำสังข์ แม่วารีก้าวเข้ามานั่งด้านหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะยกขันน้ำขึ้น เทน้ำช้า ๆ ลงบนมือของทิพย์ธารา เสียงน้ำไหลลงผิวเนื้อเบา ๆ ดังพอให้ได้ยิน ตามด้วยพ่อพนาที่ค่อย ๆ โน้มตัวลง มือแข็งแรงเทน้ำด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะยื่นขันให้ญาติผู้ใหญ่คนถัดไป น้ำเย็นไหลรินผ่านฝ่ามือรวมถึงคำอวยพรที่ส่งมาพร้อมสายตาและรอยยิ้มจริงใจ แต่ละคนค้อมตัวลงเล็กน้อย ยิ้มให้เธอและเขา บางคนพูดคำอวยพรช้า ๆ บางคนเพียงพยักหน้า เอกภพเงยหน้ามองเธอในช่วงหนึ่ง เขาไม่พูดอะไร แค่ยิ้มบาง ๆ ให้ ดวงตานิ่งสงบเหมือนเคย แต่ในความนิ่งนั้นมีแววตาอบอุ่นชัดเจน ทิพย์ธาราไม่ได้หลบตา มือของเธอกระชับกันเบา ๆ บนตัก ใบหน้าสงบแม้ใจจะเต้นแรง เธอคิดถึงทุกวันก่อนหน้านี้ วันที่เจอกันครั้งแรก วันที่เขารอเธอเลิกงาน วันที่เขากลั้นใจขออนุญาตแม่ เธอคิดว่า…บางทีนี่คงเป็นชีวิตที่เธออยากมีจริง ๆ ซ่าา... ซ่าาา... แปะ ๆ แปะ ๆ ... ไม่นานฝนก็เริ่มซาลง เสียงฝนที่เคยกระทบหลังคาบ้านค่อย ๆ ลดน้อยลงจนแทบเงียบไปทั่วบริเวณ รอบ ๆ บ้านเริ่มเผยให้เห็นภาพของพื้นหญ้าสีเขียวสดชื่น ในขณะเดียวกัน บรรยากาศของงานแต่งงานก็เริ่มคลายตัว แขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานค่อย ๆ พากันทยอยกลับบ้านกันทีละกลุ่ม มีเสียงคุยกันเบา ๆ พร้อมคำอำลากันอย่างนอบน้อม บางคนยิ้มและสวมกอดขอบคุณเจ้าภาพ เสียงหัวเราะค่อย ๆ จางลงแตกต่างไป ... งานเลี้ยงเล็ก ๆ จบลงแล้ว เหลือเพียงบรรยากาศเงียบสงบในยามเย็น แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลอดผ่านเรือนยอดไม้ ทาบเงาลงบนพื้นดินที่ชื้นนวลจากฝนที่เพิ่งผ่านพ้น ทิพย์ธารานั่งอยู่บนพื้นใกล้ฝาชานบ้าน มือข้างหนึ่งกำลังพับเสื้อผ้าใส่ในกระเป๋าผ้า ส่วนอีกมือก็ลูบผิวผ้าเบา ๆ เหมือนจะเช็ดฝุ่นออกให้เรียบที่สุด ด้านข้างมีถุงผ้าใบหนึ่งวางพาดไว้บนฟูกม้วน เอกภพยืนอยู่ไม่ไกลนัก ข้างเท้าเขามีกระเป๋าเดินทางผ้าใบเก่าทรงสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง มุมกระเป๋าถลอกจนเห็นขอบด้ายลุ่ย ๆ เขาไพล่มือไว้ข้างหลัง มองออกไปที่ทุ่งซึ่งเริ่มมืดลง ดวงอาทิตย์ขอบฟ้าแค่เพียงริ้วสีทองท้ายสุด เหลือเพียงเงาระเรื่อที่ลูบผิวนาให้ดูเงียบงัน เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบา ๆ บนไม้กระดาน แม่วารีเดินมาช้า ๆ จนมาหยุดยืนตรงหน้าเขา สวมผ้าซิ่นลายเก่าและเสื้อคอกระเช้า ผมที่เคยมัดรวบหลุดรุ่ยเล็กน้อย พ่อพนาเดินตามมาห่าง ๆ มือถือพัดไม้ไผ่โบกเบา ๆ ให้ตัวเอง เอกภพรีบยืดตัวตรง ยกมือไหว้ “แม่ครับ พ่อครับ” แม่วารีพยักหน้าน้อย ๆ ดวงตาคู่นั้นยังนิ่งอยู่ แต่ในแววตามีบางอย่างที่ทำให้เอกภพไม่กล้าหลบตา “เอก… พ่อพนากับข้าก็ไม่มีอะไรมากจะฝาก นอกจากพยายามสร้างฐานะให้กับครอบครัว จะได้ไม่ลำบากในวันข้างหน้า” เสียงแม่วารีราบเรียบ แต่แฝงความคมชัดในทุกถ้อยคำ เอกภพพยักหน้าเบา ๆ “ครับแม่ ผมเข้าใจครับ” “แต่ยังมีอีกเรื่อง… ข้าคิดว่ามันควรจะชัดเจนไว้แต่แรก” แม่วารีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม แต่ดวงตาคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับตัวเล็กน้อย คล้ายตั้งรับสิ่งที่กำลังจะตามมา “ที่ข้าให้จัดงานแบบเรียบง่าย ก็เพราะเห็นใจว่าฐานะเอ็งยังไม่ค่อยดี แต่ถึงจะแต่งกันแล้ว ข้าก็อยากมั่นใจ” แม่วารีเอามือไขว้ไว้ด้านหลัง มองเขาอย่างแน่วแน่ “นังธารามันเป็นลูกที่ข้าเลี้ยงมาอย่างดี อีกไม่นานมันจะไปอยู่กับเอ็ง ข้าคิดว่าเอ็งจะได้พิสูจน์ตัวเองก็คราวนี้แหละ” เอกภพสบตาแม่วารีตรง ๆ ก่อนจะตอบเสียงชัดเจน “เรื่องค่าสินสอด ผมรู้ครับว่าผมยังทำได้ไม่พอ ผมกับธาราตัดสินใจแต่งกันด้วยใจ ไม่ได้หวังให้มันยิ่งใหญ่ แต่ผมก็ไม่เคยลืมว่ายังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ผมตั้งใจจะเก็บเงินส่งมาให้ครบครับแม่” แม่วารีพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในแววตามีทั้งห่วง ทั้งยังไม่ไว้วางใจ “ข้ารู้ว่าเอ็งมีใจ ข้าก็เห็น แต่เอ็งก็ต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นเหมือนกัน ว่าจะดูแลมันได้จริง ๆ” เธอเว้นจังหวะ หันไปมองหน้าทิพย์ธาราแวบหนึ่ง ก่อนกลับมามองเอกภพตรง ๆ “ข้าเพิ่งจะได้รู้จักเอ็งจริง ๆ ก็ตอนที่พากันมาบอกว่าจะขอแต่งงานนี่แหละ เอ็งว่ามันเร็วไปหน่อยไหมล่ะ ที่ข้าจะมั่นใจได้ว่าเอ็งเป็นคนดีจริง ๆ หรือเปล่า” เสียงแม่ไม่ได้แข็ง แต่มีน้ำหนักในทุกคำ “ข้าก็ไม่ได้อยากขวางพวกเอ็งหรอก ข้ารู้ว่ามันรักเอ็ง ข้าก็เลยให้แต่ง แต่จะให้ข้าไว้ใจทั้งหมด ทั้งที่ยังไม่รู้จักเอ็งดี มันก็ยังพูดยากอยู่” เอกภพยืนนิ่ง ฟังอย่างตั้งใจ เขายกมือไหว้ช้า ๆ แล้วพูดด้วยเสียงเรียบ “ผมเข้าใจครับแม่ ผมยอมรับว่าทุกอย่างมันเร็ว แต่ผมตั้งใจจริง” แม่วารีพยักหน้าเบา ๆ แล้วพูดต่อ ชัดถ้อยชัดคำ “ห้าหมื่นบาท เอ็งเอามาให้แม่เห็นก่อน ว่าเอ็งสามารถทำได้จริง แล้วค่อยพาธาราไปอยู่กรุงเทพฯ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD