ซึ่งเรื่องราวระหว่างเจ้าจันทร์กับพวกเขาทั้งสองคน ก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่ข้าวปุ้น ยังเรียนอยู่ชั้นมอสอง
ข้าวปุ้นถูกนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งเข้ามารุมทำร้าย แล้วก็ได้เจ้าจันทร์นี่แหละที่เข้าไปช่วยเอาไว้ นั่นจึงทำให้ทั้งสองคนสนิทกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา และเมื่อข้าวปุ้นได้รู้ว่าเจ้าจันทร์ เป็นเพื่อนสนิทกันกับชายในฝันของเธอ เจ้าตัวจึงไม่รีรอที่จะขอให้เจ้าจันทร์ ช่วยนำของขวัญของฝากจากเธอ ไปให้อีกฝ่ายอยู่เสมอ โดยที่เธอไม่ต้องการให้ใต้ฝุ่น ได้รู้ถึงที่มาที่ไปว่าใครเป็นเจ้าของ และเจ้าจันทร์จะต้องช่วยปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันใต้ฝุ่นก็ยังไม่เคยรู้
“งื้อ...เจ้อย่าใจร้ายกับหนูนักเลย..ในเมื่อเราเคยกรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้องกันแล้วนี่นา ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากจะไปกับเจ้ แต่เฮียฝุ่นสั่งห้ามไว้ว่าไม่ให้หนูไปที่นั่นอย่างเด็ดขาด แล้วเจ้จะให้หนูขัดคำสั่งเฮียหรือไง? เจ้ไม่สงสารหนูเหรอ?” ข้าวปุ้นโอดครวญอย่างน่าสงสาร แต่เจ้าจันทร์ก็ดันโต้กลับมาว่า
“แกก็ไปบริหารเสน่ห์ไง แกไม่อยากจะรู้เหรอว่า คนหน้าตายอย่างไอ้ฝุ่น มันจะยังเฉยอยู่ได้มั้ย หากมีใครเข้ามาจีบแก”
“มีคนเข้ามาจีบหนูตั้งเยอะแยะ แต่หนูไม่สนเพราะหนูรักเฮียฝุ่นแค่คนเดียวเจ้ก็รู้นี่คะ”
“แล้วไอ้ฝุ่นมันรู้มั้ยละ จนถึงป่านนี้..มันเคยบอกว่ารักแกบ้างมั้ย?"
"ไม่เคยเลยค่ะเจ้ แค่เฮียฝุ่นเอ็นดูหนูบ้างหนูก็พอใจแล้วค่ะ" ข้าวปุ้นยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย และไม่เคยคิดปิดบัง ความรู้สึกของตัวเองที่มีให้กับใต้ฝุ่นเลยสักครั้ง
"แล้วผู้หญิงที่สวยเลือกได้อย่างเรา ทำไมต้องมาจมปลักรักเขาข้างเดียวแบบนี้ด้วยวะ!”
เจ้าจันทร์พูดออกมาตามแรงอารมณ์ ผสมกับที่กำลังไม่พอใจคันศร เธอจึงคิดจะ Move on จากมันให้ได้ ด้วยการหาผัวใหม่ที่อยู่ใกล้กัน เพื่อเอาไว้เย้ยหยันมันอีกที เพราะผัวที่ดีก็คือผัวใหม่ หากว่ามันยังเจ้าชู้ไม่เลิกรา
“ที่เจ้พูดออกมานั่นมันหมายถึงหนูเหรอ?” ข้าวปุ้นเลิกคิ้วขึ้นสูง พลางเอ่ยถามขณะชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “หรือว่าเจ้กำลังพูดถึงตัวเองอยู่คะเนี่ย...อย่าบอกนะว่าเจ้กำลังแอบรักใคร แน้..สารภาพกับหนูมาเดี๋ยวนี้นะ รับรองว่าหนูจะไม่บอกใคร?”
“แกไม่ต้องถามได้มั้ย? ตกลงจะเอายังไง? แกจะไปหรือไม่ไปก็ตอบเจ้มาเลยดีกว่า!”
ฟู่!
ข้าวปุ้นพรูลมหายใจออกมาหนักๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำใจ คล้ายกำลังถูกบังคับกลายๆ จนไม่สามารถจะปฏิเสธอะไรกลับไปได้ทั้งนั้น
คณะวิศวกรรมศาสตร์
ณ . โรงอาหาร
ใต้ฝุ่นเบิกตากว้าง พลางถือช้อนที่กำลังตักข้าวในจานค้างไว้ ในจังหวะที่สายตาเหลือบไปเห็นข้าวปุ้น กำลังเดินเข้ามาในโรงอาหารพร้อมกับเจ้าจันทร์ ซึ่งคนทั้งคู่ก็ได้ตกเป็นเป้าสายตา ที่ใครๆ ต่างก็พากันหันมอง
“ไอ้ศร ไอ้ฝุ่น...เมียของพวกมึง!...”
โชกุนที่เห็นเหมือนกันจึงรีบบอก ขณะกรอกตามองเพื่อนรักทั้งสองคนสลับกันไปมา เพื่อดูปฏิกิริยาของพวกมันทั้งคู่
“เออ..กูเห็นแล้ว”
ใต้ฝุ่นเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง จากนั้นจึงลดระดับสายตาลงมองสิ่งที่อยู่ในจานก่อนจะกินต่อ ทั้งที่กำลังรู้สึกไม่พอใจอย่างแรง แต่กลับไม่แสดงออก
“งั้นมึงบอกกูทีไอ้ศร...ว่ามึงทนได้หากไอ้ตั้มมันจะเอาไอ้เจ้า ไปแดกต่อจากมึง?”
โชกุนจึงหันไปแซะคันศรต่อจากนั้น เมื่อเห็นว่าเดือนวิศวะ กำลังเดินตรงเข้าไปหาเจ้าจันทร์
ส่วนคนที่อยู่ข้างกันนั่นก็ไม่เบา เพราะมีรุ่นน้องของพวกเขาเดินเข้าไปทักทาย จากนั้นก็พูดคุยกันอย่างสนิทสนม เหมือนรู้จักกันมานมนาน
“ทนได้ก็เหี้ยละ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องมัน นอกจากกูแค่คนเดียวเท่านั้น” ว่าแล้วคันศรก็เดินตรงปรี่เข้าไปหาเจ้าจันทร์ทันที
เมื่อคันศรเดินออกไป โชกุนจึงหันมาสนใจคนที่นั่งข้างกัน แล้วก็ได้เห็นว่าของที่อยู่ในมือมันทั้งสองข้าง มีรูปร่างลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิม
“ ไอ้ฝุ่น...มึงรู้ตัวมั้ยว่าช้อนส้อม ที่มึงกำลังถืออยู่นั่นมันผิดรูป มันงอจนจะพับได้อยู่แล้วมึงดูสิ”
“อื้อ...ของโหลก็งี้แหละ”
ใต้ฝุ่นรีบแก้ตัวหน้าตายก่อนวางช้อนส้อมไว้ในจาน จากนั้นจึงผลักมันออกห่างตามแรงอารมณ์ของเจ้าตัว ที่มัวแต่นั่งวางท่าได้อย่างน่าหมั่นไส้
“กูไม่แดกแล้ว กูจะรีบไปทำรายงานส่งอาจารย์ต่อ”
ว่าแล้วใต้ฝุ่นก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง แต่ยังไม่ทันได้ไปไหน เมื่อได้ยินคำถาม ในประโยคต่อไปของโชกุนอีกครั้ง
“มึงกำลังหวง หรือไม่พอใจ น้องสาว ของมึงอยู่ใช่มั้ย?”
ที่โชกุนเอ่ยถาม เพราะเขาต้องการให้ใต้ฝุ่นพูดออกมาตามความเป็นจริง แต่สิ่งที่เขาได้ยินมันตอบกลับมานั่นก็คือคำว่า...
“เปล่า..”
เอากับมันสิ...ไอ้สองตัวนี่มันมักจะปากแข็ง เขาคงต้องใช้วิธีขยี้พวกมันให้แรงกว่านี้อีกสักหน่อย แล้วคอยดูปฏิกิริยาอาการของพวกมัน ว่าจะเป็นยังไง? และท้ายที่สุดจะลงเอยกันในรูปแบบไหน?
“ถ้าไม่ใช่...งั้นมึงก็นั่งลงก่อน...เพราะไอ้ศรมันกำลังพาพวกนั้นเดินมาทางนี้กันแล้ว”
ใต้ฝุ่นที่ตั้งใจจะหลบออกไปจึงจำใจนั่งลงตรงที่เดิม และพยายามเก็บกลั้นอาการไม่พอใจเอาไว้ เมื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของตน และมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้เหตุผลนี้
เมื่อทั้งสามคนเดินตามกันมาจนถึงโต๊ะ ซึ่งมีโชกุนกับใต้ฝุ่นที่ยังนั่งรอพวกเขาไม่ไปไหน คันศรจึงบอกกับเพื่อนทั้งสองคนออกไปว่า
“เดี๋ยวกูจะพาไอ้เจ้าออกไปทำความเข้าใจกันสักหน่อย พวกมึงไม่ต้องมาคอยกู...ส่วนมึงก็ช่วยเอาน้องสาวของมึงไปดูแลแทนให้ด้วยนะไอ้ฝุ่น...กูไปละ”
ว่าแล้วคันศรก็หันไปจับหมับเข้าที่ข้อมือของเจ้าจันทร์ แล้วดึงให้เดินตามกันไป เชิงบังคับกลายๆ นั่นแหละ
“ฉันไม่ไปกับแก ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะโว้ยไอ้ศร...ปล่อย!”
เจ้าจันทร์ร้องโวยวาย และพยายามขืนตัวเต็มที่ แต่ด้วยแรงที่มีน้อยกว่า จึงถูกอีกฝ่ายลากตัวเธอให้เดินตามกันไปได้อยู่ดี
ส่วนข้าวปุ้นเมื่อเห็นสีหน้าของใต้ฝุ่น เธอก็รู้ได้ในทันที แต่ก็พยายามตีเนียนด้วยการเดินเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆ พลางเรียกสรรพนามแทนตัวเขา ด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
“เฮีย...”
“.......”
นอกจากใต้ฝุ่นจะไม่ตอบรับ เขายังเบี่ยงองศาหน้าหันกลับไปอีกทาง พลางขยับตัวถอยห่างไปอีกนิด เมื่ออีกคนเบียดชิดเข้ามาใกล้ จนทำให้โชกุนที่กำลังนั่งมองอยู่นั้น ต้องกลั้นขำไว้ในลำคอ
*** โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ...
# อย่าลืมกดไลท์ กดหัวใจ หรือคอมเม้นคุยกับมนต์สิงหาบ้างนะคะ