โรงพยาบาล
“เฮียฝุ่น...เจ้ปุ้น!”
เสียงเล็กใสของฝุ่นข้าว เรียกชื่อของคนทั้งคู่ เมื่อประตูห้องถูกเปิดเข้ามาแล้วเห็นว่าเป็นใคร
“ฝุ่นข้าว!...” เสียงตอบรับกลับไปของผู้ให้กำเนิดทั้งสอง ดังก้องขึ้นมาพร้อมๆ กัน นั่นจึงทำให้หยกมณีที่นั่งอยู่ข้างเตียงต้องเบี่ยงองศาหน้าหันมามองตามเสียงของหลานสาว และยกมือขึ้นรับไหว้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยกมือขึ้นไหว้เธอ
“เออ..พวกแกก็มากันไวดีนะ”
“ครับ...ผมกับข้าวปุ้นรีบมากันทันทีหลังจากที่ม่าโทรหานั่นแหละ ถึงแม้เจ้หยกจะโทรบอกพวกเราแล้วว่าฝุ่นข้าวปลอดภัยดี แต่ผมก็อยากจะมาให้เห็นกับตาว่าฝุ่นข้าวไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ไม่งั้นพรุ่งนี้เราคงจะไปเรียนกันไม่ได้แน่ๆ เพราะใจมัวแต่พะวงถึงเจ้าตัวเล็กอยู่นี่ไง”
ใต้ฝุ่นบอกกับหยกมณีพี่สาว ในขณะที่ยืนอยู่ข้างเตียงเคียงกันกับข้าวปุ้น ที่ตอนนี้กำลังอุ้มเด็กหญิงฝุ่นข้าวลูกสาวเอาไว้ในอ้อมแขน
ทั้งที่เป็นลูกสาวแท้ๆ แต่กลับไม่ได้เรียกเจ้าตัวว่าแม่มาตั้งแต่เกิด เพราะผู้ให้กำเนิดทั้งสองคน. ต่างก็มีสถานะที่ยังเป็นนักเรียนและนักศึกษา. ดังนั้นบิดาและมารดาของใต้ฝุ่นจึงได้จดทะเบียนรับรอง เพราะต้องการให้ฝุ่นข้าว ได้เป็นลูกสาวบุญธรรมคนสุดท้องของพวกท่าน แทนคนเป็นมารดาแท้ๆ และลูกชาย พร้อมกับเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นข้อตกลงระหว่างกัน
ตั้งแต่นั้นมาฝุ่นข้าวก็เรียกปู่กับย่าว่าป๊ากับม่าตามทุกคนในบ้าน เพราะฝุ่นข้าวดันมีสถานะเป็นน้องสาวคนสุดท้องของใต้ฝุ่น และท่านทั้งสองคนก็ยังรักและเอ็นดูลูกสะใภ้ ราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
“หนูทำให้แม่กับป๊าใจหายหมดเลยนะคะเนี่ย”
ข้าวปุ้นเอ่ยกับคนเป็นลูกสาว ซึ่งเธอก็ได้แทนตัวเองว่าแม่มาตั้งแต่ต้น ส่วนอีกคนก็แทนตัวว่าพ่อเหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่ใช้คำว่า ป๊า ซึ่งเป็นภาษาของคนจีนส่วนใหญ่ที่เขามักจะใช้เรียกกัน
“ขวัญเอ๋ยขวัญมานะคะเจ้ปุ้น...เฮียฝุ่น” เด็กหญิงฝุ่นข้าวช่วยเรียกขวัญให้ ก่อนจะยืดตัวขึ้นไปหอมแก้มข้าวปุ้นกับใต้ฝุ่นคนละข้างอย่างน่ารัก
จากนั้นจึงได้อธิบายตามความเข้าใจของตนให้ทั้งสองคนฟังว่า
“หนูวิ่งตามตุ๊กตาของเล่น....ที่มันกระเด้งๆ ออกไปนอกประตู....แค่นั้นเองค่ะ” หนูน้อยเว้นจังหวะก่อนจะกลืนน้ำลายลงท้อง เพื่อรวบรวมเส้นเสียงของตัวเองให้เป็นประโยคก่อนจะพูดต่อ “ แล้วหนูก็หล่นตู้ม!...เลยได้กินน้ำในสระไปซะเยอะเลยค่ะ..ฮ่าๆ”
ฝุ่นข้าวหัวเราะร่าอย่างคนอารมณ์ดีตามประสา เหมือนกับคนเป็นมารดาที่ถ่ายทอดมาให้กันยังไงยังงั้นเลย
ใต้ฝุ่นกดยิ้มมุมปากก่อนจะหันมองสบตากับคนเป็นพี่สาวที่เอาแต่ส่ายหน้า และสุดท้ายก็พากันหัวเราะขำ ตามสองคนแม่ลูกนั่นอย่างรู้สึกเอ็นดู
หยกมณีย้อนนึกถึงเมื่อสี่ปีก่อน...ตอนที่ทุกคนในครอบครัวรู้ว่าลูกชายคนสุดท้องของบ้านได้ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุยังไม่ถึงสิบห้าปีตั้งครรภ์ ตอนนั้นทุกคนรู้สึกตกใจ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าคนเป็นน้องชาย มันจะไวไฟยิ่งกว่าคนเป็นพี่ชายของมันซะอีก
ซึ่งก่อนหน้าไม่กี่วัน ได้มีซินแสที่แม่ของเธอให้ความเคารพนับถือมานาน ได้เดินดูฮวงจุ้ยรอบๆ บ้าน แล้วท่านก็ได้กล่าวออกมาว่า บ้านหลังนี้กำลังจะมีลาภก้อนใหญ่ที่เป็นสัตว์สองเท้า และเมื่อก้าวเข้ามาจะต้องรีบคว้าเอาไว้ให้ได้ เพราะมันจะกลายเป็นสี่เท้าทันที นั่นน่ะยิ่งกว่าได้ลาภก้อนใหญ่ใดๆ เสียอีก และหลังจากนั้นไม่กี่วัน น้องชายของเธอ ก็พาน้องสะใภ้กับหลานสาวเข้ามาอยู่ในบ้าน จากนั้นกิจการร้านขายทองของครอบครัว ก็เจริญก้าวหน้าขึ้นไปอย่างรวดเร็ว อย่างที่เอาอะไรมาฉุด ก็ไม่สามารถหยุดความรวยเอาไว้ได้
“พรุ่งนี้หมอก็อนุญาตให้ฝุ่นข้าวออกจากโรงพยาบาลได้ พวกแกก็ไม่ต้องมาคอยเป็นห่วง เพราะทางนี้เจ้จะเป็นคนคอยดูแลหลานให้เอง ป่านนี้เฮียหมิงคงจะให้ช่าง มาดูดน้ำออกจากสระจนแห้งหมดแล้วละมั้ง ว่าแต่พวกแกจะกลับมหาลัยกันเลย หรือว่าจะกลับไปนอนค้างที่บ้านกันก่อนละ” หยกมณีบอกทั้งสองคน ก่อนจะเอ่ยถามตามมาในประโยคหลัง
แต่ใต้ฝุ่นยังไม่ทันได้ตอบกลับไป ก็ได้ยินเสียงใสของลูกสาวเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“เฮียกับเจ้อยู่กับหนูก่อนได้ไหมคะ?”
“เจ้กับเฮียต้องรีบกลับไปเรียนน่ะ เราก็ต้องไปโรงเรียนเหมือนกันนะฝุ่นข้าว” หยกมณีเป็นคนตอบหลานสาวกลับไปให้แทนคนเป็นพ่อแม่ แต่เมื่อเห็นว่าฝุ่นข้าวทำหน้าเศร้าคนเป็นป้าจึงรีบเอาใจ
“วันมะรืนถึงจะเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แล้วค่อยพากันไปเที่ยวทะเลก็ได้เนอะ” ว่าแล้วก็พยักหน้าให้คนเป็นน้องชายกับน้องสะใภ้ได้พูดต่อจากนั้น
“แล้วป๊ากับแม่จะรีบกลับมาหาหนูนะ”
“สัญญานะคะ” ฝุ่นข้าวโผเข้ากอดคอคนเป็นพ่อพร้อมกับขอคำสัญญา
ใครสอนให้ลูกกูรู้จักคำว่าสัญญาวะ?
ถึงแม้ใต้ฝุ่นจะสังสัย แต่เขาก็ตอบฝุ่นข้าวออกไปก่อนนั่นแหละว่า...
“ป๊าสัญญาครับ...” ว่าแล้วก็หอมแก้มคนเป็นลูกสาวฟอดใหญ่
“เจ้ปุ้น?”
จากนั้นฝุ่นข้าวจึงได้หันไปเรียกคนเป็นมารดาเชิงย้ำคำถาม ซึ่งเจ้าตัวก็รีบตอบตามน้ำกลับไปให้ทันทีเลยเหมือนกัน
“แม่สัญญาว่าจะพาหนูไปเที่ยวค่ะ...”
ฝุ่นข้าวฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างรู้สึกดีใจ เมื่อได้ยินคำตอบที่เจ้าตัวต้องการให้เป็นไปตามนั้น....