“ทำไมเฮียถึงได้ขับรถช้าเป็นรถผ้าป่าขนาดนี้กันละคะ ”
ข้าวปุ้นที่นั่งอยู่ข้างกันหันมาถาม เมื่อเหลือบสายตามองไปยังเลขไมล์. ที่ขึ้นโชว์บนหน้าปัดรถยนต์ เชิงบ่นให้กับคนขับ
“เหยียบให้มิดไมล์เลยได้มั้ยคะ? หนูอยากให้ถึงบ้านไวๆ หนูเป็นห่วงลูก”
“140 แล้วยังมาบอกว่าช้า เราอยากจะให้เฮียพาเรากลับบ้านเก่ารึไงฮะ!?”
ใต้ฝุ่นละสายตาจากถนนหันมาต่อว่า ก่อนชักสายตากลับไปมองทางตามเดิม จากนั้นจึงพูดต่อเพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายพูดแทรกอะไรขึ้นมาได้
“ก็เจ้หยกโทรมาบอกเราแล้วนี่ว่าฝุ่นข้าวน่ะปลอดภัยดี เราก็ไม่ควรจะประมาทสิ หากขับรถเร็วเกินไปจนควบคุมไม่ได้ เราเองนั่นแหละที่จะไปไม่ถึงบ้าน แล้วก็อย่าเอานิสัยสก๊อยเก่าของเรา มาใช้กับเฮียนะเข้าใจ๋?”
แน่ะ!ยังมีหน้ามาแซะถึงเรื่องอดีตของข้าวปุ้น ที่ใต้ฝุ่นเคยเข้าใจไปอย่างนั้น ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องจริง แต่เจ้าตัวก็ชอบเอามาล้อหญิงสาวเล่นอยู่บ่อยๆ
“หนูไม่ใช่สก๊อยสักหน่อย เฮียก็รู้เหตุผลทุกอย่างดี ยังจะเอาเรื่องนี้มาแกล้งล้อหนูอยู่ได้”
ใต้ฝุ่นเคยเห็นข้าวปุ้น นั่งซ้อนท้ายรถมอตอร์ไซค์คันเล็ก ของพวกเด็กแว้นแถวบ้าน ด้วยความบังเอิญนั่นแหละ
แต่เด็กพวกนั้นเป็นกลุ่มของเพื่อนในห้องที่สนิทกันกับหญิงสาว และรู้เรื่องราวของเจ้าตัวทุกอย่าง
แม้กระทั่งเรื่องที่ข้าวปุ้นไม่อยากจะกลับบ้าน เพราะที่นั่นมีผู้ชายคนใหม่ของแม่ พร้อมกับลูกชายที่เป็นลูกติดของมันได้เข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกัน แล้วก็ทำตัวราวกับเป็นเจ้าของบ้านซะเอง
ทั้งพ่อและลูกชายต่างคอยจ้องจะจับเธอกินตับตลอดเวลาที่มีโอกาส แล้วก็ไม่รู้ว่าเธอจะพลาดท่าเสียทีให้กับพวกมันในวันไหน?
“ทำไม? โกรธ?” ใต้ฝุ่นถามกลับในขณะที่สายตายังคงมองไปบนถนนด้านหน้า
“ หนูรักเฮียมากขนาดนี้ แล้วจะไปโกรธเฮียได้ยังไงคะ?” เจ้าของใบหน้าน่ารักเอ่ยออกมา พร้อมกับทำหน้าเป็น
“.......”
ให้มันได้อย่างงี้สิวะข้าวปุ้น!
“เพ้อเจ้อว่ะ คนอะไรวะ? บอกรักกันได้ทุกวี่ทุกวัน”
ใต้ฝุ่นย้อนกลับไปเสียงทื่อ แต่คือหัวใจงี้เต้นแรงทุกทีที่ได้ฟัง...ทั้งอย่างนั้นก็ยังไม่วายที่จะเก็บอาการ เพราะไม่อยากแสดงออกมาให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าเขากำลังรู้สึกหวั่นไหว ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัวเองอีกเหมือนกัน
น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันก็ย่อมจะกร่อนได้อย่างนั้นใช่มั้ยละ?
นั่นแหละคือสิ่งที่หญิงสาวกำลังพยายามทำให้อีกคนทนไม่ไหวแล้วยอมบอกรักเธอออกมาได้สักที
ข้าวปุ้นเคยคิดว่ามันก็คงจะมีวันนั้นเข้าสักวันนั่นแหละ...แต่นี่...เวลามันก็ผ่านมาตั้งสี่ปีที่เธอพยายาม...
แล้วมันก็ใกล้จะถึงเวลาของสัญญาตามเงื่อนไขที่ขยับเข้ามาใกล้ทุกที...
“ หากหนูไม่ได้บอกรักเฮีย นั่นมันก็จะมีอยู่แค่เหตุผลเดียว เฮียอยากจะรู้มั้ยคะ?”
คนตัวเล็กกว่าหันมาถามพร้อมกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า รวมไปถึงสายตาที่ซื่อตรงและคงมั่น สายตาที่ในนั้นสะท้อนแต่ภาพของเขาคนเดียวตลอดมาและตลอดไป
“......”
แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมตอบกลับมา อีกทั้งสายตาของใต้ฝุ่นในตอนนี้มันก็มีไว้เพื่อมองทางแค่เพียงอย่างเดียว
“แปลว่าเฮียไม่อยากจะรู้ งั้นหนูไม่พูดก็ได้ค่ะ”
ข้าวปุ้นเลยเงียบเสียงลงตัวเองลงไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานให้ เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายพูดออกมาโดยไม่มีหัวข้อใดๆ ว่า
“อย่าลีลา”
ใครกันแน่วะที่ลีลาน่ะ เขาหรือเธอ?
“เฮียจำไว้ให้ดีๆ เลยนะคะ”
ร่างบางทำท่าขยับ แล้วหันมาบอกกับเจ้าของร่างใหญ่ จากนั้นเจ้าตัวจึงเริ่มร้องเพลงให้คนที่นั่งข้างกันได้ฟัง พร้อมกับความหมายในรูปโยคที่ไม่จำเป็นต้องแปลอะไรออกมาทั้งนั้น
“ฉันโชคดีเหลือเกินที่ตื่นมาพร้อมเธอ อีกครั้ง คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีโอกาสถึงวันไหน หากวันหนึ่งฉันหลับใหล หากวันหนึ่งฉันต้องจากไปแสนไกล หากวันหนึ่งฉันไม่อาจจะคืนย้อนมาได้ใหม่ หากฉันตาย อยากจะบอกว่ารัก ฉันรักเธอ อยากจะบอกให้รู้และเข้าใจ เมื่อฉันไม่มีโอกาสบอกเธออีกต่อไป ให้เธอจำคำๆ นี้เอาไว้ ว่าหนูรักเฮียใต้ฝุ่น พายุลูกใหญ่ที่อยู่ในใจของหนูตลอดไปเลยค่ะ”
มันเป็นเนื้อเพลงทั้งหมดนั่นแหละ แต่สองประโยคหลังข้าวปุ้นเป็นคนแต่งสดให้กับใต้ฝุ่นเองเป็นพิเศษ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ซึ้งใจอะไรเลย
“เป็นไรมากป่ะเนี่ย! พอเหอะ...ร้องก็ไม่เห็นจะได้เรื่อง เสียงก็ยังกะเป็ดเบ่งตด นอนหลับไปเลยไป พอถึงโรงบาลแล้วเฮียจะปลุกเอง พูดมากยังกับผีเจาะปาก รบกวนสมาธิว่ะเฮียจะขับรถ”
นั่นละคือเฮียใต้ฝุ่นผู้ที่ไม่เคยมีความหวานติดอยู่ในสันดาน เพราะเขามักจะเก็บมันเอาไว้ใช้เฉพาะเวลาที่อยู่บนเตียงกับเธอเท่านั้นไง...
“งื้อ...ทุกคนที่ได้ฟังหนูร้องเพลงตอนไลท์สดขายของ ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าหนูน่ะเสียงดี แล้วเฮียก็อย่าลืมสิคะว่าหนูเคยเป็นนักร้องชั่วคราวให้กับวงดนตรีของร้านเหล้า ที่เฮียชอบเข้าไปนั่งกินกับเพื่อนๆ ตอนที่เฮียต้องกลับมาบ้านช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไงคะเฮียยังจำได้มั้ย?...แล้วใครกันแน่คะที่ชอบร้องเพลงค่อมคีย์ อีกทั้งเสียงก็ยังไม่เข้ากับจังหวะดนตรีเลยสักครั้ง แต่ก็ยังชอบบังคับให้คนอื่นเขา ทนฟังเสียงของตัวเองอยู่ได้”
“นั่นมันตอนที่เฮียเมามั้ยวะข้าวปุ้น! ?” ใต้ฝุ่นหันมาย้อนกลับไปเสียงสูงทันที ที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดประโยคนี้จบลง
หากไม่เมา คิดเหรอว่าคนอย่างเขาจะยอมจับไมค์...
เพราะรู้ตัวเองดีนะสิว่า ร้องเพลงยังไงก็ไม่ได้เรื่องได้ราว ตามที่อีกฝ่ายได้กล่าวหาเอาไว้อย่างนั้นไม่มีผิด แต่ก็ไม่คิดจะยอมรับ
“ค่ะ...เสียงหนูมันเหมือนเป็ดเบ่งตด ส่วนเสียงเฮียน่ะใสเหมือนมดกินน้ำค้าง อย่างงั้นหนูไม่ชวนเฮียคุยแล้วก็ได้ค่ะ หนูนอนก่อนนะคะ...”
ร่างบางแซะกลับพลางหลับตาลงอย่างรู้สึกน้อยใจ แต่ก็ไม่ได้จริงจริงอะไรนัก เธอมักจะเป็นแบบนี้ แต่เมื่อจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ เธอก็จะกลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิม
ใต้ฝุ่นเหลือบหางตามามองคนที่เพิ่งจะหลับตาลงตามคำสั่ง อย่างรู้สึกบอกตัวเองไม่ถูกเท่าไหร่?
แต่ทว่า...
มือใหญ่ข้างซ้ายกลับยกมันขึ้นมาวางไว้ตรงตำแหน่งที่เรียกว่าหัวใจ ก่อนจะสบถด่ามันออกไปแรงๆ ...
‘สัด!...มึงจะเต้นทำเชี่ยไรนักหนาวะ!’
อย่างนั้น...