ติ๊ดๆๆๆ ติ๊ดๆๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกที่ผมตั้งไว้แผดเสียงร้องออกมา ผมกดปิดเสียงก่อนจะลุกไปอาบน้ำเพื่อไปเรียน ถึงผมจะเหลวไหลเมามายแต่ผมก็ไม่ลืมการเรียนหรอกครับ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยผมก็ขับรถมามหา’ลัยทันที คอนโดก็ไม่ได้อยู่ไกลจากมหา’ลัยเท่าไหร่เลยไม่เสียเวลาในการขับรถ ระหว่างที่ผมกำลังเอารถจอดผมก็เห็นร่างบางที่แสนคุ้นเคยเดินมากับเพื่อนเธอพอดี
“พิ้งค์” ผมรีบลงจากรถไปแล้วเรียกพิ้งค์ด้วยความดีใจ นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งอาทิตย์เลยก็ว่าได้ที่ได้เจอกับพิ้งค์
พิ้งค์หันมามองหน้าผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรกับการเจอผม แต่ผมนี่สิรีบเดินเข้าไปหาเธออย่างเร็ว
“เซฟคิดถึงพิ้งค์” ผมเดินเข้าไปกอดพิ้งค์ทันทีด้วยความคิดถึง
“นี่เซฟ ปล่อยพิ้งค์นะ” พิ้งค์พยายามผลักผมออกจากตัว
“พิ้งค์คิดถึงเซฟไหม” ผมผละออกมาถามพิ้งค์ด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ พิ้งค์จะคิดถึงเซฟทำไม” พิ้งค์ตอบออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“วันนี้เราไปกินข้าวกันไหม หรือไปช้อปปิ้งก็ได้”
“นี่เซฟ เราเลิกกันแล้วไหม พิ้งค์มีแฟนใหม่แล้ว เซฟเลิกยุ่งกับพิ้งค์เหอะ”
“ไม่พิ้งค์ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ เซฟรักพิ้งค์มากพิ้งค์ก็รู้”
“แต่พิ้งค์ไม่ได้รักเซฟไง แล้วก็เลิกติดต่อมาหาพิ้งค์ได้แล้ว พิ้งค์รำคาญ”
“พิ้งค์” ผมเรียกพิ้งค์ออกไปอย่างอ่อนแรงกับคำว่ารำคาญและท่าทางเบื่อหน่ายผม
“เซฟตัดใจเถอะ เพราะยังไงเราก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว”
“เซฟทำไม่ได้ เซฟรักพิ้งค์จริงๆ นะ”
“หาแฟนใหม่สิ อ้อเด็กคณะพิ้งค์ก็ได้นะ มีอยู่คนหนึ่งอ่ะเค้าชอบเซฟ ชื่ออะไรนะ” พิ้งค์หันไปถามเพื่อนตัวเอง
“อิงฟ้า ปีสองน่ะ” เพื่อนพิ้งค์ตอบกลับมา
“อืมคนนั้นแหละ ถ้าสนใจบอกพิ้งค์ได้นะ เดี๋ยวจะเป็นธุระให้” การที่ผมตัดใจจากพิ้งค์ไม่ได้มันก็เจ็บพอแล้ว แต่การที่พิ้งค์มายัดเยียดคนอื่นให้ผมแบบนี้ผมเจ็บกว่า เพราะมันทำให้ผมรู้ว่าเธอไม่ได้มีเยื่อใยอะไรกับผมแล้วจริงๆ
“เซฟไม่ต้องการใคร เซฟต้องการพิ้งค์”
“เหรอ แต่พิ้งค์ไม่ต้องการเซฟแล้วอ่ะ” พิ้งค์พูดจบก็เดินออกไปจากผมทันที ตอนนี้ขาผมหนักอึ้งไปหมด มันแทบจะยกก้าวไม่ไหว แต่ผมก็ต้องฝืนแบกร่างตัวเองกลับไปที่ตึกคณะที่อยู่ข้างๆ ให้ได้
อิงฟ้า
“ใส่ชุดนี้ดีกว่า”
“ชุดนี้ก็สวย”
“ชุดนี้ก็ขึ้น
“ชุดนี้ก็เหมาะกับแก”
“โอ๊ยเกลียด! ใส่อะไรก็สวย” เสียงของมารีนพูดออกมาอย่างไม่จริงจัง
“แกก็เล่นไปได้ รีบจับยัยฟ้าเปลี่ยนชุดเร็วๆ เลย” โอลีฟหันไปว่าให้มารีน
“ชุดนี้แหละดีแล้ว พวกแกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบอ่ะ” ฉันพยายามคัดค้านเพื่อนทั้งสองออกไป แต่เหมือนเสียงของฉันมันไม่ได้เข้าหูเพื่อนฉันเลย
และ...
“ม่ายยยยย!” เสียงฉันร้องออกมาทันทีที่พวกมันพากันแต่งหน้าและจับชุดมาแต่งให้ฉันเหมือนเห็นเพื่อนเป็นตุ๊กตา
ไม่ต้องสงสัยหรอกค่ะว่าพวกเราทำอะไรอยู่ พอดีว่าวันนี้มารีนอยากออกเที่ยว ก็เลยชวนพวกฉันไปผับ แล้วก็มาแต่งตัวกันที่คอนโดมารีนนี่แหละเพราะใกล้ผับที่สุด แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่รู้กันก่อนหน้านี้แหละค่ะ ว่าเพื่อนทั้งสองของฉันมันจับฉันสลัดคราบทันที
“ฝีมือฉันนี่สุดยอดจริงๆ” มารีนมองฉันและพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“มโน เพื่อนสวยไหมคะ” โอลีฟหันไปแขวะมารีนอย่างไม่จริงจัง
“เออสวย แต่ฝีมือฉันก็ดีไง” มารีนเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“เออๆ ดีก็ดี” โอลีฟตอบอย่างปัดๆ
“พวกแก ฉันว่าฉันใส่ชุดเดิมดีกว่า” ฉันบอกเพื่อนออกไปอย่างไม่มั่นใจ
“ไม่ได้!/ไม่ได้!” โอลีฟและมารีนประสานเสียงกันออกมาทันที
“ไป ได้เวลาแล้ว” แล้วมารีนก็พูดออกมาก่อนจะพากันลากฉันออกจากห้อง ฉันไม่ยอมออกจากห้องไงพวกมันก็เลยลาก
ผับ Sot... (โดยการเอาอักษรชื่อของ S=เซฟ O=อง(ศา) T=ต้า(กีต้าร์) มารวมกันเป็นชื่อผับ และแปลว่าคนขี้เมา)
ตอนนี้เรามาถึงผับแล้ว ผับนี้เห็นว่าเป็นผับพี่เซฟกับเพื่อนเค้า
“มั่นใจหน่อยสิย๊ะ” เสียงมารีนบอกฉัน แต่จะให้ฉันมั่นใจยังไงล่ะ ก็ดูชุดที่ฉันใส่สิ
เดรสรัดรูปสีขาวปักคริสตัลวิบวับ สายเดี่ยวปิดอกแค่ครึ่งเดียว แล้วที่สำคัญคือมันสั้นมากไง มันยาวจากก้นฉันไปไม่ถึงคืบอ่ะ
“เชิดค่ะ” โอลีฟอีกคน
“แต่ฉันกลัวมันเปิดนี่หน่า” ฉันบอกออกไปอย่างกังวล คือปกติฉันก็ใส่สั้นบ้างนะ แต่เป็นกางเกงไง และก็มักจะใส่ตอนอยู่ห้องหรือนานๆ ใส่ออกข้างนอกที แต่ตอนนี้มันเป็นกระโปรงและเปิดทั้งบนทั้งล่างก็เลยทำให้ฉันไม่ค่อยมั่นใจ
“โอ๊ยยิ่งแกกังวลมันก็ยิ่งพลาดนะเว้ย เชิดเข้าไว้ อย่าให้ใครมาหัวเราะเราได้” มารีนบอกออกมา
“อืมๆ” ฉันตอบพร้อมกับเรียกกำลังใจให้ตัวเองทันที
“แบบนั้นแหละ งั้นลุยกันเลย” โอลีฟว่าจบ พวกเราก็เดินเข้าผับกันทันที