บทที่ 15 - กลับมา [1/2]

2005 Words
สิบปีต่อมา… "ลูกหมีล่ะครับ ทำอะไรอยู่?" ก้องการุญถามปลายสายอย่างภูผาที่อยู่อีกซีกหนึ่งของโลก ตอนนี้ประเทศไทยคงเวลาราวๆ สามทุ่มในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาสิบโมงเช้า เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เขาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาและไม่ได้กลับไปประเทศไทยเลยหลังจากที่เขาเรียนจบปริญญาตรีในวัยยี่สิบสองปี นับตั้งแต่เรียนจบที่ประเทศไทยด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 ก้องการุญก็ได้รับทุนการศึกษาเรียนปริญญาโทต่อที่อังกฤษทันทีและเขาก็ไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนั้น ทว่าความทะเยอทะยานของเขาทำให้เขาจำต้องทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังนั่นรวมถึงน้องสาวที่เขารักดุจแก้วตาดวงใจเช่นกัน แต่ถึงเขาจะมาเรียนและใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนทว่าก็ไม่ได้ละเลยครอบครัวและยังคงนึกถึงอยู่เสมอ ตั้งแต่มาเหยียบพื้นดินอเมริกาก้องการุญเลือกที่จะทำงานไปด้วยพร้อมกับเรียนต่อปริญญาโทไปด้วยจึงทำให้เขามีเงินเก็บและมีเงินเหลือมากพอจะส่งกลับไปที่บ้าน ในระยะเวลาสั้นๆ สองปีเท่านั้นก้องการุญสามารถส่งเงินให้พวกเขาซื้อบ้านหลังใหม่และใหญ่กว่าเดิมได้แล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นหมู่บ้านในโครงการที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม ถึงตอนนี้ครอบครัวจะมีบ้านใหม่แล้วแต่ที่ผ่านมาเขาก็ยังไม่หยุดส่งเงินให้พวกเขา ก้องการุญเริ่มมีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้นและเขาก็อยากให้ลูกหมีได้เรียนโรงเรียนดีๆ จึงบอกให้ภูผากับสุวดีส่งเธอเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ดีโดยไม่สนใจว่าค่าเทอมจะแพงมากแค่ไหนเพราะเขาจะจัดการส่วนนี้ให้ทั้งหมด ปัจจุบันลูกหมีเรียนจบเกรดสิบสองแล้วและเธอกำลังต่อมหาวิทยาลัย ก้องการุญรู้ดีว่ามหาวิทยาลัยนั้นมีกิจกรรมเยอะมากแค่ไหน มันจึงทำให้เขากับเธอมักมีเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไหร่ หรือไม่ก็เป็นเธอเองที่ไม่อยากคุยกับเขาจึงหาข้ออ้างสารพัดมาบ่ายเบี่ยงเพื่อเลี่ยงการคุยกัน ก้องการุญรู้ดีว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกหมีมันระหองระแหงมากเพียงใด เพราะทุกอย่างมันเริ่มต้นเมื่อตอนที่เขาอยู่ปีสาม ด้วยความที่เขาเรียนหนักขึ้นจึงทำให้เขาเริ่มไม่ค่อยได้กลับบ้านบ่อยเท่าเมื่อก่อนและนั่นก็ทำให้เด็กขี้งอนเริ่มน้อยใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ จากที่คุยกันบ่อยๆ ก็เริ่มห่างหายกันไป ก้องการุญไม่โทษใครเลยเพราะเขารู้ตัวดีว่าทุกอย่างมันเริ่มจากเขาที่ผิดสัญญากับลูกหมีก่อน จากที่จะกลับบ้านเดือนละครั้งก็เริ่มเป็นสองเดือนครั้งและนานเข้ากลับกลายเป็นว่าช่วงปีสี่เขาไม่ได้เจอหน้าลูกหมีด้วยซ้ำ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเริ่มห่างเหินกันและความสัมพันธ์ที่มีเหลืออยู่น้อยนิดของเขากับเธอก็ถึงคราวสะบั้นเมื่อเธอรู้ว่าเขาจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศหลังจากที่เรียนปริญญาตรีที่ไทยจบแล้วและนับตั้งแต่นั้นมาลูกหมีก็ไม่เคยติดต่อหรือพูดคุยกับเขาอีกเลย เธอไม่แม้กระทั่งจะมาส่งเขาที่สนามบินด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยละความพยายามที่จะขอคุยกับลูกหมีผ่านสุวดีหรือไม่ก็ภูผา ทว่าเขาก็ถูกเธอปฏิเสธกลับมาทุกครั้งด้วยข้ออ้างต่างๆ อย่างเช่น… [ลูกหมีไม่ว่างคุยด้วยค่ะ ต้องไปอ่านหนังสือสอบ] เสียงใสๆ แต่ราบเรียบของลูกหมีที่เล็ดลอดตอบกลับมานั้นทำให้เขาได้แต่ทอดถอนใจอย่างเหนื่อยอก จะว่าไปก็ผ่านมาสิบปีแล้วนะ…เด็กขี้งอนยังไม่หายโกรธเขาอีกหรือ? เขาต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้เธอหายโกรธเขาเสียที "ลูกหมีไม่ว่างก็ไม่เป็นไรครับน้าภู ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ" ก้องการุญวางสายจากภูผาด้วยจิตใจห่อเหี่ยว แต่เมื่อเห็นตั๋วเครื่องบินที่วางอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เขาพอจะรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้างเมื่ออีกไม่กี่วันข้างหน้า...เขาจะได้กลับไปยังบ้านเกิดแล้ว เขาจะได้กลับไปหาครอบครัวและลูกหมีแล้ว... :: :: หลายวันต่อมา... "เกรซ! เที่ยงแล้วไปกินข้าวกันเถอะ! ฉันหิวข้าวมากเลย!" ลูกหมีในวัยยี่สิบปีร้องเรียกเพื่อนสนิทอย่าง 'เกรซ' ด้วยน้ำเสียงเร่งเร้าเมื่อเธอหิวจนท้องกิ่ว สอบไฟนอลช่วงเช้าผ่านของนักศึกษาปีสองพ้นไปแล้ว นักศึกษาที่ออกจากห้องสอบต่างก็จับกลุ่มถามเพื่อนๆ ว่าคำตอบแต่ละข้อนั้นเป็นอย่างไร แต่สำหรับลูกหมีที่เพิ่งออกมาจากห้องสอบกลับชวนเพื่อนสนิททานข้าวอีกทั้งยังลูบพุงแบนๆ ของเธอไปมาบ่งบอกว่าตอนนี้เธอหิวข้าวมากจริงๆ ลูกหมีไม่มีร่องรอยของความกังวลเกี่ยวกับข้อสอบเลยสักนิดเพราะเธอถือคติ 'อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด' แน่นอนว่ามันรวมถึงผลสอบเช่นกัน เกรซที่เห็นลูกหมีไม่มีท่าทีสะทกสะท้านกับการสอบในครั้งนี้ก็ได้แต่นึกเอือมระอาไม่น้อย แต่เธอก็ชินเสียแล้วที่เพื่อนเป็นอย่างนี้เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมาลูกหมีไม่เคยกังวลเกี่ยวกับข้อสอบเลยเพราะถือว่าเธอทำเต็มที่แล้ว "เมื่อเช้าก็กินข้าวไปตั้งเยอะ แกหิวอีกแล้วเหรอ?" เกรซท้วงถามเพื่อนสนิทตัวเล็กของเธอ แววตาที่มองลูกหมีนั้นเจือความขบขันแต่ก็เอ็นดูเช่นกัน แม้เกรซกับลูกหมีจะมีภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนนึงสวยบาดตาและอีกคนน่ารักจับใจแต่ทั้งสองก็เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ตอนที่เรียนเกรดหนึ่งด้วยกัน พวกเธอทั้งสองคนสนิทกันถึงขั้นหอบกระเตงมาเรียนคณะเดียวกันและสาขาเดียวกันเพราะทั้งสองดันอยากทำธุรกิจร่วมกัน ลูกหมีรู้ตัวเองดีว่าเธอชอบของสวยๆ งามๆ มาตั้งแต่เด็กแล้วโดยเฉพาะเสื้อผ้าเพราะอย่างนั้นเธอจึงเลือกเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบแฟชั่นโดยไม่ลังเล ซึ่งเกรซเองก็มีความชอบที่เหมือนๆ กับลูกหมีเพราะอย่างนั้นพวกเธอจึงสนิทกันและมีความฝันที่อยากจะทำร่วมกัน ทว่าสไตล์ของทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เกรซชอบการแต่งตัวเปรี้ยวแซ่บไปทางเซ็กซี่ ในขณะที่ลูกหมีนั้นชอบการแต่งตัวออกไปทางน่ารักหวานๆ สไตล์คุณหนูเสียมากกว่า แต่ถึงจะมีความชอบสไตล์ที่แตกต่างกันทว่ากลับไม่เป็นปัญหาใดๆ ต่อความสัมพันธ์เพื่อนรักที่ยาวนานกว่าเจ็ดปี "วันนี้ฉันจะกินก๋วยเตี๋ยวแล้วก็จะกินราดหน้าด้วย" ลูกหมีมีเป้าหมายในการกินอย่างชัดเจน เรื่องกินไว้ใจเธอได้เช่นกันเพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วลูกหมีเป็นคนที่กินได้เยอะและต่อให้กินเท่าไหร่เธอก็จะไม่อ้วนมากไปกว่านี้อีกแล้ว ตอนเด็กๆ ลูกหมีมีรูปร่างจ้ำม่ำก็จริง แต่เมื่อเริ่มโตเป็นสาวร่างกายเธอมันก็ดันเผาผลาญได้ดีแต่ก็ไม่ถึงกับผ่ายผอมเพราะยังมีเนื้อมีหนังพอให้จับหนุบหนับมือ ทว่าในสายตาของเกรซก็ยังมองว่าเพื่อนเธอก็ยังผอมอยู่ดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าลูกหมีมีส่วนสูงที่น้อยกว่าเธอนับสิบเซ็นจึงทำให้ดูว่าอย่างไรก็ยังตัวเล็กในสายตาเธอ "อิจฉาจริงๆ พวกที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนเนี่ย" เกรซพูดจาเย้าแหย่ลูกหมีที่หัวเราะร่าออกมาเสียงใด เธอรู้อยู่แล้วว่านั่นเป็นคำประชดจากเพื่อนแต่เพราะอยู่ด้วยกันมานานจึงทำให้รู้ว่าเกรซไม่ได้พูดจาจริงจังแต่อย่างใด "จริงๆ แล้วแกก็ไม่ได้อ้วนสักหน่อย กินๆ ไปเถอะ" เกรซมีรูปร่างผอมบางราวกับหุ่นนางแบบ ซึ่งเธอก็เป็นนางแบบจริงๆ ครั้นจะกินเยอะหรือกินตามใจปากก็กลัวว่าตัวเองจะน้ำหนักขึ้นและนั่นอาจจะไม่เป็นที่ต้องการในแวดวงการนางแบบอีกก็เป็นได้ เพราะอย่างนั้นที่ผ่านมาเกรซจึงควบคุมน้ำหนักตัวเองอย่างเข้มงวด บางครั้งก็อดอิจฉาลูกหมีไม่ได้จริงๆ ที่สามารถกินอะไรก็ได้ตามใจปากและต่อให้กินเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ไม่อ้วนมากไปกว่านี้อีกแล้วตราบใดที่การเผาผลาญยังทำงานได้ดี "จะให้กินๆ ไปได้ยังไงล่ะ? ฉันไม่ใช่แกสักหน่อยนะ แค่ดมฉันก็อ้วนแล้ว" เกรซจิกตามองลูกหมีที่ยังหัวเราะไม่หยุดและในตอนนั้นเองที่พวกเธอเดินมาถึงโรงอาหารแล้วก่อนจะแยกย้ายกันไปสั่งอาหารที่ตัวเองอยากทานและกลับมานั่งที่โต๊ะว่างตัวหนึ่งหลัง "เอาน้ำอะไร? " เกรซถามลูกหมีที่เพิ่งวางชามก๋วยเตี๋ยวและราดหน้าลงบนโต๊ะ ในขณะที่มื้อเที่ยงของเกรซคือสุกี้แห้งหนึ่งจานเท่านั้น "เอาน้ำแอปเปิลปั่น" เกรซพยักหน้ารับเพียงแค่นั้นก็เดินไปยังร้านน้ำปั่นที่อยู่ไม่ไกล ระหว่างที่รอเกรซลูกหมีก็คว้าชีทที่จะสอบวิชาต่อไปขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา เห็นลูกหมีไม่สนใจคำตอบข้อสอบหลังสอบแต่ก็ใช่ว่าเธอจะไม่ตั้งใจสอบเสียหน่อย ถึงช่วงเวลาใกล้สอบทีไรลูกหมีมักจะทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสืออย่างหนัก แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ว่างเพียงเล็กน้อยก็จะหยิบชีทออกมาอ่านทบทวน คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาแฟชั่นดีไซน์ส่วนใหญ่แล้วจะสอบปฏิบัติ แต่ในบางรายวิชาก็ยังต้องเรียนทฤษฎีอยู่ ทำให้มีการเข้าห้องสอบเหมือนกับคณะอื่นๆ แต่ก็แค่ไม่กี่วิชาเท่านั้น หลังจากที่ทานมื้อเที่ยงแล้ว พวกเธอยังมีเวลาเหลืออีกราวๆ หนึ่งชั่วโมงกว่าถึงจะสอบวิชาถัดไป ช่วงเวลาที่ยังว่างนี้จึงเป็นเป็นการอ่านชีทเพื่อทบทวนเนื้อหาและในส่วนที่ไม่เข้าใจก็มักจะติวกันเอง การสอบช่วงบ่ายผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ลูกหมียังคงคอนเซปต์เดิมนั่นคือไม่สนใจจะถามไถ่เพื่อนๆ ว่าคำตอบของข้อสอบเป็นอย่างไรก่อนจะเดินออกมารอเกรซที่ครั้งนี้ยังไม่ออกมาจากห้องสอบ ในขณะที่ลูกหมีกำลังนั่งรอเกรซอยู่ตรงเก้าอี้หินอ่อนหน้าอาคารเรียน จู่ๆ เพื่อนร่วมคณะหลายคนที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ต่างก็พูดเสียงซุบซิบขึ้นมา ทว่าเป็นเสียงซุบซิบที่ดังมากจนเธอยังได้ยิน ‘แกๆๆ! ผู้ชายคนนั้นหล่อมากเลย!’ ‘โห่ ออร่าความหล่อมันฟุ้งกระจาย!’ ความสงสัยใคร่รู้และเสียงกระซิบที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ นั้นทำให้ลูกหมีอดหันไปมองตามสายตาของเพื่อนร่วมคณะไม่ได้และเมื่อเห็น ‘เป้าหมาย’ ที่ทุกคนพูดถึงเพียงแค่แวบแรกที่เห็นเท่านั้นกลับเป็นตัวเธอที่แข็งค้างเหมือนถูกแช่แข็งเสียอย่างนั้น! นะ นั่นมัน…ไอ้พี่จ๋าคนใจร้ายไม่ใช่หรือไง!!! ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้!!! ========================== ว้ายยย ตั่ยแล้วววว เขากำลังจะเจอกันแล้วค่ะพี่ๆ!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD