::
::
วันต่อมา...
ก้องการุญตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า เขาหันมองฟูกนอนที่อยู่อีกมุมหนึ่งของบ้านก็เห็นว่าลำดวนยังนอนหลับอยู่ ส่วนไอ้ผันมันไม่ได้กลับมาที่บ้านสองวันแล้ว เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันไปไหนแต่ถ้าให้เดาก็คงจะไม่พ้นบ่อนไพ่แถวนี้ที่พ้นหูพ้นตาตำรวจมานานหลายเดือนแล้ว
ก้องการุญลุกขึ้นจากเตียงและเดินเข้าห้องน้ำด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ เขาจัดการล้างหน้าแปรงฟันและอาบน้ำภายในเวลายี่สิบนาที แต่เมื่อออกจากห้องน้ำก็เห็นว่าลำดวนตื่นแล้วและกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนฟูกนอนตัวเอง
บ้านที่เขาอาศัยอยู่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เลย มีขนาดความกว้างและยาวแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น อย่าถามถึงห้องนอนเลยเพราะลำพังแค่ก้าวเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็รอบบ้านแล้ว เพราะอย่างนั้นเมื่อถึงเวลานอนจึงมองเห็นกันหมดเพียงแต่อยู่กันคนละมุมก็เท่านั้นเอง
"เงินนี่แม่เอาไว้ซื้อข้าวก็แล้วกัน"
ก้องการุญวางเงินใบแดงไว้บนโต๊ะกินข้าวให้กับลำดวนเป็นครั้งแรก เธอที่มองอยู่ไม่ได้พูดอะไรออกมาและพ่นควันบุหรี่ขาวคลุ้งขึ้นกลางอากาศในขณะที่ก้องการุญก็เดินออกจากบ้านโดยไม่ได้กล่าวลาอะไรลำดวนเช่นกัน
ก้องการุญยังคงเดินไปทำงานเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา เขาเริ่มช่วยงานสุวดีโดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปากสั่งเพราะตอนนี้ก้องการุญรู้หน้าที่ว่าเขาควรทำอะไร เขาขยันทำงานช่วยสุวดีไม่มีอู้งานแต่ทว่าลูกจ้างชาวเมียนมาร์กลับนั่งคุยโทรศัพท์งุ้งงิ้งๆ และปล่อยให้เขาทำงานเพียงคนเดียว
"พี่นิ่มช่วยผมล้างผักหน่อย"
ที่ร้านสุวดีทำก๋วยเตี๋ยวบุฟเฟต์ผักเพราะอย่างนั้นผักจึงมีจำนวนไม่น้อยเลยและก่อนจะเอาผักออกไปตั้งโต๊ะพวกเขาต้องล้างผักให้สะอาดเสียก่อน แต่เมื่อเข้ามาในครัวหลังบ้านและลับตาสุวดีที่อยู่หน้าร้านแล้วลูกจ้างชาวเมียนมาร์ก็ไม่ได้สนใจกับการล้างผักแต่ใดเพราะเอาแต่คุยโทรศัพท์ กลับกลายเป็นเขาที่ต้องล้างผักอยู่คนเดียว
"ก็ล้างไปสิ ไม่เห็นเหรอว่าพี่กำลังคุยธุระอยู่"
สำเนียงแปร่งหูที่พูดออกมานั้นแม้จะไม่ชัดแต่ก้องการุญก็ฟังรู้เรื่อง ลูกจ้างชาวเมียนมาร์มองก้องการุญด้วยสายตารำคาญก่อนจะหันไปคุยโทรศัพท์ต่อ
ก้องการุญถอดหายใจอย่างเอือมระอาแต่ก็ไม่คิดถกเถียงอีกฝ่ายแล้วเพราะมันไร้ประโยชน์ที่จะพูดกับคนอย่างนี้จึงปล่อยเลยตามเลยก่อนจะก้มหน้าลงและล้างผักเอง
"น้าสุผมล้างผักเสร็จหมดแล้วครับ"
ก้องการุญหิ้วตะกร้าผักออกมาวางไว้บนโต๊ะสำหรับลูกค้าที่จะตักผัก จากนั้นเขาก็หันไปจัดเตรียมเครื่องปรุงและช้อนตะเกียบสำหรับแต่ละโต๊ะโดยที่สุวดีไม่ต้องบอก
"แล้วนิ่มล่ะ? "
"เห็นคุยโทรศัพท์อยู่ที่ครัวนะครับ"
ก้องการุญบอกไปตามความจริง ตอนที่เขาล้างผักเสร็จแล้วและออกมาหน้าร้านก็ไม่ได้ร้องเรียกลูกจ้างเมียนมาร์คนนั้นที่เอาแต่คุยโทรศัพท์มานานเกือบครึ่งชั่วโมง
สุวดีที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจหนักออกมาก่อนจะเดินตรงไปหลังบ้าน ก้องการุญไม่รู้หรอกว่าสุวดีเข้าไปทำอะไรแต่เพียงไม่นานลูกจ้างคนนั้นก็เดินออกมาด้วยท่าทีสลดอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นในจังหวะหนึ่งก้องการุญก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังมองเขม่นเขาอยู่แต่เขาก็ไม่คิดใส่ใจก่อนจะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
ตลอดทั้งวันก้องการุญช่วยสุวดีทำงานอย่างขยันขันแข็งเหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา กระทั่งถึงช่วงบ่ายสามโมงวัตถุดิบขายก๋วยเตี๋ยวและข้าวมันไก่ก็หมด เขากับลูกจ้างเมียนมาร์ช่วยกันเก็บกวาดร้านในขณะที่สุวดีนั่งนับเงินจากกล่องเก็บเงิน แต่ยิ่งนับใบหน้าของสุวดีก็ยิ่งเคร่งเครียดจนก้องการุญที่เห็นเข้าอดสงสัยไม่ได้
"มีอะไรหรือเปล่าครับน้าสุ?"
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะที่สุวดีนั่งก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองเขาพอดี
"น้าคิดว่าเงินในกล่องนี้มันหายไป"
สุวดีลองนับเงินอีกครั้งแต่ก็พบว่าเงินมันหายไปจริงๆ ไม่ได้หายแค่เล็กน้อยเท่านั้นแต่หายไปราวๆ สองพันเห็นจะได้ซึ่งมันผิดปกติมากและในตอนนั้นเองที่ลูกจ้างชาวเมียนมาร์เดินเข้ามาพอดีเมื่อเธอได้ยินบทสนทนาของนายจ้างกับก้องการุญ
"มันต้องมีคนขโมยเงินแน่ๆ ค่ะพี่สุ"
"…"
สุวดีนิ่งเงียบไป เธอเองก็คิดว่าจำนวนเงินที่หายไปนั้นต้องถูกขโมยแน่ๆ และนี่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วย
ช่วงระยะหลังๆ สี่ห้าวันที่ผ่านมานั้นจำนวนเงินที่เธอคิดว่าเป็นกำไรจากการขายของมันลดน้อยลงเรื่อยๆ จากแรกๆ แค่สองสามร้อย แต่ยิ่งผ่านมาหลายวันจำนวนเงินก็ยิ่งหายไปเยอะ กระทั่งวันนี้จำนวนเงินที่ควรเป็นกำไรกลับติดลบ…
มันเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะขายขาดทุนเพราะเธอคำนวณราคาต้นทุนที่จะขายของในแต่ละวันเอาไว้แล้ว อย่างน้อยเธอก็ควรได้กำไรไม่ใช่ขาดทุนอย่างนี้
ที่ร้านเธอมีคนขโมยเงิน…แต่เป็นใครกันล่ะ?
"ผมไม่ได้ขโมยเงินนะครับและไม่มีทางจะทำอย่างนั้น"
ก้องการุญบอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าหนักแน่น เขาเองก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาที่ถูกกล่าวหาลอยๆ ก่อนจะหันไปมองลูกจ้างชาวเมียนมาร์ที่ไม่ได้มีท่าทีผิดปกติอะไร แต่ก้องการุญรู้ว่าคนที่ขโมยเงินอาจจะเป็นหญิงสาวคนนี้
กล่องเก็บเงินจะวางอยู่หลังตู้ก๋วยเตี๋ยว ส่วนใหญ่แล้วทุกครั้งที่พวกเขาเก็บเงินจากลูกค้าเสร็จก็จะหย่อนเงินไว้ในกล่องนี้ สุวดีไม่ได้เก็บกล่องเงินไว้กับตัวเพื่อความสะดวกยามที่ทุกคนต้องทอนเงินเพราะอย่างนั้นก้องการุญจึงไม่แปลกใจถ้าหาก ‘ขโมย’ มันจะหยิบเงินออกจากกล่องได้ง่ายๆ ตอนที่ทุกคนกำลังยุ่ง
"ถ้าไม่ใช่ก้องแล้วจะเป็นใคร พี่ทำงานกับพี่สุมานานแล้วนะ พี่ไม่เคยขโมยเงิน"
จู่ๆ เขาก็กลายเป็นผู้ต้องสงสัยขึ้นมาและเขาก็ไม่แปลกใจถ้าหากสุวดีจะนึกสงสัยเขาเป็นคนแรกเพราะเขาเพิ่งมาทีหลัง ในขณะที่ลูกจ้างสาวชาวเมียนมาร์คนนั้นมาทำงานก่อนเขา
"นิ่มว่าต้องเป็นมันนั่นแหละค่ะที่ขโมยเงิน"
ลูกจ้างสาวยังชี้ตัวก้องการุญให้เป็นผู้ร้าย ในขณะที่สุวดีเองก็ไม่สามารถกล่าวหาใครได้เพราะเธอไม่มีหลักฐาน ทว่าในตอนที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียดอยู่นั้นจู่ๆ ประโยควลีติดปากจากการ์ตูนเรื่องโคนันก็หลุดออกมาจากปากของใครบางคนที่เพิ่งเปิดประตูบ้านออกมา
"ความเจงมีเพียงหนึ่งเดวเท่านั้น~"
ทุกสายตาหันมองทางต้นเสียงก่อนจะเห็นว่าลูกหมีกำลังเดินถือแว่นขยายของเล่นแนบตรงดวงตาข้างหนึ่ง เธอเดินมาหยุดลงตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคนที่พากันนิ่งงันที่อยู่ดีๆ นักสืบจิ๋วลูกหมีมาโผล่ตรงนี้
"ตอนนี้แม่กำลังคุยธุระสำคัญอยู่ค่ะ ลูกหมีเข้าไปเล่นข้างในบ้านก่อนได้ไหมคะ? "
สุวดีไม่มีท่าทีอารมณ์เสียกับลูกสาวแต่อย่างใดที่เข้ามาเล่นไม่ดูบรรยากาศรอบข้าง แต่ทว่านอกจากลูกหมีจะไม่เข้าบ้านแล้วเธอยังตีหน้าขรึมและชี้นิ้วป้อมๆ มายังลูกจ้างสาวชาวเมียนมาร์ที่ตอนนี้ตกเป็นเป้าสายตาทุกคน
"ยูกหมีจะมาไขคดีให้คูมแม่เอง"
สุวดีถอนหายใจสุดปอดให้กับความดื้อรั้นของลูกสาวก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นอีกหนึ่งระดับ
"ลูกหมี แม่บอกว่า…" แต่ยังไม่ทันจะพูดจบลูกสาวเธอก็หันหน้ามามองแม่ตัวเองทั้งที่แว่นขยายของเล่นเด็กยังคงส่องที่ดวงตาข้างเดิมพร้อมกับพูดสวนกลับมาว่า…
"ยูกหมียู้ ยูกหมีเห็นว่าใครขโมยเงินคูมแม่"
"...!"
ทุกคนต่างพากันตกใจกับคำพูดของลูกหมีที่คราวนี้หันมามองลูกจ้างสาวชาวเมียนมาร์พร้อมกับยกนิ้วชี้ป้อมๆ ไปยังเธอคนนั้นที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว
"เป็นพี่นิ่มที่ขโมยเงิงคูมแม่ค่ะ"
==========================
#ก็เอาซี้! ใครไม่รู้แต่นักสืบลูกหมีรู้ตัวคนร้ายนะจะบอกให้!